ผักสวนครัว ! เคล็ดลับการปลูก ดูแลและเก็บเกี่ยวผักสวนครัวชนิดต่าง ๆ

ผักสวนครัว

ผักสวนครัว ในปลูกผักสวนครัวไว้บริโภคต้องยึดหลัก 4 ประการ คือ ใช้พื้นที่ปลูกให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ต้องปลูกปักให้ได้มากชนิดที่สุดเพื่อจะมีผักไว้บริโภคหลาย ๆ อย่าง ต้องเลือกชนิดผักที่ชอบบริโภค สามารถรับประทานได้ทุกวันมีคุณค่าทางอาหารแมลงไม่ชอบ และปลอดภัยจากสารเคมี

วิธีเลือกผักในบ้านให้ได้ผลดีต้องเลือกพันธุ์ที่ปลูกง่ายไม่ยุ่งยากจนเกินไป และใช้บริโภคในครัวเรือนเป็นประจำ เช่น กวางตุ้ง ผักกาดเขียว ผักชี ผักบุ้ง กะเพรา เป็นต้น ปลูกได้ตลอดทั้งปี อายุการเก็บเกี่ยวอยู่ระหว่าง 35-55 วัน หรือเรียกว่าปักอายุสั้น สภาพแสงเงาที่ผักแต่ละชนิดต้องการไม่เท่ากันโดยแบ่งความต้องการออกได้เป็น 2 ประเภท คือผักที่ไม่ต้องการแสงแดดตลอดทั้งวัน แปลงปลูกประเภทนี้ ควรปลูกผักที่สามารถเจริญเติบโตในร่มได้ เช่น ชะพลู สะระแหน่ ตะไคร้ ขิง ข่า กะเพรา เป็นต้น ประเภทที่ต้องการแสงตลอดวัน ผักที่ควรปลูกได้แก่ ถั่วฝักยาว คะน้า ผักกาดเขียว กวางตุ้ง พริกต่าง ๆ การปลูกผักนั้นควรมีความพิถีพิถันในการดูล ในการปลูกผักสวนครัวผู้ปลูกควรมีเวลาดูแลวันละ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเนื้อที่ปลูก สำหรับผู้ที่เริ่มปลูกผักสวนครัวนั้นอาจต้องมีการวางแผนกันเล็กน้อยก่อนเริ่มลงมือปลูก ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และทำให้การปลูกผักสวนครัวไม่ลุล่วงไปด้วยดีจึงขอนำเสนอเคล็ดลับในการปลูกผักสวนครัวเพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะหันมาปลูกผักสวนครัวในที่พักอาศัย

เลือกผักสวนครัวที่จะปลูก

ควรเลือกผักที่ใช้บ่อย โดยเลือกปลูกทั้งพืชยืนต้น และพืชล้มลุก พืชยืนต้นที่น่าปลูกได้แก่ แค มะกรูด มะนาว โหระพา กะเพรา แมงลัก ข่า ตะไคร้ พริก และมะเขือ ซึ่งพืชพวกนี้ปลูกง่ายเก็บผลได้นาน ส่วนพืชล้มลุก ควรเลือกที่สมาชิกในบ้านชอบในการวางแผนปลูกนั้นต้องเลือกทยอยปลูก จะประหยัดเวลาในการดูแลรักษา ประหยัดน้ำ และปุ๋ยด้วย ส่วนปุ๋ยนั้น สามารถทำเองได้ในบ้านโดยนำเอาเศษผัก เปลือกผลไม้ เศษหญ้า เปลือกไข่มากองรวมกัน รดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง อีก 3-4 เดือน ก็จะผุเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยนำมาใช้กับแปลงผักสวนครัวในบ้านได้ ปุ๋ยคอกที่ขายตามร้านต้นไม้มีราคาค่อนข้างแพง แต่ก็หาซื้อได้สะดวก แต่ถ้ามีเวลา ขอแนะนำให้ไปเลือกซื้อแถบชานเมืองของกรุงเทพฯ เช่น ปทุมธานี นครปฐม เป็นต้น ผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัดจะได้เปรียบในเรื่องนี้ เพราะสามารถหาซื้อปุ๋ยคอกได้ง่าย ส่วนแกลบนั้นหาซื้อได้จากโรงสี ถ้าไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนก็ถามร้านขายต้นไม้ดูก็ได้ หรือใช้วัสดุที่มีภายในบ้านทำปุ๋ยเองก็ได้ซึ่งจะเป็นการประหยัดอีกวิธีหนึ่งด้วย

