วิธีปลูกหอมหัวใหญ่ (Onion)

หอมหัวใหญ่

หอมหัวใหญ่ หรือ หอมใหญ่ ส่วนที่นำมาบริโภคของหอมหัวใหญ่ คือ ส่วนที่อยู่ใต้ดินประกอบด้วยลำต้นซึ่งเป็นแกนเล็กๆ และรอบๆ แกนนั้นจะมีกาบใหญ่ๆ นั้นคือใบที่สะสมอาหาร ซึ่งเป็นส่วนที่นำมารับประทาน มีรสหวาน กรอบและยังมีกลิ่นฉุนด้วย ส่วนใหญ่รับประทานได้ทั้งสด ต้มและผัด มนุษย์รู้จักใช้หอมหัวใหญ่มาเป็นอาหารนานแล้ว การสร้างหัว (bulb) ซึ่งอยู่ใต้ดินนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของช่วงวัน สำหรับพันธุ์เบา จะต้องการชั่วโมงที่มีแสงแดดประมาณ 12 ชั่วโมง / วัน สำหรับพันธุ์หนักต้องการช่วงที่มีแสงแดด 15 ชั่วโมง / วัน ดังนั้นพันธุ์หนักนี้จึงไม่สามารถนำมาปลูกได้ในพื้นที่เขตร้อน เช่น ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเนื่องจากจะทำให้หอมใหญ่ไม่สร้างหัว แต่จะสามารถเจริญเติบโตได้ในส่วนใบและต้นเท่านั้น ดังนั้นในบ้านเรา (ประเทศไทย) จึงนิยมปลูกเฉพาะพันธุ์เบาเท่านั้น ส่วนในเขตอบอุ่นจะสามารถปลูกได้ทั้งพันธุ์เบาและพันธุ์หนัก

การเตรียมปลูกหอมหัวใหญ่

หอมใหญ่เป็นพืชที่ต้องการดินร่วน ในช่วงเจริญเติบโตสภาพดินจะต้องมีความชื้นพอเหมาะสม แต่ในขณะที่แก่ใกล้เก็บเกี่ยวต้องมีความชื้นในอากาศน้อยและดินต้องแห้ง ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดทั้งวัน ส่วนอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 13-24 องศาเซลเซียส

ในการปลูกพืชชนิดนี้นิยมปลูกแบบย้ายกล้า ดังนั้นจึงต้องเตรียมแปลงเพาะกล้า และเนื่องจากระยะของกล้าก่อนลงแปลงปลูกนั้นใช้เวลาถึง 45 วัน ดังนั้นจึงควรเตรียมแปลงอย่างดี ทั้งในด้านสภาพของดินและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่เก่าแล้วลงผสมกับดินในแปลงให้มาก หน้าดินต้องให้เม็ดดินมีขนาดเล็ก เนื่องจากเมล็ดพันธุ์มีขนาดเล็กมาก หากเม็ดดินใหญ่ เมล็ดอาจตกลงไปในซอกดินได้ลึก จะทำให้เมล็ดงอกยากหรือเน่าหรือไม่งอกเลย กล้าของหอมหัวใหญ่มักไม่ค่อยแข็งแรง ดั้งนั้นควรใช้ผ้าขาวคลุมพลางแสงแดดและหลีกเลี่ยงจากการกระทบกระเทือนจากเม็ดฝนโดยตรง

แปลงปลูกสำหรับทำการปลูกนั้น ควรเตรียมดินให้ปราศจากวัชพืชทั้งหลาย และทำแปลงให้มีการระบายน้ำดี แต่ไม่จำเป็นให้หน้าดินลึกมาก เพราะเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น เตรียมดินให้มีความลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ก็เพียงพอ ควรทำให้ดินร่วนซุยและมีความอุดมสมบูรณ์สูง ดังนั้นควรเพิ่มปุ๋ยคอกสำหรับแปลงปลูก ไม่จำเป็นต้องให้เม็ดดินที่ผิวแปลงเล็กเหมือนกับแปลงเพาะกล้า โดยทั่วไปนิยมยกดินให้เป็นแปลงกว้าง 1-1.5 เมตร บนแปลงปลูกแถวเดียว ดังนั้น ระยะห่างระหว่างต้นในการปลูกมักอยู่ที่ 10-12 หรือ 25-40 เซนติเมตร

วิธีปลูกหอมหัวใหญ่

เริ่มต้นด้วยการเพาะกล้าก่อน โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่วแปลงกล้า ควรใช้ทรายผสมเมล็ดก่อนหว่าน เพราะเนื่องจากเมล็ดพันธุ์มีขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยให้สามารถกระจายเมล็ดพันธุ์ได้ดี หลังจากการหว่านให้กระจายดีแล้ว ควรโรยปุ๋ยคอกเก่ากลบบางๆ ประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร แล้วคลุมด้วยฟางเอาไว้ อาจโรยเมล็ดเป็นแถวๆ ก็ได้เช่นกัน โดยให้แต่ละแถวห่างกันประมาณ 5-10 เซนติเมตร และทำแถวให้ลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร แล้วโรยปุ๋ยคอกทับลงไป เสร็จแล้วเอาฟางคลุมไว้เช่นกัน จำนวนเมล็ดพันธุ์ที่ใช้เพาะกล้าที่เพียงพอต่อการปลูกในเนื้อที่ขนาด 1 ไร่ จะอยู่ที่ประมาณ 300-400 กรัม โดยหว่านลงแปลงเพาะขนาด 7-8 ตารางเมตร

หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์หรือโรยเป็นแถวแล้ว ควรใช้ฝักบัวรดน้ำที่เป็นฝอยละเอียดลดลงให้ทั่ว แล้วจึงทำการพลางแสงเอาไว้ หลังจากเมล็ดงอกแล้ว ต้องหมั่นตรวจสอบดูเพื่อถอนต้นที่อ่อนแอทิ้งไป และถอนเพื่อจัดระยะห่างระหว่างกล้าแต่ละต้นให้ห่างกันพอสมควรด้วย หากกล้าเบียดชิดกันมากเกินไปจะทำให้เกิดโรคโคนเน่าได้ การพลางแสดงควรทำตอนเที่ยงหรือตอนบ่ายที่แดดจัด ควรให้กล้ารับแดดตอนเช้าและตอนเย็นให้เต็มที่ ต่อมาเมื่อกล้าแข็งแรงหรือโตมากขึ้น ควรให้จำนวนชั่วโมงรับแสงแดดมากขึ้น จนกระทั่งกล้าสามารถได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กล้ามีอายุได้ประมาณ 10-15 วัน อย่างไรก็ดีหากฝนตกควรคลุมกันฝนเอาไว้ด้วย เพราะอาจทำให้แปลงชื้นเกินไป เมื่อกล้าอายุได้ 45 วัน ก็พร้อมที่จะย้ายเพื่อลงแปลง การย้ายกล้าควรย้ายในวันที่อากาศมืดครึ้มหรือในช่วงเย็น และหลังจากย้ายแล้วควรรดน้ำให้แปลงชื้นอยู่เสมอ และระวังมิให้รากบอบช้ำ การย้ายกล้านั้นทำได้โดยการนำกล้าฝั่งลงไปในดินให้ลึกพอสมควรแล้วจึงเอาฟางคลุมไว้

ในการปลูกหัวหอมใหญ่นั้นสามารถทำการปลูกได้อีกแบบ ซึ่งเรียกว่า “เชท” ซึ่งก็คือ การนำหัวแห้งที่มีขนาดเล็ก มีเส้นผ้าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 เซนติเมตร ซึ่งได้มาจากการปลูกโดยเมล็ดเมื่อฤดูก่อนปลูก การปลูกด้วยเชทนี้จะใช้จำนวนหัวหอมประมาณ 18 ถัง สำหรับปลูกในพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ซึ่งสามารถทำการปลูกโดยลงแปลงได้เลย  สำหรับเชทที่จะนำมาปลูกนี้ควรเลือกเชทที่มีลักษณะแน่น ในการปลูกควรตัดรากเก่าทิ้งไปก่อนและตัดปลายออกเล็กน้อย แล้วจึงนำเชทนั้นดำลงไปแปลงลึกประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร อย่าให้เชทนี้จมลงในดินจนมิด เพราะจะทำให้เน่าได้ หลังจากดำเชทเรียบร้อยแล้ว ควรใช้ฟางคลุมเอาไว้แล้วจึงรดน้ำให้เกิดความชื้นอย่างต่อเนื่อง การปลูกแบบนี้จะทำให้เจริญเติบโตได้ไว้ แข็งแรงและไม่ค่อยเป็นโรค เพราะมีอาหารสะสมอยู่ภายในแล้ว

การดูแลรักษาหอมหัวใหญ่

การให้ปุ๋ยหอมหัวใหญ่นั้นให้ใช้สัดส่วน N:P:K = 1:1 – 2:1 ซึ่งปุ๋ยสูตรนิยมที่ใช้กันคือ สูตร 10-10-10, 15-15-15 และ 10-20-10 ในดินทรายควรเพิ่ม K ให้มากขึ้นเพราะเป็นพืชที่ดูดธาตุอาหารมาก ดังนั้นอัตราปุ๋ยที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 100-150 กิโลกรัม / ไร่ การใส่ควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือใส่ก่อนปลูกเป็นปุ๋ยรองพื้น และอีกครึ่งหนึ่งใส่เมื่อหอมอายุได้ 40 วัน การใส่ครึ่งหลังใส่แบบโรยข้างแถว โดยห่างจากต้นประมาณ 8 เซนติเมตร และพรวนดินกลบลึก 5 เซนติเมตร ควรให้ปุ๋ยไนโตรเจนเสริมด้วย เช่น ปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนียมซัลเฟต ในอัตรา 25 กิโลกรัม / ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ใส่แบบโรยข้าง เมื่ออายุได้ 10 วัน และ 30 วัน ตามลำดับ นอกจากนี้ยังควรใส่แมงกานีสและทองแดงเสริมด้วย เพราะอาจจะเกิดอาการผิวสีของหัวซีดหากขาดธาตุ 2 ชนิดนี้ อาจใส่ปุ๋ย 2 ชนิดนี้ลงไปในดินหรือละลายน้ำแล้วฉีดพ่นก็ได้ นอกจากนี้การใส่ปูนขาวยังจำเป็นสำหรับการแก้ไขสภาพความเป็นกรดด่าง เนื่องจากหากดินเป็นกรดจะทำให้แมงกานีสและทองแดงไม่ละลายออกมาให้แก่พืชได้

