วิธีปลูกอะโวคาโด (Avocado)

อะโวคาโด

อะโวคาโด เป็นผลไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวชอุ่มอยู่ตลอดปี จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับการบูรและอบเชย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Persea American Mill พืชในสกุลเดียวกันกับอะโวคาโดมีอยู่ประมาณ 50 ชนิดซึ่งส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและอเมริกากลาง บางชนิดขึ้นได้ในเขตร้อนและเหมาะสำหรับใช้เป็นไม้ประดับ

การแพร่กระจายของอะโวคาโดจากแหล่งกำเนิดเดิมไปอย่างช้า ๆ ในราวต้นศตวรรษที่ 16 ชาวสเปนพบว่ามีอะโวคาโดขึ้นแพร่หลายตั้งแต่เม็กซิโกลงไปจนถึงเปรู จรดเวเนซูเอล่า มีการนำเข้าสู่จากไมก้า ประมาณ ค.ศ. 1650 เข้าสู่คิวบาราวต้นศตวรรษที่ 18 เข้าสู่รัฐฮาไวอิ ราวปี ค.ศ. 1825 เริ่มปลูกในรัฐฟลอริดาในปี ค.ศ. 1833 และปลูกในแคลิฟอร์เนียในปี 1856 แต่สามารถปลูกอย่างได้ผลประมาณปี 1871 การทำสวนอะโวคาโด เป็นการค้าเริ่มขึ้นในอาร์เจนตินา ประมาณ ค.ศ. 1920 ในแอฟริกาใต้เริ่มในปี ค.ศ. 1920-1930 ในจาไมก้าเริ่มเมื่อ ค.ศ. 1935 และในอิสราเอลเริ่มเมื่อ ค.ศ. 1934 โดยเริ่มด้วยสวนขนาดเล็ก

การปลูกอะโวคาโดเป็นการค้ามีในประเทศแถบอเมริกากลาง เม็กซิโก หมู่เกาะอินเดียตะวันออก ฟลอริด้า แคลิฟอร์เนีย คิวบา ออสเตรเลีย อิสราเอล และอเมริกาใต้

มิชชันนารีชาวอเมริกัน ได้นำอะโวคาโดเข้ามาปลูกที่จังหวัดน่านไม่น้อยกว่า 70 ปีมาแล้ว แต่ไม่ทราบชื่อพันธุ์ ชาวบ้านได้นำเมล็ดจากต้นเดิมไปปลูกตามหมู่บ้านต่าง ๆ จนเป็นที่แพร่หลายและมีการซื้อขายผลอะโวคาโด เช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ แสดงว่าอะโวคาโด สามารถปรับตัวเข้ากับดินฟ้าอากาศภาคเหนือได้ดี นอกจากที่จังหวัดน่านแล้ว มีผู้สนใจนำอะโวคาโดไปลูกไปในหลายท้องที่ เช่น เชียงใหม่ จันทบุรี ลำพูน ฯลฯ และที่ไร่ฝึกนิสิตเกษตรปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รวบรวมพันธุ์อะโวคาโดไว้หลายพันธุ์และส่วนมากให้ผลแล้ว ผู้สนใจอาจติดต่อซื้อกิ่งพันธุ์จากสถานีไร่ฝึกฯ ดังกล่าวได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของอะโวคาโด

อะโวคาโด เป็นไม้ยืนต้นที่มีทรงต้นสูง กิ่งก้านแผ่ออกทางด้านข้างพอประมาณ หรือมีทรงพุ่มตั้งตรง ความสูงของต้นอาจมีตั้งแต่ 6-20 เมตรแล้วแต่ลักษณะของดินที่ขึ้นและกิ่งพันธุ์ที่นำมาปลูก อะโวคาโดที่ขึ้นในดินฟ้าอากาศขนาดกลางจะมีการเจริญเติบโตได้ดี ต้นที่เพาะจากเมล็ดและปลูกอยู่ในดินร่วนที่มีหน้าดินลึกอาจสูงถึง 20 เมตร ขณะที่กิ่งพันธุ์ที่ได้จากเมล็ด แต่ปลูกในดินตื้นอาจสูงเพียง 8-9 เมตรเท่านั้น สำหรับกิ่งพันธุ์ที่ได้จากการติดตาหรือเสียบกิ่งจะมีทรงพุ่มขนาดกลางการตกผลก็จะเร็วกว่าต้นที่เพาะจากเมล็ด