เตรียมแปลงสำหรับปลูกผักสวนครัว

สิ่งที่ต้องคำนึงอย่างมากก็คือ ควรเลือกปลูกใกล้สถานที่อยู่อาศัยดินดีหรือควรมีการปรับปรุงดิน ก่อนเช่นการใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกก่อน แปลงผักควรตากแดด อย่างน้อยครึ่งวัน ถ้าปลูกผักติดกันหลาย ๆ แปลงต้องให้แปลงผัก ขนาดไปกับทิศตะวันตกและตะวันออก เลือกปลูกผักที่มีความสูงต่ำแตกต่างกันไว้ในแปลง ใกล้วันเพื่อจะไปได้บังแดดกัน ช่วยในการสะสมอาหารและป้องกันโรค

การเตรียมแปลงเพราะปลุกนั้นต้องมีการขุดดินขึ้นมาตากแดดไว้ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยเพื่อปรับสภาพดิน ยกหน้าดินให้สูงจากพื้นทางเดิน 10 ซม. แต่งหน้าดินให้เรียบ การหว่านเมล็ดพันธุ์ทำได้ 2 วิธีคือ วิธีการหว่านเมล็ดพันธุ์ผักนั้นควรหว่านให้สม่ำเสมอ อย่าให้แน่นเกินไป จะทำให้ติดโรคได้ง่ายแล้วหว่านดินกลบ ใช้จอบตีร่องให้เป็นแถวตามความกว้างหรือความยาวของแปลงเพาะกล้าก็ได้ ให้แต่ละแถวมีระยะห่างกัน 1 คืน โดยเมล็ดด้วยดินแล้ว ควรใช้แกลบหรือฟางแฟ้งคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น และป้องกันการเคลื่อนย้ายของเมล็ดพันธุ์ผัก และกล้าอันเนื่องจากรดน้ำ และต้นกล้าไม่บอบช้ำหรือสูญเสียการงอก

ส่วนการเพาะในกระบะเป็นวิธีที่สะดวก สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายที่เหมาะสมสำหรับการปลูกผักสวนครัวควรมีขนาด 30*50*10 ซม. ทำจากไม้หรือวัสดุก็ได้ตามแต่สะดวก ดินที่ใส่ควรอัตราผสมระหว่างทราย ปุ๋ยหมัก ดินละเอียดอย่างละเท่า ๆ กัน และทำเป็นร่องเล็ก ๆ ห่างกันประมาณ 3-4 ซม. ความลึกของร่องประมาณ 1 ซม. และโรยเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกไป กลบด้วยดินบาง ๆ ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์คลุมปิดหน้ากระบะไว้เพื่อรักษาความชื้นประมาณ 7-10 วัน เมล็ดจะงอกดันกระดาษหนังสือพิมพ์จึงเปิดกระดาษหนังสือพิมพ์ออก

เมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว

มีทั้งที่ต้องซื้อและไม่ต้องซื้อ ที่ต้องซื้อได้แก่กะหล่ำปลี ผักกาดต่าง ๆ เป็นต้น ควรเลือกซื้อจากร้าน ที่ไว้ใจได้เมล็ดพันธุ์ไม่วางตากแดด เมล็ดที่เหลือกจากการปลูกให้เก็บใส่กระป๋องหรือขวดปิดฝากให้แน่นวางไว้ในที่เย็น อย่าตากแดดหรือวางใกล้ไอร้อน ถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นจะดีมาก ประเภทที่ไม่ต้องซื้อมี 2 ประเภท คือ พวกกิ่งก้าน เช่น ตะไคร้ ผักบุ้ง กะเพรา เป็นต้น ใช้โคนกิ่งที่ใช้มีดคม ๆ ตัดโคนทิ้งเล็กน้อยทิ้งให้แผลแห้งแล้วจึงนำลงปลูกเอน ๆ โดยเอาไม้เล็ก ๆ แทงดินนำก่อนอย่าเอาก้านผักแทงโดยตรงและผักประเภทผล แกะเอาเมล็ดปลูกได้เลย

