วิธีปลูกกาแฟ (Coffea)

กาแฟ

กาแฟ เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกษตรกรหันมาปลูกกันเป็นจำนวนมาก จากเดิมซึ่งเคยปลูกแซมในสวนผลไม้อื่น ๆ ก็หันมาปลูกเป็นพืชหลัก และขยายปริมาณการผลิตเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะคนไทยนิยมบริโภคกาแฟกันเป็นจำนวนมาก และกาแฟขายได้ราคาดี รวมทั้งรัฐบาลเองก็ให้การส่งเสริมในการปลูก

พันธุ์กาแฟ

กาแฟส่วนใหญ่ขยายพันธุ์จากเมล็ด โอกาสที่จะผสมข้ามต้นหรือข้ามพันธุ์มีอยู่มาก ทำให้กาแฟลูกผสมเกิดขึ้นมากมาย พบว่าที่ปลูกเป็นการค้าในขณะนี้มีอยู่ 4 พันธุ์ด้วยกัน คือ

  1. กาแฟพันธุ์อาราบิค่า (Coffea arabica)
  2. กาแฟพันธุ์โรบัสต้า หรือคานิฟอร่า (Coffea robusta or C.Canephora)
  3. กาแฟพันธุ์เอ็กเซลล่า (Coffea excelsa)
  4. กาแฟพันธุ์ลิเบอริค่า (Coffea liberica)

กาแฟพันธุ์อาราบิค่า

เป็นพันธุ์ที่มีความสำคัญมากที่สุด ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของกาแฟที่ปลูกทั่วโลกเป็นกาแฟพันธุ์นี้ มีลักษณะลำต้นเล็ก ใบเล็ก ดอกมีสีขาวกลิ่นหอมคล้ายมะลิป่า เกิดตามข้อของกิ่งกาแฟ กาแฟจะเริ่มออกดอกในปีที่ 2 หรือ 3 ระยะออกดอกถึงเก็บผลไม้ประมาณ 6-9 เดือน ผลที่สุกเต็มที่จะมีสีน้ำตาลแดง ลักษณะผลค่อนข้างแบน ขนาดเล็ก เป็นกาแฟที่มีคุณภาพสูง ทั้งกลิ่นและรส มีราคาสูงกว่าพันธุ์อื่น แต่กาแฟพันธุ์นี้ไม่ค่อยต้านทานโรคเท่าใดนัก โดยเฉพาะโรคราสนิมซึ่งเป็นโรคระบาดสำหรับกาแฟ กาแฟอาราบิค่าชอบอากาศค่อนข้างเย็นจัด เฉลี่ย 15-20 องศาเซลเซียส

กาแฟพันธุ์โรบัสต้า

เป็นกาแฟที่ปลูกในพื้นที่ราบและพื้นที่เนินทางภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศไทย สภาพลำต้น ใบ และเมล็ด ใหญ่กว่าพันธุ์อาราบิค่า ผลผลิตและคุณภาพปานกลาง ส่วนใหญ่ในทางการค้ามักนิยมใช้พันธุ์อาราบิค่าเข้ามาผสมเพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่น พันธุ์นี้ต้องการอากาศอบอุ่นกว่าคือประมาณ 20-32 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลขึ้นไป ต้องการความชุ่มชื้นและฝนตกสม่ำเสมอ กาแฟพันธุ์นี้เจริญเติบโตเร็ว จะออกดอกปีละ 2-3 ครั้ง ระยะตั้งแต่ออกดอกจนถึงผลสุกใช้เวลาประมาณ 10-11 เดือน ผลที่สุดจะมีสีแดง ข้อดีอย่างหนึ่งของพันธุ์นี้คือทนทานต่อโรคได้ดีแม้แต่โรคราสนิม

กาแฟพันธุ์เอ็กเซลล่า

เป็นพันธุ์ที่ต้นโต ใบโตกว่าพันธุ์โรบัสต้า ไม่มีความสำคัญทางการค้ามากนัก เพราะคุณภาพไม่ดีพอ มีกลิ่นเหม็นเขียวปน แต่เป็นพันธุ์ที่ทนความแห้งแล้งและโรคแมลงได้ดี ปลูกมากทางแถบเส้นศูนย์สูตรแอฟริกา เพื่อสำหรับใช้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น ระยะเวลาการออกดอกจนผลสุก ประมาณ 11-12 เดือน