ใบอะโวคาโด เกิดแบบใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับบนกิ่ง ใบส่วนมากจะอยู่บริเวณปลายกิ่งเพราะใบบริเวณโคนกิ่งจะร่วงหล่นไป แผลที่เกิดจากการร่วงของใบจะนูนเห็นเด่นชัด ใบกว้างประมาณ 3-10 ซม. ยาว 10-20 ซม. ก้านใบมีขนาดสั้น รูปใบมีทั้งรูปไข่จนถึงรูปรีที่แผ่ขยายออกขอบใบเรียบ ปลายใบและฐานใบมีลักษณะแหลมจนถึงป้าน เส้นกลางใบและเส้นใบค่อนข้างนูนเด่นชัดโดยเฉพาะด้านท้องใบ ผิวใบด้านบนมีสีเขียวแก่เป็นมัน ผิวใบด้านล่างจางกว่าผิวใบด้านบน

ดอกอะโวคาโด ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งอ่อน มีดอกย่อนเป็นจำนวนมากในช่อหนึ่ง ๆ แม้ว่าจะมีดอกเป็นจำนวนพัน ๆ แต่บางพันธุ์ อาจจะติดผลเพียง 1 ผล ต่อดอกย่อยทุก ๆ 5,000 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีเขียวอมขาวจนถึงเขียวอมเหลือง ดอกประกอบด้วยกลีบดอกและกลีบรองจำนวน 6 อันและไม่สามารถแยกออกเป็นวงได้ มีเกสรตัวผู้จำนวน 9 อัน บริเวณฐานของเกสรตัวผู้แต่ละอันจะมีต่อมน้ำมัน ซึ่งจะให้น้ำหวานเพื่อดึงดูดแมลงเข้ามาตอมแต่ละดอกมีรังไข่ 1 อันซึ่งมีไข่จำนวน 1 ใบ ก้านชูเกสรตัวเมียเป็นรูปทรงกระบอกมีขนอ่อนเล็กน้อย

ผลอะโวคาโด มีขนาดแตกต่างกันออกไปตามชนิดอะโวคาโด แต่ส่วนมากมีขนาดโตยาว 7-20 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 7-10 ซม. รูปทรงของผลอาจเป็นรูปกลมรูปคล้ายฝรั่งจีนหรือรูปยาว ๆ บางพันธุ์มีรูปคล้ายแตงกวา สีของผลอาจแตกต่างกันตามพันธุ์ เช่น สีเขียวแก่เขียวอมเหลือง สีม่วงคล้ำเป็นต้น ผิวหน้าของผลอาจเรีบบเป็นมัน หรือขรุขระ เปลือกหนาและเหนียวเนื้อผลหนามีสีเหลืองจนถึงเหลืองเข้มดูคล้าย ๆ เนย และเนื่องจากรสชาติของอะโวคาโดมีความมันอยู่มากบางคนจึงเรียกอะโวคาโดว่า “ลูกเนย” ในผลหนึ่งมีเมล็ดขนาดใหญ่อยู่ 1 เมล็ด รูปทรงกลม รูปไข่ หรือรูปทรงกรวย ภายในเมล็ดจะมีคัพภะซึ่งขนาบด้วยกลีบเลี้ยงขนาดใหญ่ จำนวน 1 คู่ ผิวของเมล็ดอาจเรียบหรือมีลักษณะเป็นรอยย่นขรุขระมีสีขาวครีมหรือขาวอมเขียว

พันธุ์อะโวคาโด

พันธุ์อะโวคาโด อะโวคาโดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 เผ่าพันธุ์ คือเม็กซิกันกัวเตมาลันและเวสต์อินเดียน