ปัญหาของการปลูกผักสวนครัว

ที่ผู้ปลูกผักสวนครัวอาจต้องเจอคือ การเพาะเมล็ดแล้วงอกไม่ค่อยดี ทั้งนี้อาจมาจากหลายสาเหตุดังนี้ คือ เมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาจากร้านค้าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เก่าเกินไป เหลือค้างหรือตากแดดเก็บในที่ร้อน หรือกระทบร้อนกระทบเย็นบ่อย ๆ ควรเลือกจากร้านที่ไว้ใจได้ หรือร้านที่มีลูกค้ามาก เนื่องจากจะได้เมล็ดพันธุ์ที่ค่อนข้างใหม่ และสังเกตที่ซองหรือกระป๋องไม่ควรเก่าเป็นสนิม หรือซองเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือฉีกขาด เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ ๆ จะมีการกำกับการตรวจสอบเปอร์เซ็นต์การงอก และความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ จากพระราชบัญญัติเมล็ดพันธุ์เพื่อควบคุมคุณภาพของเมล็ดพันธุ์

เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพดีแต่ผู้ปลูกขาดประสบการณ์ เนื่องจากบางพันธุ์ มีระยะพักตัว เช่น เมล็ดแตงกวา ถ้าเพาะทันที มักจะพบเปอร์เซ็นต์การงอกต่ำ ถ้าเก็บไว้ระยะหนึ่งเปอร์เซ็นต์การงอกจะเพิ่มขึ้นบางชนิดมี เปลือกหุ้มหนาหรือแข็งถ้าเพาะธรรมดาจะใช้เวลานาน แต่ถ้าแช่น้ำอุ่นไว้ก็จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการงอกของเมล็ดได้ไว้ขึ้น และสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ บางครั้งการห่อเมล็ดไว้ในผ้าที่ชื้นประมาณ 2-3 วัน โดยให้เมล็ดเริ่มงอกรากอ่อนก่อน แล้วจึงนำไปหว่านลงในแปลงเพาะกล้าด้วยการนำเมล็ดมาห่อใส่ผ้าไว้แล้วนำไปแช่ในน้ำธรรมดา นานประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วนำออกจากห่อผ้าวางไว้ในที่ร่ม คอยพรมน้ำให้ชื้นทุกวันนาน 2 วัน เมื่องอกจึงหว่านในแปลงเพาะกล้าเมล็ดที่เพาะแบบน้ำงอกได้ไว้ประมาณ 4-5 วัน เพื่อให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลงเมื่อนำไปหว่านลงแปลงเพาะเมล็ดจึงสามารถดูดน้ำและความชื้นในดินได้ง่าย ทำให้เมล็ดงอกได้ไว้ขึ้น

แมลงในดินรบกวน

ถ้าแปลงปลูกเป็นแปลงสะสมของไข่แมลงหรือแมลงในดินมาก ทำให้เมล็ดพันธุ์ถูกแมลงในดินคาบไป หรือเมื่อยังงอกยังไม่พ้นดินก็ถูกแมลงในดินทำลาย ดังนั้นจึงมีการเน้นให้ขุดดินในแปลงปลูกขึ้นมาผึ่งแดดประมาณ 7-15 วัน รวมทั้งอาจต้องมีการคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยยาฆ่าแมลงเป็นการป้องกัน

วิธีการปฏิบัติดูแลไม่ถูกต้อง มีหลายสาเหตุ เช่นวิธีการหยอด ถ้าหยอดลึกเกินไป หรือมีดินทับเกิน 2 ซม. ต้นกล้าอ่อนมักโผล่ไม่พ้นดิน เน่าตายอยู่ในดินเสียก่อนวิธีการลดน้ำควรใช้ฝักบัวหัวฝอยที่สุดถ้าแรงเกินไปเมล็ดพันธุ์จะกระเด็นออกออกจากแปลงหรือหล่นเข้าไปติดอยู่ในซอกลึก ๆ หรือการรดน้ำในช่วงที่อากาศร้อนจัดก็ไม่เป็นผลดีนักกับผักสวนครัวควรดูแลอย่างใช้ความเข้าใจ