การให้น้ำดีที่สุดนั้นควรให้น้ำบ่อยๆ เพราะเนื่องจากเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ซึ่งไม่สามารถดูดซับน้ำได้ดีและน้ำที่ให้ที่อยู่บนผิวดินก็จะระเหยไปได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ลมแรงและเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง หากระหว่างการเจริญเติบโตนั้นเกิดการขาดน้ำ จะทำให้หัวไม่แข็งแรง คุณภาพของหัวไม่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ดี เมื่อหอมหัวใหญ่เริ่มแก่จนใกล้จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ ก็จะต้องลดการให้น้ำเช่นกัน

หากมีวัชพืชเยอะจำเป็นจะต้องกำจัดวัชพืช แต่ในการกำจัดวัชพืชนั้นจะต้องระวังไม่ให้กระทบต่อระบบราก ควรทำพร้อมๆ กันกับการให้ปุ๋ย อย่างไรก็ตาม วัชพืชถือได้ว่าเป็นปัญหาสำคัญสำหรับหอมเป็นอย่างมาก เพราะหอมหัวใหญ่เป็นพืชที่ไม่สามารถแบ่งอาหารให้กับวัชพืชได้เลยโดยเฉพาะในช่วงแรก ดังนั้นการเตรียมแปลงที่ดีควรเตรียมแปลงให้ปราศจากวัชพืชมากที่สุดและหากยังมีวัชพืชขึ้นอยู่ ก็ควรกำจัดโดยใช้มือถอนจะดีที่สุด หรือใช้มีดแซะออกเบาๆ เพื่อมิให้กระทบกระเทือนต่อระบบราก หรืออาจใช้ยาปราชวัชพืชที่เป็นสารเคมีก็ได้

การเก็บเกี่ยวหอมหัวใหญ่

หลังจากทำการย้ายกล้าได้ประมาณ 90-110 วัน ก็ถือได้ว่าพร้อมที่จะทำการเก็บเกี่ยวได้ ในระยะนี้ให้สังเกตดูว่า ใบของหอมเริ่มคลี่กาบใบออก สีจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นเขียวอมเทา เปลือกชั้นนอกบางส่วนแห้งไม่ควรทิ้งไว้ให้ต้นหอมในแปลงแห้งหมด เพราะจะทำให้คุณภาพของหัวใต้ดินต่ำและหากความชื้นในดินเพิ่มขึ้นก็จะงอกรากและเจริญต่อไปใหม่ ส่วนวิธีเก็บนั้นควรเก็บโดยใช้มือถอนต้นขึ้นมา แล้วผึ่งไว้ในแปลง ไม่ควรให้ถูกแดดจัด ควรหาอะไรมาคลุมไว้บางๆ โดยจะผึ่งแดดไว้ประมาณ 5-7 วัน ใบและกาบนอกที่แห้งกรอบจะป้องกันการกระทบกระเทือนในการขนส่งได้เป็นอย่างดี หากขนย้ายหัวหอมทันทีหลังจากการเก็บเกี่ยวจะทำให้หัวหอมช้ำได้ง่ายและสุดท้ายก็จะเน่า ในการเก็บรักษาที่ดีนิยมตัดใบบนหัวที่แห้งๆ ทิ้งเสียก่อนโดยเหลือไว้ประมาณ 1.2-2.5 เซนติเมตร

Curing คือการผึ่งหอมเพื่อให้รอยตัดใบและกาบนอกแห้งสนิท ทำได้โดยการวางหัวหอมกระจายไม่ให้ทับกัน โดยวางไว้ในโรงเรือนที่มีฝาโปร่งทั้ง 4 ด้าน หรือใต้ถุนบ้านโล่งๆ ซึ่งจะต้องมีลมและอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่โดนแสงแดดส่องเข้ามา ไม่มีไอน้ำ ละอองน้ำ การผึ่งนั้นจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งจะเป็นระยะที่รอยตัดแห้งสนิท หลังจากนั้นให้ทำการคัดหัวใหญ่เล็ก กลาง พร้อมทั้งคัดหัวเน่า เป็นแผลหรือรูปร่างไม่สมบูรณ์ออก และลอกกาบนอกที่เปรอะเปื้อนทิ้งไป เพื่อให้ได้ทั้งความสะอาดและขนาดที่ต้องการ