เผ่าเม็กซิกันมีใบขนาดเล็กสีเขียวเข้ม เมื่อขยี้ใบดมจะมีกลิ่นการบูร ผลมีขนาดเล็กกว่าเผ่าอื่น หนักเฉลี่ยประมาณ 200 กรัม เปลือกผลบางพอ ๆ กับแอปเปิลและเรียบ มีสีเขียวจนถึงม่วงเข้มจนถึงดำ ขนาดของเมล็ดค่อนข้างโตเมื่อเทียบกับขนาดของผล และโตกว่าเมล็ดของเผ่ากัวเตมาลันเปลือกเมล็ดบางอาจติดอยู่ หรือแยกกับใบเลี้ยงซึ่งมีผิวเรียบดอกมีขนอ่อนเกิดอย่างหนาแน่นปกติจะให้ดอกระหว่าง พ.ย. – มี.ค. ผลจะสุกราว มิ.ย. – ส.ค. ปกติ ผลจะสุกกินเวลา 6-8 เดือนจากดอกบาน เนื่องจากใบมีกลิ่นเฉพาะ ผลมีขนาดเล็ก และผิวเรียบเปลือกผลบางและมีลักษณะพิเศษอื่น ๆ นักพฤกษศาสตร์บางคนจึงแยกอะโวคาโดเผ่านี้อยู่ในชนิด Persa drymifolia Ch. & Sch.

เผ่ากัวเตมาลันมีใบขนาดใหญ่สีเขียวเข้มและเข้มกว่าใบของเผ่าเวสต์อินเดียน ผลขนาดใหญ่ปกติหนัก 340-570 ขั้วผลยาว ปกติการสุกของผลจะใช้เวลานานกว่าเผ่าเม็กซิกันเปลือกผลมีสีเขียวอ่อนจนถึงม่วง ขรุขระหนาและแข็ง เมล็ดมีลักษณะกลม ขนาดเล็ก ผิวเมล็ดเรียบฝังอยู่ในเนื้ออย่างอัดแน่น ใบอ่อนที่ผลิใหม่มักมีสีแดง ดอกมีขนอ่อนมากกว่าเผ่าเม็กซิกัน การเกิดดอกจะล่ากว่าเผ่าเม็กซิกัน

เผ่าเวสต์อินเดียนมีใบขนาดใหญ่สีเขียวอมเหลือง ใบอ่อนสีจางกว่าใบของเผ่ากัวเตมาลัน ผลมีขนาดใหญ่ 90-1300 กรัม ผิวผลเรียบเป็นมันสีเขียวอมเหลืองจนถึงน้ำตาลปนแดง เมล็ดโตเกิดอยู่ในเนื้ออย่างหลวม ๆ ผิวเมล็ดขรุขระเปลือกหุ้มเมล็ดหนามักแยกออกจากกันดอกมีขนอ่อนน้อยกว่าเผ่าเม็กซิกันแต่คล้ายคลึงกับเผ่ากัวเตมาลัน ฤดูออกดอก ราว ก.พ. – มี.ค. ผลจะสุกราว ก.ค. – พ.ย. บางพันธุ์ อาจล่าถึง ธ.ค. หรือ ม.ค.

พันธุ์ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันมี เช่น Fuerte, Hass, Nabal, Bacon, Lyon, Macarthur, Rincon, Lula, Zutano เป็นต้น

การผสมเกสรและการตัดผล การผสมเกสรอาศัยแมลงเป็นส่วนใหญ่ บางพันธุ์ผสมด้วยตัวเองไม่ติด บางพันธุ์ผสมตัวเองติดเป็นเพียงบางส่วน จากการศึกษามีสิ่งที่น่าสนใจ การบานของดอก ทุกพันธุ์ที่ทำการศึกษาพบว่า ดอกจะเริ่มบานเมื่อเกสรตัวเมียพร้อมที่จะผสม แล้วจะหุบโดยไม่ปล่อยละอองเกสร ในวันต่อไปดอกก็จะบานอีกและจะปล่อยละอองเกสรออกมา