การเพาะต้นกล้าผัก

เมล็ดพันธุ์ผักมักจะมีเชื้อโรคติดอยู่ด้วยจึงควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นจัดขนาดมือทนได้อย่างน้อย 2 นาที ผึ่งหมาดแล้วจึงนำไปเพาะกล้าแล้วย้ายปลูกได้ยกเว้นผักชี ผักบุ้งและผักกินหัวต่าง ๆ ควรเพาะในถุงและทยอยปลูก ทำให้ต้นกล้าไม่ชะงักการเจริญเติบโตในสภาพดินที่มีความชื้นสูงหรือการปลูกหน้าฝน การพักกล้า อาจจะไม่จำเป็น แต่ในช่วงฤดูแล้งการพักกล้าทำให้เปอร์เซ็นต์การตายน้อยและประหยัดแรงงานและวัสดุ การพักต้นกล้าทำได้โดยนำกระทงเพาะกล้าใส่ดินแล้วนำต้นกล้าย้ายลงไปในกระทงวางไว้ในร่มประมาณ 7-10 วัน เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้ว ก่อนย้ายปลูกให้นำออกจากร่มประมาณ 3 วัน จึงย้ายปลูก เทคนิคการย้ายปลูกนั้นมีหลักปฏิบัติคือ กล้าควรมีใบจริง 3-5 ใบ ควรย้ายปลูกในเวลาเย็นแดดอ่อน สำหรับกล้าที่รวมกันในกระบะหรือแปลงเพาะก่อนย้ายควรรดน้ำต้นกล้าเสียก่อน ส่วนกล้าที่เพาะในกระทงหรือถุงต้องงดการรดน้ำ 1 วัน ในการย้ายควรจับเบา ๆ เอาไว้บาง ๆ แงะให้มีดินติดรากไปด้วยมาก ๆ ถอนแล้วควร รีบปลูกทันที เลือกปลูกแต่ต้นที่แข็งแรง ลำต้นตรงใบสมบูรณ์ ยอดไม่ห้อยเวลาปลูกควรตั้งต้นให้ตรง และกดดินรอบโคนให้แน่นพอ สมควร เมื่อปลูกกล้าเสร็จแล้วให้รีบรดน้ำทันที

การใส่ปุ๋ยให้กับผัก

ที่จำเป็นได้แก่ปุ๋ยมูลสัตว์หรือปุ๋ยคอก ต้องใส่ทุกครั้งก่อนการปลูกพืช เรียกว่าปุ๋ยรองก้นหลุม หรือปุ๋ยรองพื้น นับว่ามีความสำคัญมากในการปรับสภาพทางกายภาพของดินเพื่อให้ดินโปร่ง ระบายน้ำได้ดี และปรับความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยและช่วยให้ดินอุ้มน้ำ รักษาความชื้นหรืออาจใช้ปุ๋ยหมักด้วยส่วนปุ๋ยเคมีนั้นใส่เสริมเล็กน้อย ตอนปลูก เพื่อเร่งใบเร่งใบดอกเท่านั้นโดยมีสูตรว่าผักที่กินผลต้องใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ส่วนผักกินใบนั้นใช้ปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนียมซัลเฟตมาใส่ การใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์นั้นก่อนปลูกใส่ไว้ที่ก้นหลุม 1 ช้อนกาแฟ คลุมกให้เข้ากับดินกลบดินทับหน้า 2 นิ้ว แล้วจึงเอากล้าหรือเมล็ดลงปลูก แล้วใส่ปุ๋ยเสริมทุก 15 วัน โดยใช้ปุ๋ย 1 ช้อนกาแฟโรยบาง ๆ ราบต้นให้ห่างจากต้นอย่างน้อย 1 ฝ่ามือ ส่วนผักต้นใหญ่เช่น พริก มะเขือ เมื่อโตแล้วต้องใส่ปุ๋ยห่างจากต้นไม้น้อยกว่า 1 คืบ พรวนดินกลบแล้วรดน้ำตาม สูตรและอัตราการใส่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของดินแต่ละแห่ง ในพืชกินใบบางชนิดที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เช่น ผักกาดหอม หอมแห้ง ผักบุ้งจีน ผักชี เป็นต้น หากปลูกในแปลงเล็ก ๆ อาจใช้ปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตอัตรา 100 กรัม หรือใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 50 กรัมต่อเนื้อที่ปลูก 1 ตารางเมตร ผสมปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัม เมื่ออายุ 7-10 วันและ 22-30 วัน

