วิธีปลูกคอนยัคคุ (Konnyaku) หรือ บุกญี่ปุ่น

คอนยัคคุ

คอนยัคคุ (Konnyaku) เป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียก “บุก” ชนิดหนึ่งในภาษาญี่ปุ่น พืชชนิดนี้มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า “Elephant foot” เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ Araceae ในที่นี้จะขอใช้ชื่อที่เรียกในภาษาญี่ปุ่น คือ คอนยัคคุ เนื่องจากเป็นพืชที่มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างไปจากบุกทั่วไปที่เรารู้จักกันมานาน และมีแนวโน้มที่สามารถจะผลิตเพื่อการอุตสาหกรรมอาหารและยา เพื่อการส่งออก

พืชวงศ์นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีน หรือ ประเทศลาว เขมร เวียดนาม ไทย รวมทั้งอินเดีย ศรีลังกาและจีน เป็นต้น พบทั่วไปตามบริเวณที่เป็นป่าชื้น และใช้เป็นแหล่งอาหารประเภทแป้งในท้องถิ่นชนบททั่วไป

สำหรับ คอนยัคคุ ซึ่งเป็นชนิดที่ใช้เป็นอาหารในประเทศญี่ปุ่นกันมาเป็นเวลาช้านานแล้วนั้น นิยมนำมาทำเป็นเส้น เรียกว่า เส้นคอนยัคคุ ใช้ในอาหารประเภทสุกี้ยากี้ของญี่ปุ่น หรือจะทำเป็นชิ้นหรือเป็นแผ่นก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้โดยตรง ทั้งในแบบร้อนและแบบเย็น ซึ่งจัดว่าเป็นพืชอุตสาหกรรมอาหารที่สามารถใช้ได้อย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ ยังใช้ประโยชน์ในด้านการทำเป็นยาได้ด้วย เนื่องจาก คอนยัคคุ มีสารประเภทคาร์โบไฮเดรต คือ กลูโคแมนแนน เป็นองค์ประกอบสำคัญ สามารถละลายน้ำได้ แต่ถ้าอยู่ในสภาพด่างจะตกตะกอน สามารถที่จะสกัดเป็นสารบริสุทธิ์ออกมาได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงธรรมชาติ และใช้ประโยชน์เป็นยาด้าน dietary fiber

นอกจากนี้ในแง่อุตสาหกรรมอื่น ๆ นั้น ส่วนที่เหลือจากการสกัดยา ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นส่วนผสมในการทำกาว สีทนน้ำ หรือใช้ทำปุ๋ยได้อีกด้วย

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของคอนยัคคุ

คอนยัคคุ หรือ บุกญี่ปุ่น เป็นพืชหลายฤดู ยอดใหม่จะเริ่มเจริญจากหัวเมื่อเริ่มฤดูฝน โดยจะเจริญเติบโตส่งก้านใบขึ้นมาเหนือดิน ซึ่งโดยทั่วไปจะเข้าใจกันว่าเป็นลำต้น ก้านใบนี้จะมีความสูง 0.6-1.0 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-2.25 เซนติเมตรมีจุดสีน้ำตาลประอยู่ทั่วไปบริเวณก้านใบนี้ ตอนปลายเป็นใบซึ่งมีลักษณะเป็นใบรวมคล้ายใบมะละกอ แต่มีแฉกลึกมาก

เมื่อเจริญเติบโตจนเข้าฤดูแล้งใบจะเหี่ยวและแห้งตายไป เหลือหัวอยู่ในดินเพื่อเจริญเติบโตในฤดูต่อไป ในปีที่ 2 ของการเจริญเติบโต การเจริญของยอดใหม่จะใช้อาหารสะสมที่มีอยู่ในหัวเก่า ทำให้หัวเก่าฝ่อแห้งไป แต่ต่อมาจะสร้างหัวใหม่ขึ้นมาทดแทน

การเกิดรากจะเกิดจากส่วนบนของหัวเก่า และเจริญแผ่ออกไปโดยรอบหาอาหารเพื่อสร้างหัวขึ้นใหม่ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมในปีที่ 3 เป็นต้นไป “หัวแม่” จะขยายขนาดเพิ่มขึ้น และสร้างหัวเล็ก ๆ ขึ้นรอบรอบหัวแม่ หรือ เจริญเป็นไหลออกไปสร้างหัวเล็ก ๆ ในบริเวณใกล้วเคียงกับต้นแม่สภาพเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นทุกปี ถ้าหัวบกมีอายุมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ในปีที่ 4 และ 5 ขณะเดียวกันหัวแม่ก็จะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งปีที่ 6 ก่อนที่ยอดใหม่จะเจริญขึ้นมาหลังการพักตัวในฤดูแล้ง คอนยัคคุ จะแทงช่อดอกออกมาก่อน อย่างไรก็ตามในการผลิตเป็นการค้าไม่นิยมขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด

พันธุ์คอนยัคคุที่ใช้ปลูก

พันธุ์ปลูกโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทอย่างกว้าง ๆ คือ พวกที่ลำต้นสีเขียว และพวกที่มีลำต้นสีแดง และเนื่องจากไม่ได้มีการปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีการผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่มักจะใช้การคัดเลือกจึงอาจแบ่งพันธุ์ตามแหล่งที่มาจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เช่น ต้านทานดรค เจริญเติบโตเร็วเป็นต้น แต่มักจะพบว่าคุณภาพของหัวในการทำแป้งมักไม่ดีเท่าพันธุ์ดั้งเดิมที่ใช้อยู่ พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าโดยทั่วไปในประเทศญี่ปุ่นที่พอจะกล่าวถึงได้ ได้แก่