อะโวคาโดบางต้นดอกจะบานในเวลาเช้าตรู่ และปล่อยละอองเกสรภายในเวลาต่อมาภายในวันเดียวกันแต่มีน้อยพันธุ์ มากไปกว่านั้นบางพันธุ์มีความโน้มเอียงที่จะบานครั้งแรกในตอนเช้า (กลุ่ม ก.) ตอนบ่าย ตอนกลางคืน  และในตอนก่อนเที่ยงของวันที่สองดอกจะหุบ และในตอนบ่ายดอกจะบานพร้อมทั้งปล่อยละอองเกสร บางพันธุ์ดอกจะบานครั้งแรกในตอนบ่าย (กลุ่ม ข.) ตอนกลางคืนดอกจะหุบ และจะมีการบานครั้งที่สองในตอนเช้าของวันต่อไป

อย่างไรก็ดีบนต้นที่อยู่ระหว่างดอกบานอาจจะมีดอกใหม่เกิดขึ้นในขณะที่มีการบานครั้งแรก และในการบานครั้งที่สองในแต่ละวัน แต่การบานครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองจะเกิดต่างเวลากันในวันหนึ่ง ถ้าพันธุ์หนึ่งไม่มีดอกบานเป็นครั้งที่สอง (ปล่อยละลองเกสร) ขณะที่ดอกอื่น ๆ ในต้นเดียวกันอยู่ในระยะการบานครั้งแรก (เกสรตัวเมียพร้อมที่จะผสม) และถ้าดอกไม่สามารถผสมเกสรขณะที่กลีบดอกปิดเกสรตัวเมียของพันธุ์ในกลุ่ม ก. จะรับละอองเกสรจากพันธุ์ กลุ่ม ข. จะรับละอองเกสรจากพันธุ์ในกลุ่ม ก. เท่านั้น อย่างไรก็ดีถ้าเกสรตัวเมียของพันธุ์หนึ่งพร้อมที่จะผสม 5-10 เปอร์เซ็นต์ขณะที่ดอกบางดอกปล่อยละอองเกสร และเกสรทั้งสองสามารถเข้ากันได้ การติดผลก็จะมีผลอย่างเพียงพอสำหรับพันธุ์นั้น และถ้าดอกเพียง 2-4 เปอร์เซ็นต์จากดอก 5-6 เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวติดผลจนถึงระยะแก่เต็มที่ การติดผลจะมีมาก จากการสังเกตในแคลิฟอร์เนียพบว่า บางพันธุ์ดอกจำนวนมากบานเป็นครั้งแรกขณะที่ดอกอื่น ๆ บนต้นเดียวกันบานเป็นครั้งที่สอง การติดผลจะมีอย่างเพียงพอถ้ามีผึ้งช่วยผสมเกสรบนต้นนั้น

การขยายพันธุ์อะโวคาโด

การขยายพันธุ์ อะโวคาโดสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี กิ่งพันธุ์ที่ใช้ปลูกเป็นการค้าขยายพันธุ์โดยวิธีติดตาหรือเสียบกิ่งบนต้นตอที่เพาะจากเมล็ด เราอาจขยายพันธุ์อะโวคาโดโดยวิธีตอนกิ่ง แต่ผลที่ได้รับสู้แบบติดตาหรือเสียบกิ่งไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งพันธุ์อะโวคาโดส่วนมากการตอนออกรากยาก และเมื่อเอามาชำก็ตั้งตัวได้ยาก อะโวคาโดที่มีอายุมากหรือต้นที่มีคุณภาพผลไม่ค่อยดีเราอาจเปลี่ยนยอดพันธุ์เสียใหม่โดยการติดตา หรือเสียงกิ่งบนยอดที่แตกออกมาใหม่