การดูแลรักษาผักสวนครัว

นอกจากการรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยตามปกติแล้วจะต้องตรวจผักในสวนครัวอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง แต่ใบที่แก่เกินไปหรือเป็นสิ่งเหลืองออก ถ้าพบแมลงหรือไข่หนอนให้จับและทำลาย ในแปลงพืชที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียคนละดอกกัน เช่น แตงกวา บวบ ฟักทอง มะระ เป็นต้น ถ้าไม่ติดลูกให้เด็ดดอกตัวผู้ที่เพิ่งบานมาครอบดอกตัวเมียที่เพิ่งบานและเคาะเบา ๆ ให้ละออกเกสรหล่นบนดอกตัวเมีย จะทำให้ติดผลดีขึ้น ดอกตัวผู้ 1 ดอก สามารถครอบดอกตัวเมียได้ 4-5 ดอก นับได้ว่าการปลูกพืชผักนั้น ต้องการการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้การกำจัดโรคและแมลงนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะผักบางชนิดนั้นแมลงชอบมากเป็นพิเศษ เช่นผักกาดขาว กวางตุ้ง เป็นต้น สามารถใช้วิธีการปลูกผักที่แมลงไม่ชอบล้อมรอบหรือเป็นผักกินชนอย่างไรก็ตาม การกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชสำหรับผักสวนครัวนั้นเน้นวิธีธรรมชาติคือ การปฏิบัติดูแลให้ผักที่ปลูกแข็งแรง เพื่อได้มีความต้านทานโรคส่วนการกำจัดแมลงศัตรูเน้นการใช้มือจับทำลาย ถ้ามีการระบาดมากก็ใช้สารธรรมชาติ เช่น สะเดา เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผักที่ปลูกนั้นปลอดสารเคมีอย่างแท้จริง

สะเดา

เป็นพืชที่นิยมนำมาใช้สกัดเป็นสารควบคุมโรคและแมลง เนื่องจากสะเดามีสารอะซาดิแรคติน ซึ่งช่วยในการป้องกันกำจัดแมลงโดยสามารถฆ่าและไล่แมลงบางชนิดได้ ทำให้แมลงไม่กินอาหารและทำให้การเจริญเติบโต ของแมลงบางชนิดได้ ทำให้แมลงไม่กินอาหารและทำให้การเจริญเติบโตของแมลงผิดปกติ ยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง ยับยั้งการวางไข่ของแมลง และการลอกคราบเป็นพิษต่อไข่ของแมลง ทำให้ไข่ไม่ฟัก และยับยั้งการสร้างเอนไซม์ในระบบย่อยอาหารของแมลง วิธีการใช้ คือ ให้นำผลสะเดาแช่ในน้ำ 20 ลิตร ทิ้งค้างไว้ 1 คืน จากนั้นกรองเอาแต่น้ำมาผสมด้วยสารจับใบ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำไปรดผักทันทีส่วนกากสะเดาที่เหลือให้นำไปโดยโคนต้นเพื่อปรับปรุงสภาพดินและกำจัดแมลงในดินด้วยแต่อาจมีผลกระทบทำให้อาการใบไหม้เหี่ยวย่น แคระแกรนเมื่อพบอาการดังกล่าวควรงดใช้สารสกัดสะเดาทันที พืชผักที่ควรใช้สารสะเดาคือ ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักกาด หอม กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก แตงกวา มะเขือเทศ พริกขี้หนู มะนาว เป็นต้น แปลงปลูก เมื่อทราบการระบาดของแมลงและศัตรูพืช รีบทำการป้องกันกำจัด ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมได้อาจใช้สารเคมีในการควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยขอให้พิจารณาว่าเป็นสารเคมีที่เหมาะสมกับการกำจัดแมลงศัตรูพืชนั้น ๆ สามารถสลายตัวเร็ว โดยใช้ในอัตราที่เหมาะสมกับคำแนะนำ และเว้นระยะการใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามคำแนะนำ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย หรือมีสารเคมีตกค้างในพืชผัก เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค

การเก็บผักสวนครัว

ผักประเภทกินผลต่าง ๆ เช่น พริก ถั่ว มะเขือ ควรเก็บขณะยังไม่แก่จัดและเก็บติดขั้วด้วย ส่วนผักกินใบ เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ต้องตัดให้ใบติดที่ต้น 2-3 ใบ และดูแลรักษาต่อไปผักจะแตกยอดใหม่ ให้เก็บกินได้อีกหลายครั้ง เคล็ดลับการเก็บผักสดเพื่อนำมาประกอบอาการนั้น คือ สดน่ารับประทานมีรสชาติเหมือนเดิม และมีสารอาหาร เกลือแร่ วิตามินครบถ้วนเพียงแต่พิถีพิถันในการเก็บการปรุงโดยการเก็บผักสดให้ได้คุณค่าทางอาหารสูงนั้นควรเป็นผักที่อ่อนและสดไม่ควรเก็บผักที่แก่เกินไป หรือเริ่มเหี่ยว นอกจากนี้ผักต้องไม่ช้ำ และขั้วตอนในการล้างก็ควรทำอย่างระมัดระวังข้อแนะนำคือมีดที่หั่นผักมีความคม หากเป็นผักที่มียางควรใช้มีดสแตนเลสจะช่วยไม่ให้ผักดำหรืออาจใช้น้ำผสมน้ำมะนาวเจือจาง ในการล้างผักประเภทนี้จะช่วยให้ผักขาวน่ารับประทาน ในการล้างผักควรล้างทั้งต้นหรือผล ไม่ควรหั่น ตัด หรือปอกก่อน เพราะจะทำให้แร่ธาตุ วิตามินหลุดไปกับน้ำได้