กาแฟพันธุ์ลิเบอริค่า

เป็นพันธุ์ที่มีพุ่มเล็ก แต่ใบใหญ่มาก เป็นกาแฟพันธุ์พื้นเมืองของประเทศแอสโกล่า มีความทนทานต่อโรคราสนิมได้อย่างดีเยี่ยม แต่คุณภาพเมล็ดค่อนข้างไม่ดี จึงไม่เป็นที่สนใจสำหรับนักดื่มกาแฟนมากนัก ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มออกดอกจนเก็บผลได้ใช้เวลาประมาณ 12-14 เดือน

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟ

ดิน กาแฟเป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี ถ้าน้ำขังต้นกาแฟจะใบเหลือง รากอ่อนจะเน่าและตายได้ นอกจากนี้ก็จะต้องเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ดินที่เหมาะในการปลูกกาแฟมากที่สุดคือ ดินร่วนสีแดง เพราะมีโพแทสเซียมสูง กาแฟที่ติดผลต้องการโพแทสเซียมสูงกว่าพืชอื่น ๆ ดินที่ปลูกกาแฟควรมีค่า pH อยู่ที่ 4.5-6.5

อุณหภูมิ อุณหภูมิมีความจำเป็นสำหรับกาแฟแต่ละพันธุ์แตกต่างกันออกไป เช่น กาแฟพันธุ์อาราบิค่า เจริญเติบโตได้ดีระหว่างอุณหภูมิ 15-21 องศาเซลเซียส กาแฟพันธุ์โรบัสต้า เจริญเติบโตได้ดีระหว่างอุณหภูมิ 25-32 องศาเซลเซียส

ปริมาณน้ำฝน พื้นที่ที่จะปลูกกาแฟนั้นควรจะมีฝนตกไม่น้อยกว่า 75 นิ้ว หรือ 1,900 มิลลิเมตร ต่อปี และควรตกติดต่อกันอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 8 เดือน โดยมีฤดูแล้งสำหรับการเก็บเกี่ยวนาน 3-4 เดือน

หากพื้นที่มีฝนตกน้อยกว่า 75 นิ้วต่อปี จำเป็นต้องจัดหาน้ำมารดและควรใช้วัสดุ เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง คลุมโคนต้นกาแฟ เพื่อรักษาความชื้นในดิน รากจะได้เจริญและดูดอาหารในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แสงแดด กาแฟเป็นพื้นที่ทนต่อแสงแดดจัด ถ้ากาแฟได้รับแสงแดดจัดเกินไป ใบกาแฟจะไหม้ โดยเฉพาะกาแฟอาราบิค่าต้องการแสงแดดน้อย ดังนั้น การปลูกจึงควรปลูกไม้บังร่มด้วย เช่น กระถิน แคฝรั่ง ทองหลาง เป็นต้น

การคัดเลือกเมล็ดกาแฟเพื่อทำพันธุ์

เมล็ดกาแฟจะต้องคัดเลือกจากต้นกาแฟที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพดี เจริญเติบโตดี แข็งแรง ทนทานต่อโรคให้ผลผลิตติดต่อกันสม่ำเสมอ และมีอายุพอสมควร (ประมาณ 8-10 ปี) เมล็ดที่ทำพันธุ์ต้องได้จากผลที่สุกเต็มที่

วิธีการเตรียมเมล็ดพันธุ์กาแฟ

เมื่อผลสุกเต็มที่ เลือกเก็บผลที่ดีได้ขนาดใช้มือนวดเอาเปลือกและเนื้อออก นำไปแช่น้ำไว้ 24 ชั่วโมงแล้วล้างเอาเมือกที่ติดเมล็ดออกให้หมด นำไปผึ่งไว้ในที่ร่ม 5-7 วัน แล้วคัดเลือกเมล็ดที่ดีไว้ (เมล็ดที่แบนและใหญ่) ส่วนเมล็ดที่เล็กและกลมควรคัดออกทำเป็นสารกาแฟ

เมล็ดที่จะนำไปเพาะควรคลุกด้วยยากำจัดศัตรูพืชเสียก่อนเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จะเพาะกาแฟได้ประมาณ 3,500-4,000 ต้น

