วิธีปลูกมะยม (Star gooseberry)

มะยม

มะยม เป็นไม้ผลเขตร้อนที่โดยทั่วไป ไม่มีการปลูกเป็นการค้า แต่นิยมปลูกในบริเวณใกล้เคียงบ้านเรือนกันมากดูเหมือนว่าจะมีแทบทุกหนแห่ง และพบกระจายกันอยู่ทุกภาคของประเทศไทย ถ้าดูจากตัวเลขที่รวบรวมกันเป็นทางการจะพบว่า มะยมไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเลย แต่ถ้าท่านได้ไปเดินดูในตลาดกลางผลไม้เช่นที่ปากคลองตลาดและมหานาคก็มีมะยมดองขายอยู่เป็นประจำและดูเหมือนจะขายดีด้วย ซึ่งหากท่านลองคำนวณปริมาณการขายที่มีอยู่ทุก ๆ วันแล้ว มะยมก็เป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่ทำรายได้ให้แก่ผู้ปลูกได้มากทั้ง ๆ ที่เป็นการปลูกแบบเทวดาเลี้ยงก็ตาม

ถิ่นกำเนิดของมะยม

มีถิ่นกำเนิดแถบอินเดียและเกาะมาดาคัสการ์ และกระจายพันธุ์ไปในเขตร้อนทั่วโลก แต่จะเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะยม

มะยม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus distichus Muell จัดอยู่ใน Family Euphorbiaceae มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Star gooseberry หรือ Otaheite gooseberry พืชใน Family Euphorbiaceae นี้โดยทั่วไปมักมียางขาว มีประมาณ 280 genera และ 8000 species ส่วนที่เป็นไม้ผลเขตร้อนและกึ่งร้อนที่เรารู้จักกันได้แก่

  • มะไฟ Baecourea sapida Muell
  • ลังแข Baccarea malayana King
  • ละไม Baccarea moltleyana Muell
  • มะขามป้อม Phyllanthus emblica Muell

มะยมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 20 ฟุต จะมีกิ่งหลักขนาดใหญ่ซึ่งมีรอยตำหนิมากมายบนกิ่ง เกิดเนื่องจากใบร่วงหลุดไป มองเห็นได้ชัดเจน ใบเป็นรูป ovate ปลายใบแหลมแบบใบหอก (lanceolate) ใบยาวประมาณ 1-2 นิ้ว การจัดเรียงของใบเป็นแบบ alternate ดอกไม่มีชั้นของกลีบดอก (apetalous) อาจเป็นได้ทั้ง monoecious และ dioecious อาจเกิดเป็นกระจุก (cluster) หรือเกิดเป็นดอกเดี่ยว มีกลีบเลี้ยง 4-6 อัน เรียงซ้อนกัน ในดอกตัวผู้ยังคงมี disc อยู่ แต่ไม่พบ rudimentary pistil มีเกสรตัวผู้ 2-6 อัน หรือมากกว่าแต่ตามปกติจะมี 3 อัน anther มี 2 cell ในดอกตัวเมีย ก้านเกสรตัวเมียผอมเรียวเป็น superior ovary มี 3 carpel มี 2 ovule พบว่ามะยมจะออกดอกในกิ่งแก่เป็นส่วนใหญ่ โดยกระจุกหรือช่อดอกนั้นอาจมีใบปนอยู่ด้วยก็ได้ ผลค่อนข้างกลมป้อม มีลักษณะเป็น 3 lobe แต่ lobe ตื้น ทำให้ลักษณะทั่วไปคล้ายเป็นรูปทรงกลม ขนาดประมาณ ¾ นิ้ว มีน้ำมาก โดยทั่วไปรสเปรี้ยว และถ้าผลยังอ่อนจะมีรสค่อนข้างฝาด โดยทั่วไปยังไม่มีการแบ่งเป็นพันธุ์ต่าง ๆ อย่างแน่นอน ทราบเพียงว่ามีมะยมหวาน มะยมเปรี้ยว มะยมผลใหญ่ มะยมผลเล็ก แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการแบ่งแยกเป็นพันธุ์อย่างเป็นทางการ

วิธีปลูกมะยมและการบำรุงรักษา

เนื่องจากมะยมจัดเป็นไม้ผลจำพวก Semi-drought-resistant จึงสามารถทนแล้งได้ดีพอสมควร และขึ้นได้ในเขตร้อนทั่วไป การปลูกเหมือนเหมือนกับไม้ผลเขตร้อนทั่ว ๆ ไป ระยะปลูกประมาณ 4-8 เมตร การขยายพันธุ์โดยทั่วไปใช้วิธีเพาะเมล็ด เนื่องจากไม่มีการจัดแบ่งพันธุ์ต่าง ๆ และไม่ได้จัดเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจซึ่งจำเป็นต้องดำรงพันธุ์เดิมไว้ แต่มีรายงานจากต่างประเทศว่า อาจขยายพันธุ์โดยวิธีอื่นได้ เช่น การปักชำ (cutting) โดยนำกิ่งที่มีขนาดพอเหมาะปักชำในทรายซึ่งขึ้นอยู่เสมอในที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง หรืออาจใช้วิธีตัดราก (root cutting) ก็ได้ การตอน (air layuing) มักไม่ค่อยได้ผล สำหรับการเพาะเมล็ดนั้นมีข้อเสีย คือ อาจเป็นต้นตัวผู้ได้

โรคและแมลงของมะยม

เรื่องโรคนั้นยังไม่มีรายงานไว้ และโดยทั่วไปก็ไม่ค่อยพบมะยมเป็นโรค ส่วนเรื่องแมลงนั้นเท่าที่พบมี 2 ชนิด คือ

  1. หนอนผีเสื้อกินใบมะยม (leaf eating caterpillar) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Parallellia absentimacula Geun.
  2. หนอนเจาะกิ่งและลำต้นมะยม (twig and stem boring caterpillar) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zeuyera sp. ปกติจะกำจัดโดยใช้ยาน้ำฟูโมแกส หรือดีลดริน ชุบสำลีอุดเข้าไปในรูที่ถูกเจาะแล้วเอาดินเหนียวอุดปากรูไว้ตัวหนอนก็จะตาย

ประโยชน์ของมะยม

ผมมะยมนอกจากใช้รับประทานสด ๆ แล้ว ก็ยังสามารถนำไปทำการเก็บไว้ในรูปเชื่อม ดอง กวน หรือทำไวท์ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ รากและเมล็ดยังใช้เป็นยาระบายได้ คุณค่าอาหารของมะยมจากส่วนเนื้อผล 100 กรัม มีดังนี้ คือ น้ำ 90.6 กรัม พลังงาน 36 แคลอรี่ ไขมัน 0.8 กรัม คาร์โบไฮเดรต 7.4 กรัม ไฟเบอร์ 0.8 กรัม โปรตีน 0.7 กรัม แคลเซียม 34 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม เหล็ก 0.9 มิลลิกรัม วิตามินเอ 55 I.U. วิตามิน B1 0.02 มิลลิกรัม วิตามิน B2 0.01 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามิน 4 มิลลิกรัม