การเก็บพันธุ์เอง

ผักบางชนิดสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ได้เอง โดยเลือกเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ ผลดก รสดี ไม่มีโรค ล้างเมล็ดพันธุ์ให้สะอาดแล้วตากให้แห้งสนิท ซึ่งควรตากประมาณ 3-4 แดด อย่าตากในถาดอลูมิเนียมเพราะร้อนจัดเกินไป เมล็ดจะไม่งอก ระหว่างที่ตากอาจมีมอดมาวางไข่จะมีสีขาวจุดเล็ก ๆ ซึ่งฟักตัวกลายเป็นหนอนภายใน 24 ชั่วโมง หนอนจะเจาะกินเข้าไปในเมล็ด ดังนั้น หลังจากการตากให้แห้งสนิทแล้วควรคลุกด้วยสารกันแมลง ก่อนนำไปเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด หรือถุงพลาสติกที่ปิดปากแน่นแล้วจึงนำไปเก็บในที่เย็นและมีอากาศแห้งต่อไป

การปลูกผักสวนครัวในครั้งต่อ ๆ ไป

ในการปลูกผักในครั้งต่อ ๆ ไป ให้ปลูกให้เหมาะสมกับความต้องการของครอบครัว โดยใช้ประสบการณ์จากการปลูกครั้งแรกควรปลูกผักติดต่อกันตลอดทั้งปีอย่าให้แปลงว่าง โดยเฉพาะในฤดูร้อน และฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่มีผักมีราคาแพง ทำให้ประหยัดได้มาก ปัจจุบันได้มีการจัดโครงการส่งเสริมการพึ่งตนเองเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนได้ปลูก พืชผักสวนครัวรั้วกินได้

สำหรับการบริโภคผักในครัวเรือนและการลดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่งด้วยซึ่งความหมายของผักสวนครัวรั้วกินได้ คือผักที่ปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน แบ่งเป็น กลุ่มพืชผัก เช่น กล้วย กลุ่มพืชผักและสมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องครัว เช่น พริกขี้หนู กลุ่มพืชผักที่ใช้รับประทานสดหรือใช้ประกอบอาหารประจำวัน เช่น ฟักทอง และกลุ่มพืชผักที่เป็นรั้วกินได้หรือปลูกบริเวณบ้านทั่วไปส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้าน เช่น ผักหวาน

จากโครงการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรนี้ ควรว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ได้มากซึ่งการเลือกปลูกผักอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับว่าครัวเรือนบริโภคผักอะไรเป็นส่วนใหญ่

สำหรับข้อแนะนำในการปลูกและดูแลรักษาโดยจำแนกตามกลุ่มของพืชผักสวนครัวทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางคร่าว ๆ ในการเริ่มต้นปลูก สำหรับผู้ปลูกผักสวนครัวมือใหม่โดยการจัดแบ่งพืชผักสวนครัวเป็นกลุ่ม ๆ นี้ ทำให้เห็นว่าหลักการปฏิบัติในการปลูกและการดูแลรักษาของพืชสวนครัวในกลุ่มเดียวกันจะคล้าย ๆ กัน นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ในการจัดแปลงพืชสวนครัวด้วย โดยถ้ามีการวางแผนจัดพืชผักสวนครัวในกลุ่มเดียวกันไว้ใกล้กัน จัดแปลงพืชผักสวนครัวด้วย โดยถ้ามีการวางแผนจัดพืชผักสวนครัวในกลุ่มเดียวกันไว้ใกล้กัน จะทำให้การดูแลนั้นง่ายขึ้นด้วย