อะโวคาโดที่ขยายพันธุ์หรือปลูกจากเมล็ดปกติจะให้ผลช้า ผลผลิตและแบบของผลแตกต่างกันมาก และคุณภาพของผลก็ไม่ใคร่มีใครยอมรับกัน แม้ว่าคุณภาพของผลจะดีแต่อาจจะหาตลาดได้ยากเพราะแต่ละต้นให้ผลที่มีขนาด รูปร่าง สีสัน และคุณภาพแตกต่างกันในแหล่งปลูกที่มีอากาศหนาวเย็น ซึ่งไม่เหมาะที่จะเพาะชำต้นกล้า บางทีชาวสวนจะปลูกต้นกล้าที่มีความทนทานลงไปในแปลงถาวรเลย หลังจากต้นกล้าเจริญเติบโตสักสองฤดู หรือมากกว่าก็เอาพันธุ์ที่ต้องการมาติดตา หรือเสียบกิ่งลงไป บางครั้งเราใช้ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดทำเป็นไม้กันลม ในการผลิตกิ่งพันธุ์โดยทำเป็นเนิสเซอรี่จะต้องมีการระมัดระวังเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อรา “cinnamon fungus” ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phytophthora cinnamomic ต้นอะโวคาโดที่ได้รับเชื้อนี้จะทำให้เกิดโรครากเน่าและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

การเพาะอะโวคาโดด้วยเมล็ด

การเพาะเมล็ดเพื่อใช้ทำเป็นต้นตอ ควรทำในดินที่ไม่เคยปลูกอะโวคาโดมาก่อนหรือปลูกพืชที่เป็นตัวอาศัยของเชื้อราที่ทำให้เกิดโรครากเน่า ทางที่ดีควรทำการฆ่าเชื้อในดินเสียก่อน เช่น อาจอบดินด้วยเมธิลโบรไมด์หรือวาแปม ดินสำหรับเพาะควรเป็นดินร่วนปนทราย

ระยะห่างสำหรับเมล็ดในแปลงเพาะขึ้นอยู่กับวิธีการย้ายต้นกล้า ถ้าใช้วิถีถอนกล้าโดยไม่ให้ดินติดรากควรใช้ระยะห่าง 2 นิ้ว ถ้าใช้วิธีขุดกล้าควรไว้ระยะห่าง 4 นิ้ว เพื่อสะดวกในการขุด แต่ถ้าหยอดเมล็ดลงในแถวเนิสเซอรี่เลยควรใช้ระยะห่าง 14-16 นิ้ว บางคนนิยมใช้กระถาง กระดาษหรือถุงพลาสติกเพาะเมล็ด เพราะสะดวกในการเคลื่อนย้าย

การวางเมล็ดอะโวคาโดลงในแปลงเพาะให้เอาด้านป้ายลงข้างล่างให้ส่วนปลายด้านบนอยู่แนวระดับผิวดิน การงอกของเมล็ดจะเร็วขึ้นถ้าเราเฉือนปลายและฐานของเมล็ดออกเป็นแผ่นบาง ๆ แต่ก็ไม่จำเป็นถ้าเราหว่านเมล็ดที่เพิ่งแกะออกมาจากผลใหม่ ๆ เมื่อวางเมล็ดเสร็จแล้วต้องกดดินรอบ ๆ เมล็ดให้กระชับกับเมล็ด แล้วใช้ทรายหรือขี้เลื่อยคลุมเป็นชั้นหนาประมาณครึ่งนิ้วแล้วทำร่มให้เพื่อป้องกันแดดเผาต้นอ่อน

การงอกของเมล็ดใช้เวลาประมาณ 30 วัน ต้นกล้าส่วนมากพร้อมที่จะย้ายได้ประมาณ 60-90 วันหลังจากเพาะเมล็ด หรือต้นกล้าที่มีความสูง 5 หรือ 6 นิ้ว การดูแลรักษาต้นกล้าในระยะแรก ๆ นี้ไม่ต้องให้ปุ๋ยเพาะเมล็ดมีอาหารเพียงพอแล้ว ต้นกล้าที่มีใบ 4-5 ใบ เวลาปลูกไม่ต้องตัดและแต่งใบ ถ้าเป็นต้นกล้าขนาดใหญ่ ควรตัดใบออกเสียสักครึ่งใบก่อนที่จะนำไปปลูกในภาชนะหรือในแถวปลูก ข้อที่ควรระวังคืออย่าตัด หรือทำให้ยอดต้นกล้าได้รับอันตราย