สถานที่ตั้งเรือนเพาะชำกาแฟ

  1. ใกล้เส้นทางคมนาคม
  2. ใกล้แหล่งน้ำและมีน้ำพอเพียงตลอดปี
  3. พื้นที่สร้างเรือนเพาะชำควรเป็นที่ราบหรือมีความลาดเอียงไม่เกิน 5%
  4. มีการระบายน้ำดี
  5. มีการถ่ายเทอากาศดี
  6. ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย มิฮิวมัสอยู่สูง

การเตรียมแปลงเพาะปลูกกาแฟ

ควรขุดดินให้ลึก พรวนดินให้ร่วนซุย เอาเศษวัชพืช หิน และรากไม้ออกให้หมด ไม่ควรขุดเอาดินล่างขึ้นมาไว้ข้างบน แปลงเพาะควรทำขวาง Slop ในแนวเหนือ-ใต้ เพื่อจะได้รับแสงแดดสม่ำเสมอทุกแปลงตลอดวันยกแปลงขนาดกว้าง 1 เมตร สันแปลงกว้าง 0.6 เมตร ยาว 11 เมตร ควรใส่ปุ๋ยคอกลงในแปลงเพาะเพื่อเพิ่มธาตุอาหารและทำให้ดินดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ก่อนเพาะเมล็ดควรฉีดยาฆ่าวัชพืชและแมลงลงบนผิวแปลงก่อนหว่านเมล็ด เพื่อป้องกันวัชพืชขึ้นคลุมบนแปลง ซึ่งจะทำให้ต้นกาแฟไม่สมบูรณ์ และไม่ให้แมลงในดินทำลายเมล็ดและต้นกล้า

วิธีเพาะเมล็ดกาแฟ

ควรเพาะระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธุ์ ก่อนหว่านเมล็ดควรรดน้ำให้ดินชุ่มแล้วใช้ไม้ขีดแปลงให้เป็นร่องลึกประมาณ 1 ซม. ครึ่ง แต่ละร่องห่างกันประมาณ 15 ซม. โรยเมล็ดลงไปโดยแต่ละเมล็ดควรห่างกันประมาณ 3 ซม. แล้วกลบดินให้เต็มร่องที่ทำไว้ ใช้หญ้าแห้งหรือฟางข้าวคลุม รดน้ำให้ดินชุ่มอยู่เสมอจนกว่ากาแฟจะงอก ซึ่งกินเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของเมล็ด ความลึกในการเพาะ ฤดูกาลและความชื้น

เมื่อเมล็ดเริ่มงอก เอาวัสดุที่คลุมออกให้หมด เมล็ดกาแฟจะงอกรากและชูเมล็ดขึ้นมาทั้งเมล็ด ในสภาพคล้ายก้านไม้ขีดไฟ เรียกระยะนี้ว่าระยะ “หัวไม้ขีด” ซึ่งกินเวลาตั้งแต่เริ่มเพาะจนถึงระยะนี้ประมาณ 2-3 เดือนต่อมา ใบเลี้ยงจึงผลิออกเป็นคู่คล้ายผีเสื้อ ระยะนี้ต้นกล้าจะอ่อนแอมาก หลังจากนั้นต้นกล้าก็เริ่มมีใบจริงผลิออกมาเรื่อย ๆ เมื่อต้นกล้ามีใบจริงแล้ว 4 คู่ สามารถนำไปชำได้

วิธีชำต้นกล้ากาแฟ

  1. ย้ายชำลงในแปลงชำ เตรียมดินและทำแปลงเหมือนการเพาะเมล็ดกาแฟ ควรมีการใส่ปุ๋ยคอกเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ขุดหลุมให้ลึกประมาณ 3-4 นิ้ว (ลึกให้พอกับความยาวของราก) เว้นระยะระหว่างต้น 15 ซม. ระหว่างแถวประมาณ 15 ซม. ชำลงในหลุมแล้วกลบดินให้เสมอแปลง รดน้ำวันละครั้งอย่างสม่ำเสมอ
  2. ย้ายลงถุงพลาสติก เหมาะสำหรับการขนส่งระยะทางไกล ๆ และมีเปอร์เซ็นต์รอดตายหลังปลูกมาก ใช้ถุงพลาสติกขนาด 6*9 นิ้ว เจาะรูโดยรอบ ใส่ดินที่ผสมปุ๋ยคอกประมาณ 1 ใน 3 ส่วน เวลาชำควรให้รากต้นกล้าตั้งตรงแล้วนำไปไว้ที่ร่ม รดน้ำทุกวันถึงฝนไม่ตก