ผักสวนครัวตระกูล แตง ถั่วแดง

เตรียมดินตากแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน ย่อยดินให้ร่วนซุยรดน้ำทุกวันล่วงหน้าก่อนปลูก 3 วัน ขุดหลุมกว้าง 20 ซม. ลึก 10 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกหลุมละ 1 กำมือ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลุมละ 2 ช้อนกาแฟคลุกเคล้าให้ทั่วกลบหลุม หยอดเมล็ดบนผิวดินของหลุมที่กลบไว้ 5-7 เมล็ดกดเมล็ดให้จมดินลึกประมาณ 2-4 ซม. ปิดด้วยฟางหรือแกลบเมื่อกล้างอกมีใบอ่อนประมาณ 6-7 ใบ เลือกกล้าต้นที่สมบูรณ์ที่สุดไว้หลุมละ 3 ต้นดูแลรดน้ำและกำจัดวัชพืชโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยอีกจนกว่าจะเก็บเกี่ยวกลุ่มพืชบางชนิดต้องปักค้างควรปักหลังจากการหยอดเมล็ดแล้ว

ผักสวนครัวกลุ่มผักกาด กะหล่ำ

เตรียมดินเช่นเดียวกับพืชกลุ่มแตงหรือขุดดินตากแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน ใส่ปุ๋ยคอกตารางเมตรละ 2 กิโลกรัมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอตารางเมตรละ 10 ช้อนกาแฟคลุกเคล้าให้เข้ากันผักกลุ่มนี้มีวิธีการปลูก 2 วิธี คือการหยอดหลุมเนื่องจากผักกลุ่มนี้มีปัญหาในเรื่องการย้ายปลูกจะชะงักการเจริญเติบโตและมีอัตราการตายสูงมาก และสำหรับผักกาดหัว การย้ายปลูกในระยะต้นกล้าจะทำให้เกิดปัญหามีหลายหัวใจต้นเดียวใช้ไม้กดหลุมประมาณ 0.5 ซม. หยอดเมล็ดหลุมละ 5-7 เมล็ดกลบดินบาง ๆ เอาฟางหรือแกลบกลบทับอีกชั้นหนึ่ง รดน้ำด้วยฝักบัวตาถี่ภายใน 3 วัน จะเกิดใบเลี้ยง เมื่อเกิดใบจริง 2-3 ใบให้แยกเลือกต้นอ่อนแอออกเหลือหลุมละ 2 ต้น เมื่อมีใบจริง 5 ใบ ถอนแยกเหลือหลุมละ 1 ต้น การเพาะและกล้าทนทานต่อการย้ายปลูกควรทำการเพาะต้นกล้าก่อนเมื่อกล้ามีอายุ 25-30 วัน จึงย้ายลงแปลงปลูก

ผักสวนครัวกลุ่มพริก มะเขือ

เพาะกล้าในภาชนะที่โปร่งเครื่องปลูกประกอบด้วยดินร่วน ปุ๋ยหมัก ขี้เถ้าแกลบอย่างละ 1 ส่วน เกลี่ยเครื่องปลูกให้เรียบ หยอดเมล็ดให้กระจายทั่วกัน กลบด้วยเครื่องปลูกหนา 0.5 ซม. รดน้ำเมื่อกล้ามีใบจริง 2 ใบ ย้ายลงปลูกที่เตรียมไว้

ผักสวนครัวกลุ่มหอม สะระแหน่

เตรียมดินโปร่ง ลึก 20 ซม. ใส่ปุ๋ยเช่นเดียวกับพวกแตง ให้น้ำล่วงหน้าก่อนปลูกประมาณ 3 วัน กลุ่มหอมต่าง ๆ ให้หัวที่มีการพักตัวดีแล้วประมาณ 4 เดือนหลังจากการเก็บเกี่ยว นำมาตัดรากแห้งออกแยกเป็นหัวเดี่ยว ๆ ฝังลงในดินให้ปลายหัวเสมอผิวดิน ปิดฝางหนาประมาณ 1 ซม. เมื่องอก 15 วันหวานปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตตารางเมตรละ 15 กรัม ระวังวัชพืช อย่าให้ดินแห้งควรให้น้ำวันละครั้ง กุยฉ่าย ปลูกด้วยเมล็ดเพาะกล้า 45-60 วัน ย้ายลงแปลงปลูกอีก 60 วัน จึงเก็บดอกหรือใบรับประทานได้

  • สะระแหน่ ใช้ยอดปักชำโดยตัดยอดที่มีความยาวประมาณ 3 ซม. ปักชำระยะ 10*10 ซม. พรางแสง 15-20 วัน จึงเก็บรับประทานได้
  • กระเทียมหัว ปลูกด้วยหัวแก่จัดอายุ 4-5 เดือน เหมาะที่สุดช่วงเดือน ตุลาคม ถึง ธันวาคม