  • Hiroshima extension No. 1 (พันธุ์หนัก)
  • Hiroshima extension No. 2  (พันธุ์เบา)
  • Harunakuro เป็นต้น

สภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การปลูกคอนยัคคุ

การปลูกคอนยัคคุนั้น แม้ว่าโดยสภาพธรรมชาติแล้วจะเป็นพืชที่ต้องการร่มเงาตามป่าโปร่ง ในเขตร้อนชื้น แต่ก็ได้รับการคัดเลือกจนสามารถนำมาปลูกได้ทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น ในเขตที่อากาศไม่หนาวจัดเกินไป และมีปริมาณน้ำฝนเพียงพอ ดินมีอินทรียวัตถุสูง อุ้มความชื้นได้ดี และระบายน้ำดี การปลูกนิยมขยายพันธุ์ด้วยหัวเล็ก จึงต้องใช้เวลาในการปลูกนาน 3-4 ปีกว่าจะเก็บเกี่ยวใช้ประโยชน์ได้ (ในประเทศไทยน่าจะใช้เวลาน้อยกว่านี้เพราะมีช่วงการเจริญเติบโตที่ยาวนานกว่าในรอบปี) นิยมปลูกตอนต้นฤดูฝน และเก็บเกี่ยวในฤดูแล้วหลังจากการพักตัวแล้ว ซึ่งการขุดเก็บกลับมาแต่ละครั้งจะเรียกว่าหัวอายุ 2, 3, และ 4 ปี ตามลำดับ

การเลือกหัวพันธุ์เพื่อปลูก

การเลือกหัวพันธุ์เพื่อนำลงปลูกแต่ละปีนับว่ามีความสำคัญมาก ควรเลือกหัวซึ่งปราศจากโรค ไม่มีบาดแผล ลักษณะกลมและดูใหม่สด แข็งแรง ตาหรือจุดเจริญจมลึกต่ำกว่าผิวรอบนอก หัวปีที่ 2 ที่เก็บเกี่ยวได้ควรมีน้ำหนักระหว่า 260-370 กรัม และหัวปีที่ 3 ที่เก็บเกี่ยวได้ ควรอยู่ระหว่าง 560-1,100 กรัม สำหรับหัวพันธุ์ที่ใช้ปลูกนั้น

  • หัวพันธุ์อายุ 1 ปี จะใช้ประมาณ 900 กิโลกรัม/ไร่
  • หัวพันธุ์อายุ 2 ปี จะใช้ประมาณ 1,500 กิโลกรัม/ไร่
  • หัวพันธุ์อายุ 3 ปี จะใช้ประมาณ 1,800 กิโลกรัม/ไร่

วิธีปลูกคอนยัคคุ

การปลูกส่วนใหญ่ควรใช้เป็นพืชแซมในแปลง ข้าวสาลี สวนหม่อน และสวนไม้ผล วิธีการปลูกควรปลูกให้ลึกจากระดับผิวดินประมาณ 2 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของหัวพันธุ์โดยวางหัวพันธุ์ขณะที่ปลูกให้ตาหรือจุดเจริญหันออกไปทางด้านข้าง แล้วกลบดินให้เสมอระดับผิวดิน การดูแลรักษาแปลงปลูกก็คงปฏิบัติเช่นเดียวกับพืชอื่น ๆ เช่นการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมลงในดิน นอกจากนี้เนื่องจากคอนยัคคุ มีปฏิกิริยาตอบสนองเร็วต่อความแล้งเพื่อพักตัว จึงควรมีการคลุมแปลง รักษาความชื้นในดิน เพื่อยืดช่วงระยะของการเจริญเติบโตให้ยาวนานขึ้น สำหรับการใช้ปุ๋ยในดินทั่วไปควรใช้ปปุ๋ย ดังนี้

  • N 12-18 กิโลกรัม/ไร่
  • P 8-12 กิโลกรัม/ไร่
  • K 12-18 กิโลกรัม/ไร่

การเก็บเกี่ยวคอนยัคคุ

คอนยัคคุ ควรเริ่มทำการเก็บเกี่ยวเมื่อใบแห้ง แต่ก้านใบยังไม่แห้งนัก ควรจะทำการขุดขึ้นทำความสะอาด โดยขุดหัวขึ้นผึ่งไว้พอหมาดเคาะดินที่เกาะอยู่ให้ร่วงไป ตัดรากออกและคัดขนาดแยกชนิดของหัวที่จะนำไปใช้ทำพันธุ์ต่อไป และหัวที่จะนำส่งตลาดหรือใช้เป็นอาหารได้ ออกจากกัน หัวที่จะใช้ทำพันธุ์ควรผึ่งต่อไปอีก 1-2 วัน แล้วจึงนำเข้าเก็บในที่ร่ม-แห้ง ต่อไป

การขายหัว คอนยัคคุ ที่เก็บเกี่ยวได้นั้นอาจขายออกไปในลักษณะของหัวสดเลยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่นิยมทำให้แห้งหรือ บดเป็นผงก่อนจำหน่าย หัวที่จะนำไปทำแป้ง จะถูกล้างให้สะอาด แล้วผึ่งให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงหันเป็นชิ้นบาง ๆ หนาประมาณ 3-6 มิลลิเมตร เสียบไม้ตากให้แห้ง (ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน) ซึ่งจะเหลือน้ำหนักประมาณ 12-20% ของน้ำหนักสด แล้วนำมาบดเป็นผงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งวิธีการทำแป้งนี้จะกล่าวโดยละเอียดในโอกาสต่อไป

สำหรับ คอนยัคคุ นี้ข้อควรระวังคือไม่ควรนำเอาหัวสดมาประกอบอาหาร เนื่องจากมีรูปผลึกหนา calcium oxalate ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคันและชาตามผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