การติดตาต่อกิ่งอะโวคาโด

การติดตาอาจทำได้ทุกระยะถ้าเปลือกลอกได้ง่าย ขนาดของต้นกล้าที่ใช้เป็นต้นตอควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3/8 นิ้ว การเลือกตาที่ใช้เป็นยอดพันธุ์ เป็นงานที่ลำบากเหมือนกัน ควรเอาตาจากกิ่งยอดที่โตเต็มที่และไม่แตกยอดอ่อน ตาที่อยู่บริเวณปลายยอดเป็นตาที่ดีที่สุด ตาที่ตัด (คัด) มาแล้วแต่ยังไม่ได้ติดอาจเก็บไว้ในห้องเย็น 40-45 องศาฟาเรนไฮต์ เป็นเวลานาน 1-2 เดือน

ใช้มีดติดตากรีดเปลือกต้นตอให้เป็นรูปตัว T หัวตั้งหรือหัวกลับก็ได้ ให้อยู่เหนือระดับพื้นดิน 3-4 นิ้ว ใช้สันมีดหรือแผ่นแบนที่ติดอยู่ที่ด้ามมีดสอดเข้าไปเพื่อให้เปลือกสองข้างรอยกรีดเผยอขึ้นเล็กน้อยเพื่อสะดวกในการสอดตา ต่อไปก็เฉือนตาจากกิ่ง โดยพยายามให้รอยตัดเรียบ แต่งตาให้เป็นรูปโล่ห์แล้วดึงเอาเนื้อไม้ออกเสีย ตาควรมีความยาว 1.5-2 นิ้ว เมื่อสอดตาเข้าไปดีแล้วก็หุ้มรอยแผลด้วยแถบพลาสติก แต่อย่าให้ปิดมิดตาคงทิ้งช่องไว้บริเวณกลางตา ประมาณ 4-6 สัปดาห์ก็แก้เอาแถบพลาสติกออก เมื่อตาติดดีแล้วให้ต้นยอดต้นตอสูงจากพื้นดินประมาณ 2 ฟุตครั้งหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้ตาแตกเร็วขึ้น พอตาแตกเป็นยอดดีแล้วให้ตัดยอดต้นตอให้สั้นเข้าอีก เมื่อตาที่เราติดไว้เจริญเป็นยอดเต็มที่แล้ว เราค่อยตัดต้นตอให้ชิดกับส่วนบนของตาที่เราตัดไว้

การเสียบกิ่งอาจทำได้ไม่ยาก ต้นตอที่ใช้ควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ¼ นิ้ว ขนาดของต้นตอควรคำนึงถึงขนาดของยอดพันธุ์ที่จะเอามาติด โดยทั่วไปขนาดของต้นตอและยอดพันธุ์ ควรจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางพอ ๆ กัน การเสียบกิ่งอาจทำได้หลายวิธี เช่นการเสียบกิ่งแบบฝานบวบหรือเสียบข้าง เป็นต้น

การเสียบกิ่งแบบฝานบวบทำได้คือตัดยอดต้นตอให้สูงเหนือผิวดิน 3-4 นิ้ว ทำรอยตัดให้เรียบเป็นปากฉลามยาวประมาณ 1 นิ้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของต้นตอ หากิ่งที่จะเอามาเสียบยาว 2-3 นิ้ว ให้มีตาอย่างน้อย 1 ตา ทำรอยแผลด้านฐานของยอดที่จะเอามาเสียบให้เป็นรูปปากฉลามให้ยาวพอดีกับรอยแผลบนต้นตอ เอาแผลประกบกันแล้วรัดด้วยแถบพลาสติกให้แน่น แล้วใช้ขี้ผึ้งที่ใช้ในการเสียบกิ่งเคลือบรอยแผลด้านบนและด้านล่างอีกครั้งหนึ่ง เราอาจแก้แถบพลาสติกออกหลังจากนั้น 4-8 สัปดาห์ สำหรับการเสียบกิ่งแบบข้างทำได้ง่ายเช่นกันโดยปากต้นตอบริเวณสูงจากพื้นดิน 3-4 นิ้ว ให้เป็นรอยเฉียงลงไปและกินเนื้อไม้เข้าไปเล็กน้อย ความลึกของรอยปาดจะพอดีกับรอยแผลของฐานยอดพันธุ์ที่จะเอามาเสียบ เฉือนฐานของยอดพันธุ์ให้เป็นรูปลิ่มให้มีขนาดพอดีที่จะเสียบลงไปในรอยบากบนต้นตอเมื่อเสียบได้ที่ดีแล้วใช้แถบพลาสติกพันให้แน่นแล้วยยาด้วยขี้ผึ้ง พอยอดพันธุ์เจริญดีแล้วเราก็ตัดยอดต้นตอทิ้งคล้าย ๆ กับการติดตา

