วิธีปลูกมะเฟือง (Carambola)

มะเฟือง

มะเฟือง เป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันมานานแล้วในไทย เป็นผลไม้พื้นบ้านที่ปลูกกันในชนบทและชานเมือง แต่ไม่เป็นผลไม้ทางเศรษฐกิจ ไม่นิยมปลูกเป็นการค้า ปลูกกันเพียงต้น 2 ต้น ตามหลังบ้าน ให้ผลตลอดปี เป็นผลพลอยได้อย่างหนึ่งของชาวบ้าน ถ้าเป็นต้นที่ให้ผลที่มีรสหวานก็นิยมรับประทานสดมากพอสมควรไม่แพ้ผลไม้อีกหลาย ๆ ชนิดที่มีอยู่มากในเมืองไทย

ถิ่นกำเนิดของมะเฟือง

ถิ่นกำเนิดของมะเฟืองอยู่ในแถบหมู่เกาะโมลุกะ และแถบมลายู ต่อมาก็แพร่กระจายไปตามเขตร้อนทั่วไป เช่น ในจีนตอนใต้ เกาะกวม อินเดีย ไทย ฟิลิปปินส์ และประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ รวมทั้งในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกาและในโปรตุเกสอีกด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะเฟือง

มะเฟืองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Averrhoa carambola L. จัดอยู่ใน Family Oxalidaceae มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Carambola และยังเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศอีก คือ อินเดียเรียก kamranga หรือ kamrabh สำหรับในประเทศไทย มะเฟืองเป็นชื่อเรียกทั่วไปเป็นภาษากลางทางภาคใต้และพวกเขมร พระตะบองเรียก สะบือ

มะเฟืองเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางลำต้นสูงประมาณ 40 ฟุต มีเปลือกต้นค่อนข้างเรียบ สีน้ำตาลปนเทาหรือเทาแก่ ลำต้นมักจะมีรอยเล็ก ๆ แตกตามทางยาว ใบเป็นแบบใบประกอบ ประกอบด้วยใบย่อย 5-11 ใบ ด้านบนของใบมีสีเขียวแก่เป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า และมีสารขาว ๆ เคลือบอยู่ รูปร่างใบเป็นแบบ ovate หรือ ovate-lanceolate ฐานใบกลม ปลายใบแหลม ใบยาวประมาณ 1.5-3 นิ้ว ก้านใบกลมสีม่วง ใบอ่อนมีสีม่วงแดง

สำหรับดอกเกิดเป็นช่อแบบ racemes สั้น ๆ เกิดจากตาที่กิ่งหรือลำต้น ดอกตูมมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ สีแดง ดอกมีก้านสั้นมีกาบหุ้ม กลีบดอก 5 กลีบขนาดเล็ก สีขาวหรือสีม่วงอ่อน เกสรตัวผู้มี 10 อัน แต่มีอับละลองเกสรเพียง 5 อัน มีเกสรตัวเมีย 1 อัน รังไข่แบ่งเป็น 3-5 ช่อง จึงให้ผลที่มี 3-5 กลีบ เมื่อตัดตามขวางจะเป็นรูปดาว ผลยาว 3-5 นิ้ว กว้าง 1-1.5 นิ้ว เมื่อสุกจะมีผิวเหลืองใสเป็นมัน เนื้อมีน้ำมาก มีรสหวานหรือเปรี้ยว ภายในผลมีเมล็ด 1-2 เมล็ด มีเมือกหุ้ม มะเฟืองจะให้ผลเมื่อต้นอายุ 4-5 ปี หรืออาจเร็วกว่านี้ การออกดอกผลเป็นไปตลอดปี

ยังไม่มีการจัดแบ่งพันธุ์มะเฟืองที่แน่นอนมีแต่การกล่าวถึงต้นเปรี้ยว ต้นหวานเท่านั้น

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการปลูกมะเฟือง

มะเฟืองชอบอากาศร้อนชื้น และเจริญได้ดีในภูมิอากาศที่แห้งแล้ง แต่จะเป็นอันตรายได้ง่าย ถ้าอยู่ในที่อุณหภูมิเย็นจัด ๆ หรือที่มี frost ดังได้เคยมีผู้นำไปปลูกในไมอามี่

มะเฟืองขึ้นได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั่วไป และยังขึ้นได้ในดินปนทรายและดินเหนียว ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามะเฟืองสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกประเภท

วิธีปลูกมะเฟืองและวิธีบำรุงรักษา

มะเฟืองเป็นไม้ผลที่ไม่นิยมปลูกเป็นการค้า แต่ปลูกกันเพียงต้น หรือ 2 ต้นใกล้บ้าน จึงไม่มีข้อมูลการปลูกบำรุงรักษามากเหมือนพืชอื่น สำหรับการขยายพันธุ์นั้นนิยมใช้เมล็ด จึงทำให้มีรสเปรี้ยว รสหวานแตกต่างกันไป ซึ่งก็แล้วแต่สภาพพื้นที่ที่ปลูกด้วย

ในต่างประเทศมีการติดตาได้สำเร็จ โดยติดตาแบบ T-budding และข้อสำคัญก็คือ ต้องทำในขณะที่ต้นตอยังเป็นต้นกล้าจึงจะได้ผลดี ถ้าทำในขณะที่ต้นแก่มักจะไม่ติดและแผลไม่ประสานกัน นอจากนี้การทดลองทาบกิ่งก็ได้รับความสำเร็จเช่นกัน จากการทดลองในฟลอริดา

โรคและแมลงของมะเฟือง

ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานเรื่องโรค แต่ในฟิลิปปินส์มีรายงานว่าเกิดโรค Gercospora leaf spot ขึ้น ส่วนแมลงนั้น ได้แก่ แมลวันเจาะผลมะเฟือง (fruit ending maggot) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mydaea Pellucida Stein family Muscidae, Dipordertera

ประโยชน์ของมะเฟือง

คุณค่าทางอาหารของมะเฟืองจากเนื้อผล 100 กรัม ประกอบด้วย น้ำ 90.4 กรัม โปรตีน 0.7 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8.0 กรัม แคลเซียม 4.0 กรัม โพแทสเซียม 17.0 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามิน B1 0.04 มิลลิกรัม วิตามิน B2 0.2 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.3 มิลลิกรัม วิตามินซี 35 มิลลิกรัม วิตามินเอ 1 2 10 I.U. พลังงาน 36 แคลอรี่

มะเฟืองเมื่อยังดิบสามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ เช่นประดับในสลัด และเมื่อสุกก็รับประทานสดเป็นผลไม้ โดยเฉพาะที่มีรสหวาน นอกจากนี้ยังแปรรูปทำเป็นแยม เยลลี่ นำไปดอง แช่อิ่ม หรือกวนได้ จากากรศึกษาของคุณแสงมนต์ ปานใจ พบว่าเมื่อนำไปทำน้ำส้มจะได้เปอร์เซ็นต์เกรดสูงถึง 4.2-4.3% และได้น้ำส้มที่มีคุณภาพดี

นอกจากนี้ผลมะเฟืองดิบบังมี Potassium Oxalate มาก นำไปสกัดทำสีย้อมและขจัดสนิมเหล็กได้