วิธีปลูกผักชี (Coriander)

ผักชี

ผักชี เป็นพืชที่ใช้ใบและต้นมารับประทานแบบสด ส่วนผลและรากนำมาใช้เป็นเครื่องเทศ ปัจจุบันนิยมปลูกมากในประเทศอินเดียและผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งออกขายทั่วโลก ในประเทศไทยก็มีการปลูกผักชีไว้เพื่อรับประทานเช่นกัน โดยใช้ใบเป็นผักประดับและชูรส ในทางภาคเหนือมีการปลูกผักชีเพื่อเอาเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ใช้ทำเป็นเครื่องแกงและใช้ในการปรุงของบางชนิด นอกจากนี้เมล็ดยังนำมาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในการประกอบอาหารและเป็นเครื่องชูรส สำหรับกากที่เหลือใช้เป็นอาหารสัตว์

การเตรียมปลูกและการปลูกผักชี

ผักชีเป็นพืชที่ชอบดินร่วนปนทราย หากจะปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินเหนียว ควรเตรียมดินให้มีการระบายน้ำที่ดี ดินควรมีอินทรียวัตถุสูง พื้นที่ที่ปลูกต้องเป็นพื้นที่ที่มีฝนน้อย อากาศเย็น ในการปลูกเพื่อเอาต้นนั้น ควรปลูกราวเดือนกันยายนถึงปลายตุลาคม เพราะในช่วงนี้ผักชีจะงอกงามได้ดี แต่ถ้าปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ควรปลูกช่วงปลายเดือนตุลาคมและไม่ว่าการปลูกเพื่ออะไรก็แล้วแต่พื้นที่ปลูกต้องไม่มีน้ำขังภายในดิน ปัจจุบันประเทศไทยเก็บเมล็ดพันธุ์ใช้เอง เช่น พันธุ์บางช้างเชียงใหม่ สำหรับพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกและปรับปรุง ได้แก่ T-NP (D), NP (D), NP (J) 16, NP (J) 214, NP (K) 457 และ NP (P) 172 พันธุ์เหล่านี้เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองถึง 15% และมีปริมาณน้ำมันในเมล็ดสูงกว่าด้วย

เนื่องจากเมล็ดผักชีมีเปลือกแข็งหนา และมีกลิ่นหอมทำให้นก หนู ชอบมากัดกินทำลาย ดังนั้นในการนำเมล็ดมาหว่านในแปลง ควรทำให้เมล็ดนั้นงอกเสียก่อน โดยนำเมล็ดมาผึ่งแดดให้แห้งกรองแล้วนำมาใส่ในถาด แล้วจึงใช้ขวดกลิ้งทับให้เมล็ดแตกร้าว ต่อจากนั้นนำเมล็ดแช่ในน้ำกับยากันรา Vitavax ในอัตรา 1:10000 ประมาณ 1-2 คืน แล้วจึงเอาขึ้นห่อด้วยผ้าขาวบางที่ชื้นหุ้มไว้ให้ชื้นอยู่เสมอเป็นเวลา 5 วัน เมล็ดจะโผล่รากขึ้นมาเล็กน้อย แล้วจึงเอาเมล็ดนั้นคลุกยากันมด Sevin ก่อนนำไปปลูกในแปลงโดยวิธีการหว่านลงโดยตรง หรือโรยเป็นแถว

แปลงสำหรับปลูกนั้นให้เตรียมดินโดยที่ไม่ต้องละเอียดมาก แต่ต้องทำให้ดินน้ำระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขัง ในการย่อยดินควรใส่ปุ๋ยมูลเป็ดเก่าในอัตรา 1/2 กิโลกรัม ต่อ ตารางเมตร เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ประมาณ 2 ลิตร สำหรับแปลงขนาด 8-10 ตารางเมตร เมื่อหว่านเมล็ดแล้วจึงโรยดินทับบางๆ แล้วเอาฟางคลุมไว้รดน้ำให้ชุ่ม หรืออาจรดยาฆ่าแมลงด้วย สำหรับการโดยเมล็ดเป็นแถวหรือหลุมใช้กับการปลูกร่วมกับผักอื่น เช่น หอมแบ่ง หอมใหญ่ โดยหยอดเมล็ดหลุมละ 3 เมล็ด ห่างกัน 3-4 นิ้ว แล้วกลบเมล็ดหนา 1 นิ้ว ใช้ฟางปิดไว้แล้วจึงรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ

หลังจากเริ่มลงแปลงแล้วเมล็ดผักชีจะงอกภายใน 3 วัน และให้ทำการถอนแยกเมื่ออายุได้ 10 วัน ให้เหลือเพียงหลุมละต้น ในระยะนี้ต้องระวังโรค Damping off ให้ดี ซึ่งสามารถทำได้โดยการใช้ยา Copper oxychloride 60-100 กรัม ผสมกับน้ำ 20 ลิตร แล้วทำการรดลงในแปลงให้ทั่ว

สำหรับการปลูกแบบหว่านนั้น หลังจากเมล็ดงอกแล้วควรถอนแยกให้ได้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 10-20 เซนติเมตร เป็นระยะที่เหมาะสมกับการให้ผลผลิตสูงสุด และจะทำให้ผักชีแตกพุ่มสมบูรณ์ แต่ถ้าหากใช้เมล็ดพันธุ์ในหว่านค่อนข้างมาก ก็ควรทำการถอนแยกควรให้เหลือระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 5-10 เซนติเมตร

การดูแลรักษาผักชี

ถ้าหากปลูกผักชีแซมกับพืชอื่นๆ ก็แทบไม่ต้องทำการดูแลอะไรมากมาย เพราะการดูแลและให้ปุ๋ยพืชอย่างอื่น ก็จะทำให้ผักชีได้รับผลไปด้วย และเนื่องจากเป็นผักที่เก็บเกี่ยวได้เร็ว ดังนั้นการให้ปุ๋ยควรให้เป็นปุ๋ยรองพื้นทั้งหมด เพราะถ้าให้หลังจากปลูก อาจดูดซึมปุ๋ยขึ้นไปใช้ไม่ทันเวลา การให้น้ำต้องให้อย่างสม่ำเสมอ และระวังอย่าให้แปลงแฉะและน้ำขังได้ เพราะหากน้ำขังก็จะพบว่าเป็นโรคเน่าคอดิน (damping off) ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการพ่นยา Copper oxychloride 60-100 กรัม ผสมกับน้ำ 20 ลิตร แล้วทำการฉีดให้ทั่ว แล้วจึงถอนต้นที่เป็นโรคทิ้งไป ส่วนแมลงที่รบกวนที่ทำให้ผักชีเสียหายนั้นไม่ค่อยมี

การเก็บเกี่ยวผักชี

เมื่อผักชีโตเต็มที่คือประมาณ 30-35 วัน ก็จะพบว่าเริ่มแตกใบเป็นฝอยและเมื่ออายุได้ 43 วัน และมีดอกตูมเมื่ออายุ 45 วัน ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายที่จะเก็บขาย หากทิ้งไว้นานกว่านี้จะมีดอกบานและติดเมล็ดเมื่ออายุได้ 53 วัน และเมล็ดจะแก่เต็มที่เมื่ออายุได้ 91-100 วัน ผลผลิตที่ได้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 176 กิโลกรัม / ไร่ (กรณีปลูกแบบหว่านแล้วถอนแยกให้เหลือระยะห่างระหว่างต้นที่ 10-20 เซนติเมตร) ส่วนการผลิตเมล็ดนั้นจะให้เมล็ดประมาณ 92 กิโลกรัม / ไร่ (กรณีปลูกโดยใช้ระยะระหว่างต้นที่ 5-10 เซนติเมตร)

การเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองนั้นสามารถทำได้โดยการให้ลดการให้น้ำเมื่อผักชีเริ่มติดผล พอผลเป็นสีน้ำตาลก็จะมีอายุประมาณ 100 วัน หลักจากการปลูก เมื่อต้นเริ่มแห้งก็ให้เก็บมาตากแดดแล้วจึงนวดเพื่อเอาเมล็ด เมล็ดที่ได้ก็ทำการตากให้แห้งแล้วทำความสะอาด โดยเอาฝุ่นผงและเมล็ดที่ลีบทิ้งไป และเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในที่แห้ง ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 2 ปี เพราะเมล็ดจะเริ่มเสื่อม และเมื่อนำไปปลูกจะไม่งอก