วิธีปลูกอะโวคาโด

การปลูกและปฏิบัติรักษา ดินปลูกที่เหมาะสำหรับอะโวคาโด ควรเป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดี มีเนื้อดินลึกและอุดมสมบูรณ์ ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับอะโวคาโด ควรพิจารณาถึงพันธุ์ที่ปลูก และความอุดมสมบูรณ์ของดินปลูก อะโวคาโดบางพันธุ์มีทรงต้นสูงโปร่ง ซึ่งอาจปลูกระยะชิดกว่าพันธุ์ที่มีทรงต้นแผ่กว้าง อย่างไรก็ดีเนื่องจากอะโวคาโดเป็นไม้ยืนต้นทีมีขนาดใหญ่ระยะปลูกควรใช้ 8-12 เมตร

การเตรียมหลุมปลูก ทำเช่นเดียวกับการปลูกไม้ยืนต้นทั่วไป แล้วนำอะโวคาโดที่ได้ขนาดลงปลูกในหลุมควรให้โคนต้นอยู่ในระดับสูงกว่าพื้นดินเล็กน้อย กลบดินและกดดินรอบ ๆ โคนต้นให้พอแน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม และทำการคลุมดินด้วยหญ้าแห้งหรือวัสดุคลุมดินอื่น ๆ เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น และป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ รดน้ำสม่ำเสมอให้พอชุ่มแล้วบังร่มให้พอสมควร

การใส่ปุ๋ยให้กับต้นอะโวคาโด ในระยะที่ยังไม่ตกผลควรปุ๋ยที่มีไนโตรเจน ฟอสเฟต โพแทสเซียม และแมกนีเซียมอย่างเพียงพอ นอกจากนี้อาจต้องให้ธาตุอาหารรอง เช่น เหล็ก สังกะสี โบรอนและแมงกานีส โดยพ่นทางใบหรือให้ทางดินก็ได้ สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ อาจใช้สูตร 12-24-12 สัก 50 กรัมและปุ๋ยคอเก่าสักบุ้งกี๋ใส่ในหลุมปลูก การให้ปุ๋ยอาจเพิ่มขึ้นตามอายุ เช่น พอขึ้นปีที่ 2 ควรใช้จำนวน 0.6 กก. และปีที่ 3 ใช้ 1 กก. ทั้งนี้ แบ่งใส่ทุก ๆ 2 เดือน พออะโวคาโด อายุ 4-5 ปี ควรเปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็น 15-15-15 แบ่งใส่ปีละ 3 ครั้ง เป็นต้น

ศัตรูพืชของอะโวคาโด ที่สำคัญได้แก่โรครากเน่าอันเกิดจากเชื้อ Phytophthora cinnamomi โรคนี้จะระบาดเมื่อการระบายน้ำในดินเลว และจะทำลายต้นไม้ทุกอายุ อาการของโรคคือต้นที่เป็นโรคจะมีใบขนาดเล็กกว่าปกติ สีเขียวอ่อนและใบจะเหี่ยวเมื่ออาการเข้าขั้นรุนแรง แมลงที่เป็นศัตรูต่ออะโวคาโด คือ เพลี้ยหอย เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง แมลงวัน ผลไม้ หนอนกินใบ หนอนไชลำต้น เป็นต้น