กล้ากาแฟที่จะย้ายไปปลูกในแปลง ควรมีอายุไม่น้อยกว่า 8 เดือนและไม่เกิน 18 เดือน ต้นกล้าที่มีอายุ 13 เดือน เป็นระยะที่เหมาะสมที่สุด

การดูแลรักษากล้ากาแฟ

  1. ให้น้ำสม่ำเสมอ
  2. ให้ปุ๋ยยูเรียในอัตรา 1 ช้อน โต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 15 วัน เริ่มให้เมื่อต้นกล้ากาแฟออกใบจริง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต
  3. ฉีดยาป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เดือนละ 1 ครั้ง
  4. เริ่มเพิ่มแสงให้แก่กล้ากาแฟ เมื่อชำได้ 4 เดือนแล้ว โดยหาร่มเงาออกทีละน้อย เพื่อมิให้กาแฟยืดตัว ก่อนนำไปปลูก 3 เดือน ให้แสงแดดเต็มที่
  5. เด็ดยอดกาแฟที่สูงเกิน 30 ซม. เพื่อให้ลำต้นอวบใหญ่ และตัดรากที่เจริญออกนอกถุง

การเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกกาแฟ

  1. การถางป่าให้มีต้นไม้ใหญ่ไว้บังร่ม การเตรียมพื้นที่แบบนี้ ให้ดูระยะของต้นไม้ว่า ต้นใดจะใช้บังร่มได้ก็ไม่ต้องโค่นทิ้ง ส่วนต้นใดไม่ใช้ก็ให้ตัดทิ้งไป หลังจากตัดเรียบร้อยแล้วควรเก็บเศษกิ่งไม้ออกให้หมด วิธีนี้มีข้อเสียคือไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ร่มเงาอาจทึบเกินไป แต่มีข้อดีคือสามารปลูกกาแฟได้เลยโดยไม่ต้องปลูกไม้บังร่ม
  2. การถางป่าให้โล่งเตียนทั้งหมด เป็นวิธีที่สะดวกในการนำเครื่องจักรเข้าทำงานได้ แต่ควรเหลือต้นใหญ่ ๆ ไว้เป็นไม้บังลมของกาแฟบ้าง ถ้าเป็นที่เนินควรทำขั้นบันได แล้วปลูกไม้บังร่มชั่วคราวก่อนหรืออาจปลูกพร้อมกับการปลูกกาแฟและไม้บังร่มถาวรก็ได้

ระยะปลูกของกาแฟ

  • กาแฟพันธุ์อาราบิค่า ใช้ระยะปลูก 2.5×2.5 เมตร หรือ 3×3 เมตร
  • กาแฟพันธุ์โรบัสต้า ใช้ระยะปลูก 3×3 เมตร หรือ 4×4 เมตร

การใช้ระยะปลูกเท่าใดขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความสะดวกในการทำงาน

การเตรียมหลุมปลูกกาแฟ

หลุมปลูกควรมีขนาด 2x2x2 ฟุต ขุดหลุมทิ้งไว้ก่อนปลูกประมาณ 1-2 เดือน โดยแยกหน้าดินชั้นบนและชั้นล่างไว้คนละกอง ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้วประมาณ 1 ปี๊บ รองก้นหลุม

วิธีปลูกกาแฟ

เอาดินบนลงก่อน แล้วเอาดินล่างลงไปประมาณครึ่งหลุม ปลูกต้นกาแฟตรงกลางหลุมให้ต้นตั้งตรง เอาดินกลบรดน้ำทันที เอาฟางหรือหญ้าแห้งคลุมโคนต้นให้หนาประมาณ 6 นิ้ว กว้างเท่าขนาดหลุมและหาใบไม้หรือทางมะพร้าวมาบังร่มให้สัก 2-3 วัน เพื่อให้กาแฟตั้งตัวได้จึงค่อยเอาออก