ผักสวนครัวกลุ่ม ขิง ข่า

ขั้นตอนที่สำคัญคือ การเตรียมดินให้ร่วนซุย โปร่งลึกประมาณ 25-30 ซม. หว่านปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี 15-15-15 ประมาณ 50 กราม ต่อตารางเมตร คลุกให้เข้ากัน คัดเป็นท่อนยาว 1 นิ้ว เอาปูนแดงทาให้แผลแห้ง นำปลูกโดยให้มีส่วนของต้น หรือใช้เหง้าแก่มาชำในทราย

  • กระชาย แบ่งหัวโดยให้มีส่วนของต้น หรือใช้เหง้าแก่มาชำในทราย กระชายควรตัดรากก่อนปลูกเมื่อแทงยอด แตกใบอ่อน 2-3 ใบจึงย้ายลงแปลงปลูก

ผักสวนครัวกลุ่มผักชี ผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย

เตรียมดินให้ร่วนซุยใส่ปุ๋ยคอก 2-4 กิโลกรัม ปุ๋ยเคมี 15-15-15 จำนวน 90 กรัมต่อตารางเมตร หยอดเมล็ดผักชีและผักบุ้งจีนในรองกลบดินทับหนาประมาณ 0.5-1 ซม. ส่วนการปลูกขึ้นฉ่ายไม่ต้องกลบดินจนกระทั้งเก็บเกี่ยว

ผักสวนครัวกลุ่มโหระพา กะเพรา แมงลักและผักชีฝรั่ง

เตรียมดินเช่นเดียวกับการปลูกผักทั่วไป หว่านเมล็ดให้ทั่วใช้ฟางกลบหรือใช้ปุ๋ยคอกโรยบาง ๆ ให้ทั่ว รดน้ำตามด้วยบัวรดน้ำตาถี่ เมล็ดจะงอกภายใน 7 วันเมื่อกล้าอายุ 1 เดือน ถอนแยกจัดระยะให้โปร่ง ระยะระหว่างต้นประมาณ 20-30 ซม. ระหว่างเจริญเติบโตนั้นให้หมั่นเด็ดดอกทิ้ง ทั้งนี้เพื่อให้ลำต้นและใบเจริญได้ อย่างเต็มที่ การเก็บเกี่ยวโหระพา กะเพรา และแมงลัก ทำได้หลังจากเมล็ดงอก 45-50 วัน ส่วนผักชีฝรั่ง เก็บเกี่ยวได้หลังจากหยอดเมล็ดประมาณ 60 วัน

ผักสวนครัวชนิดอื่น ๆ

กลุ่มที่น่าสนใจคือ ชะพลู บัวบก และผักหวานบ้าน สำหรับชะพลุใช้กิ่งยาว 25 ซม. ริดใบออกเหลือใบยอดสุดไว้ 1-2 ใบ ฝังกิ่งตามแนวนอนให้ส่วนยอดโผล่พ้นดินประมาณ 10 ซม. กิ่งจะออกเป็นรากและต้นภายใน 1 เดือน ระยะต้น 30 ซม. ระยะแถว 50 ซม. สามารถเก็บใบรับประทานได้ตลอดทั้งปีควรปลูกในพื้นที่ที่มีร่มเงามาก ๆ ในใบบัวบกใช้ต้นขนาดเล็กที่มีรากเพียงเล็กน้อย ปลูกโดยฝังส่วนโคนต้นลึกจากผิวดินประมาณ 15 ซม. ใช้ระยะปลูกต้นต่อแถวประมาณ 20 ซม. ภายใน 1 เดือน บัวบกจะเจริญชนกันเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 1-2 เดือนขึ้นไป ส่วนผักหวานบ้าน เด็ดยอดยาวประมาณ 12-15 ซม. ภายใน 10 วัน จะแตกยอดอ่อนออกมาให้รับประทานได้ทั้งปี การปลูกอาจใช้กิ่งชำหรือกล้าเมล็ด เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ 45-60 วัน ก็ย้ายไปปลูกพรางแสงไว้ 10 วัน ต้นกล้าก็จะตั้งตัวได้ หรือขาดขุดดินตามแนวรั้ว หยอดเมล็ดหรือปักชำกิ่งลงบนแปลงแล้วรดน้ำตา เมล็ดผักหวานจะงอกไปเรื่อย ๆ ใช้เวลา 2-3 เดือน จึงงอกหมด