การตัดแต่งอะโวคาโด ควรทำเช่นกัน แต่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน คงถือหลักที่ว่าต้นอายุน้อยควรตัดแต่งน้อย นอกจากว่าต้องการดัดแปลงโครงสร้างของต้น โดยเฉพาะในระยะ 3 ปีแรก ในกรณี้นี้ต้องคำนึงถึงลักษณะทรงต้นที่ต้องการ และโครงสร้างที่แข็งแรงต้นขนาดใหญ่ที่ให้ผลแล้ว ต้องมีการแต่งกิ่งเสียบ้างโดยเฉพาะกิ่งที่เรี่ยราอยู่ตามผิวดิน กิ่งแห้งหรือกิ่งที่เกะกะอื่น ๆ การทำให้บริเวณโคนต้นโปร่งจะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และง่ายต่อการปฏิบัติงานในสวน แต่ไม่ควรตัดออกมากจนเกินไปเพราะจะเกิดความเสียหายขึ้นได้

ประโยชน์ของอะโวคาโด

นอกจากอะโวคาโดจะใช้ประดับตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วคุณค่าทางอาหารของผลอะโวคาโดนับว่ามีอเนกประการ และมีคุณลักษณะพิเศษซึ่งไม่ค่อยพบในผลไม้ชนิดอื่น ๆ กล่าวคือ

  1. เนื้อผลของอะโวคาโดไม่มีแป้ง แต่มีน้ำตาลเพียงเล็กน้อยและให้ค่าความร้อนต่อร่างกายสูง
  2. น้ำมันที่พบในผลอะโวคาโดอยู่ในรูปที่ย่อยได้ง่าย ซึ่งไม่ค่อยมีในผลไม้ชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันที่มีคุณค่าซึ่งปกติร่างกายของมนุษย์จะได้จากอาหารที่มีไขมันและจากน้ำมันเท่านั้น
  3. มีปริมาณโปรตีนเฉลี่ย 2.1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณที่มากสำหรับผลไม้โดยทั่วไป
  4. ผลอะโวคาโดเป็นแหล่งที่ให้วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบีคอมเพล็กซ์ อะโวคาโดมีวิตามินถึง 11 ชนิด
  5. เนื้อผลอะโวคาโดมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ถึง 14 ชนิด รวมทั้งเหล็กและทองแดง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง

จากคุณค่าทางอาหารดังกล่าวมาแล้ว ผลอะโวคาโดจึงเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารโดยเฉพาะอย่ายิ่ง เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และมีผู้กล่าวว่าผู้ที่เป็นหมัน ถ้าได้รับประทานผลอะโวคาโดจะช่วยให้มีลูกได้

ผลอะโวคาโดที่แก่เต็มที่อยู่บนต้นเนื้อผลจะมีลักษณะแข็ง เมื่อเก็บมาไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 2-3 วัน ก็จะเริ่มสุก เนื้อผลเริ่มอ่อนตัวเป็นระยะที่เหมาะแก่การรับประทาน ผลอะโวคาโดที่สุกแล้วนี้ถ้าต้องการเก็บไว้หลาย ๆ วัน ควรเก็บไว้ในตู้เย็นในช่องที่ไม่เย็นจนน้ำแข็งตัว เพราะจะทำให้คุณภาพของผลเสีย อุณหภูมิที่เหมาะสำรับหเก็บผลอะโวคาโดสุก คือ ประมาณ 40 องศาฟาเรนไฮต์

ผลอะโวคาโดใช้ปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น ทำสลัดซึ่งอาจเตรียมได้หลายแบบนอกจากนี้ใช้ทำแซนวิช ซุบ คอกเทลผลไม้หรืออาจตักเนื้อคล้ายกับตักมะพร้าวกะทิ แล้วจึงใส่น้ำตาลและใช้มะนาวราด บางคนนิยมราดนมข้นลงไปบนเนื้อใช้ช้อนตักทานก็อร่อยดี ความร้อนทำให้รสชาติและสีสันของเนื้ออะโวคาโดเสียหายได้ ดังนั้นการหุงต้มอะโวคาโดจึงเป็นการไม่เหมาะสม