ไม้บังร่ม

  1. ไม้บังร่วมชั่วคราว ใช้บังร่ม กาแฟเมื่อแรกปลูก อาจเป็นทางมะพร้าว หรือพืชตระกูลถั่ว เช่นถั่วแระ โดยปลูกห่างต้นกาแฟ ด้านละ 50 ซม. ทั้ง 4 ด้าน และตัดทิ้งเมื่อไม้บังร่มถาวรให้ร่มได้ดีแล้ว
  2. ไม้บังร่มถาวร ไม้บังร่มถาวรที่ดีควรเป็นไม้พุ่มต้นไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป กิ่งก้านไม่เหนียวไม่เปราะตัดได้ง่าย ไม้ผลัดใบ เป็นไม้ร่มรำไร ระดับรากลึก ไม่แผ่ขยายตามผิวดิน เพราะรากกาแฟจะแผ่ขยายตามผิวดินประมาณ 60% อาจกระทบกระเทือนได้ และที่สำคัญต้องไม่เป็นโรคเดียวกันกับกาแฟ ควรปลูกไม้บังร่มถาวรก่อนปลูกกาแฟประมาณ 1 ปี ไม้บังร่มถาวรที่ควรพิจารณาปลูก เช่น กระถิน สะตอ ข้าว แค ขี้เหล็ก และทองหลาง

การคลุมโคนต้นกาแฟ

ควรมีการคลุมโคนต้นกาแฟด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งหนาประมาณ 5-6 นิ้ว กว้างประมาณ 1 เมตร โดยคลุมให้ห่างจากลำต้นกาแฟประมาณ 15-20 ซม. เพื่อป้องกันแมลงบางชนิดกับเปลือกต้นกาแฟ

ประโยชน์

  1. รักษาความชุ่มชื้นในดิน
  2. ป้องกันวัชพืช
  3. ป้องกันการพังทลายของดิน
  4. ทำให้อุณหภูมิในดินคงที่
  5. ทำให้ระบบรากและปริมาณรากของกาแฟดีขึ้น
  6. เมื่อวัสดุคลุมดินผุพังก็จะเป็นอินทรีย์วัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อกาแฟ

โทษ

  1. เป็นที่ซุกซ่อนของแมลงศัตรูกาแฟ
  2. อาจเป็นสาเหตุทำให้ไฟไหม้สวนกาแฟได้

การใส่ปุ๋ยสำหรับกาแฟ

การใส่ปุ๋ยต้องคำนึงถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นหลัก ควรได้ทำการวิเคราะห์ดิน เพื่อหาแร่ธาตุอาหารในดินว่า ขาดธาตุอะไรบ้าง แต่โดยทั่วไปมีการให้ปุ๋ย ดังนี้

ในแปลงชำ ใช้ปุ๋ยสูตร 10-10-10, 12-12-12, 15-15-15 หรือ 17-17-17 อัตรา 100-150 กรัม ผสมน้ำ 1 ปี๊บ (20 ลิตร) รดทุก 15 วัน

ปีที่ 1 ใช้ปุ๋ยสูตร 10-10-10, 12-12-12 หรือ 13-13-13 จำนวน 100 กรัม ต่อต้น ในปีแรกนี้ใส่ 3 ครั้ง ครั้งแรก ใส่หลังปลูก 1 เดือน หลังจากนั้นใส่ทุก ๆ 4 เดือน ต่อครั้งในครั้งที่ 2 และ 3

ปีที่ 2 ใส่ปุ๋ยสูตรเดิม แต่เพิ่มจำนวนปุ๋ยเป็น 150 กรัมต่อต้นต่อครั้ง โดยใส่ 4 เดือนต่อครั้ง ใส่ครั้งแรกเมื่อย่างเข้าฤดูฝน

ปีที่ 3 ใส่ปุ๋ยผสมสูตร 10-5-20 จำนวน 250 กรัม ต่อต้นต่อครั้งใส่ปีละ 3 ครั้ง

หลังเก็บผลกาแฟแล้ว ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน พวกแคลเซียมแอมโนเนียมไนเตรท จำนวน 100 กรัม เพื่อเร่งต้นกาแฟที่ทรุดโทรมให้เจริญงอกงามขึ้นมาใหม่ และต้องหมั่นดูแลว่า กาแฟแสดงอาหารขาดธาตุอาหารรอง เช่น แมกนีเซียม สังกะสีโบรอน หรือไม่ถ้ามีควรใส่เพิ่มเติมให้ด้วย วิธีการใส่ใช้โรยบนผิวดินรอบพุ่มกาแฟ แล้วเอาฟางข้าวหรือหญ้าแห้งคลุมกันการชะล้าง

ข้อควรสังเกต ไม่ควรพรวนดินรอบโคนต้นกาแฟ เพราะรากกาแฟจะอยู่บริเวณผิวดิน ถ้าจะพรวนควรห่างจากชายพุ่มต้น

การปลูกพืชคลุมดิน

ในบริเวณสวนกาแฟควรมีการปลูกพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันวัชพืช เก็บรักษาความชื้นในดิน ป้องกันการชะล้างของดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

พืชคลุมดิน ที่นิยมกันส่วนมากเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น เซนโทรซีม่า (ถั่วลาย) เพอราเลีย อินดิโกเฟอรา (ต้นคราม) และคุสซุ (ถั่วเสี้ยนป่า) เป็นพวกเถาเลื้อยคลุมดิน ต้องระวังไม่ให้เถาพันต้นกาแฟ

การตัดแต่งกิ่งกาแฟ

กาแฟต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ผลผลิตที่ได้สม่ำเสมอทุก ๆ ปี โดยตัดแต่งกิ่งเก่าและกิ่งที่มากเกินไปออกจะทำให้กาแฟมีรูปทรง โปร่งได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง ช่วยป้องกันโรคและแมลง ทำให้ฉีดยาได้สะดวกและง่ายต่อการเก็บผล ส่วนมากจะตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บผลผลิตแล้วในช่วงฤดูฝนซึ่งมีการแตกกิ่งก้านสาขามากมายแตกหน่อมากเกินไป จำเป็นต้องมีการตัดแต่ง

การเก็บเมล็ดกาแฟ

เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดีนั้น ต้องเก็บจากผลกาแฟที่สุกขนาดสีส้ม ส่วนเมล็ดกาแฟที่สุกจัดเกินไปคือมีแดงเข้มหรืออ่อนเกินไป จะทำให้กาแฟที่มีคุณภาพไม่ดี กาแฟจะสุกไม่พร้อมกันดังนั้น การเก็บจึงใช้ทยอยเก็บ 3-4 ครั้งห่างกันครั้งละประมาณ 20 วัน

วิธีผลิตสารกาแฟ

  1. วิธีทำกาแฟแห้ง (Natural Method) นำกาแฟที่เก็บได้ไปตากแดดให้แห้งสนิท
  2. วิธีนำกาแฟแบบใช้น้ำ (Washed Method) นำผลกาแฟที่ได้เข้าเครื่องปอกเปลือก (pulping machine) ทันทีปรับเครื่องมือให้พอเหมาะกับขนาดของเมล็ด เครื่องจะแยกเปลือกกับเมล็ดไปคนละทาง นำเมล็ดไปแช่น้ำให้ท่วมเล็กน้อย เมล็ดที่ลอยน้ำใหตักทิ้ง หมักไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง ถ่ายน้ำทิ้งแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 1-2 ครั้งจนไม่มีเมือกติดอยู่กับเมล็ด จึงนำไปตากแดดจนเมล็ดแห้งสนิท

วิธีการกะเทาะเปลือก

นำเมล็ดกาแฟที่แห้งดีแล้ว มาเข้าเครื่องกะเทาะเมล็ด เครื่องสีข้าวหรือใช้ครกตำก็ได้ โดยพยายามอย่าให้เมล็ดกาแฟแตก จนเมื่อกะเทาะเปลือกออกหมดแล้ว แยกเปลือกและเมล็ดออกจากกัน โดยใช้กระด้งช่วยและแยกเมล็ดออกเป็นส่วน ๆ เพื่อจะได้ขายในราคาที่ดี และเหมาะสม

โรคของกาแฟ

1. โรคราสนิมกาแฟ เกิดจากเชื้อรา ซึ่งจะระบาดในฤดูฝน

อาการของโรค กาแฟที่ถูกทำลายจะมีจุดเหลืองอยู่ใต้ใบ ต่อมาจะกลายเป็นสีเหลืองปนส้มมีสปอร์ติดอยู่ใต้ใบ ใบกาแฟจะร่างในที่สุด

การป้องกันและกำจัด

  • กำจัดวัชพืชในแปลงให้สะอาด
  • ตัดแต่งกิ่งกาแฟให้โปร่ง
  • เก็บใบกาแฟที่เป็นโรคเผาไฟ
  • ใช้พันธุ์ต้านทานโรค
  • ใช้ยากันรา Coupercide

2. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา Cercospora coffeicola Berck & Cooke ส่วนใหญ่จะเกิดกับต้นกล้าในแปลงชำ

อาการของโรค จะเกิดจุดสีน้ำตาลเล็กบนใบกาแฟ แล้วจะแผ่ขยายออกไปเป็นจุดใหญ่ ตรงกลางาจะเป็นจุดเทา

การป้องกันและกำจัด

  • มีร่มเงาในแปลงชำเพียงพอ
  • ให้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างเพียงพอ
  • พ่นยากันรา Coupercide 2-3 อาทิตย์ต่อครั้งในแปลงชำ

3. โรคโคนเน่า เกิดจากเชื้อรา Rhizocotonia spp., Pythium spp.

โรคนี้จะเป็นกับต้นกล้าที่ยังอ่อนอาการของโรค ต้นกล้าจะเน่าตรงโคนใกล้ผิวดิน และตายในที่สุด

การป้องกันและกำจัด

  • ปรับดินในแปลงชำให้มีการระบายน้ำดี
  • ปรับร่มเงาไม่ให้ทึบเกินไป
  • ปรับสภาพของดินให้มี pH ที่เหมาะสม อย่าให้เป็นกรดมาก (pH ต่ำ)
  • ใช้ยากันรา Coupercide ฉีดทุก 7 วันจนกว่าจะหาย

4. โรคที่เกิดกับผลกาแฟ เชื้อราที่เป็นสาเหตุคือ

  • Colletotrichum coffeanum Noack ทำลายในขณะผลอ่อน
  • C. gloeosporioides Penz ทำลายเมื่อผลแก่จนถึงสุก

อาการ ผลกาแฟจะเป็นสีดำ และร่วงในที่สุด

การป้องกัน ปัจจุบันยังไม่มีการทดลองใช้สารเคมีกำจัดโดยตรง แต่ต้นกาแฟที่พ่นยา Coupercide ผลกาแฟจะไม่เป็นโรครุนแรง

แมลงศัตรูที่สำคัญของกาแฟ

1. เพลี้ยหอยสีเขียว : จะอาศัยอยู่ตามส่วนอ่อนของลำต้น ดูดกินน้ำเลี้ยง ทำใหต้นชงักการเจริญเติบโต ยอดและใบอ่อนผิดปกติ ผลไม่เจริญ

การป้องกันและกำจัด

  • ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง
  • ทำความสะอาดแปลง และทำลายที่อยู่อาศัยของมด
  • ฉีดยาฆ่าแมลง มาลาไทออน 15 c.c./ น้ำ 2 ลิตร ฉีดทุก 7 วัน

2. หนอนเจาะลำต้น : หนอนจะเจาะเข้าในลำต้นและกิ่งทำให้ยอดแห้ง กิ่งและลำต้นหัก

การป้องกันและกำจัด

  • ทำลายพืชที่อยู่บริเวณสวนกาแฟ เพื่อมิให้เป็นที่ขยายพันธุ์
  • รักษาบริเวณให้สะอาด และหมั่นตรวจดูกาแฟ
  • ตัดกิ่งที่หนอนเจาะแล้วนำไปเผา
  • ใช้สำลีชุบพาราไดคลอโรเบนซิน อัดเข้าไปในรูที่หนอนเจาะ
  • ฉีดยาฆ่าแมลง เช่น ดีลดริน

3. มอดเจาะผลกาแฟ : เจาะกันกินเนื้อเมล็ดในผล ตั้งแต่ผลอ่อนจนถึงสุก

การป้องกันและกำจัด

  • ไม่ควรให้มีร่มเงามาก ตัดแต่งกิ่งและรักษาความสะอาด
  • อย่าทิ้งเมล็ดแห้งเหลือไว้บนต้น
  • เก็บผลที่ร่วงหล่นไปทำลาย
  • ตากเมล็ดให้ถูกแดดหลาย ๆ แดด
  • ใช้ยา – คาร์บาเมท 25 c.c/น้ำ 20 ลิตร

มาลาไทออน 15 c.c./น้ำ 20 ลิตร พ่น 4-5 ครั้ง ต่อ 15 วัน ตั้งแต่เริ่มมีผลขนาด 5 มม. จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว

4. แมลงปากดูดบางชนิด

  • เพลี้ยอ่อน
  • เพลี้ยแป้ง
  • เพลี้ยหอยสีน้ำตาล

การป้องกันและกำจัด

  • ทำลายแหล่งอาศัยของมด
  • พ่นด้วยยา มาลาไทออน 15 c.c./น้ำ 20 ลิตร พ่น 7 ครั้ง