เกษตรอินทรีย์ (Organic farming)

เกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์ หมายถึง การทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด แต่จะให้ความสำคัญของดินเป็นอันดับแรก ด้วยการปรับปรุงดินให้มีพลังการในการเพาะปลูกเหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบเกษตรที่มีความยั่งยืน ถาวร เป็นอาชีพที่มั่นคง

แนวคิดเกษตรอินทรีย์

หลักเกษตรอินทรีย์นี้ได้แนวคิดมาจากชาวญี่ปุ่นคือโมกิจิ โอกาดะ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มค้นคว้าเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 โมกิจิ โอกาดะกล่าวว่า

พลังที่เป็นหลักสำคัญในการเจริญเติบโตของพืชนั้นมาจากธาตุดิน โดยมีพลังของธาตุน้ำและธาตุไฟเป็นส่วนเสริม เนื่องจากการเจริญเติบโตของพืชขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดิน ซึ่งเป็นพลังหลักที่สำคัญ ดังนั้น เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดของการเพาะปลูกจึงอยู่ที่ต้องปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดี ทั้งนี้เพราะดินยิ่งดีก็จะยิ่งได้ผล ส่วนวิธีการปรับปรุงดินก็คือ การเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้ดิน ซึ่งทำได้โดยการทำให้มีความสะอาดและบริสุทธิ์ เพราะว่าดินยิ่งบริสุทธิ์ ก็จะยิ่งทำให้พลังการเจริญเติบโตของพืชดีขึ้น

หลักการของเกษตรอินทรีย์ คือ การนำพลังอันสูงส่งตามธรรมชาติของดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์

หลักเกษตรอินทรีย์

ถ้าเราศึกษาสภาพป่าเราจะเห็นว่าในป่ามีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปะปนกันอยู่เต็มไปหมดผิวดินถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่หล่นทับถมกัน สัตว์ป่าถ่ายมูลไว้ที่ผิวหน้าดินคลุกเคล้ากับใบไม้และซากพืช มูลสัตว์รวมทั้งซากสัตว์ โดยมีสัตว์เล็ก ๆ เช่น ไส้เดือน กิ้งกือ จิ้งหรีด ฯลฯ กัดแทะเป็นชิ้นเล็ก ๆ และมีจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินช่วยย่อยสลายจนกลายเป็นฮิวมัส ซึ่งเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชและใช้ในการเจริญเติบโตของต้นไม้ในป่านั้นเอง

ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเอาปุ๋ยเคมีไปใส่ในป่า ซึ่งเกษตรกรสามารถเลียนแบบป่าได้โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด ใช้ปุ๋ยชีวภาพ เช่น ไรโซเบียม ไมโครไรซ่า เป็นต้น ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี

นอกจากนี้ใบไม้และเศษพืชที่ปกคลุมผิวดินก็เป็นการคลุมผิวหน้าดินไว้ ป้องกันการสูญเสียความชื้นภายในดินทำให้หน้าดินอ่อนนุ่มสะดวกต่อการไชชอนของรากพืช ถ้าศึกษาต่อไปจะพบว่า แม้ไม่มีใครนำเอายาฆ่าแมลงไปฉีดพ่นให้ต้นไม้ในป่า แต่ต้นไม้ในป่าก็เจริญเติบโตแข็งแรงต้านทานโรคและแมลงได้ นอกจากนี้พืชในป่าก็มิได้เป็นพืชชนิดเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นพืชหลากหลายชนิดทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลง และแมลงบางชนิดก็เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช ดังนั้น จึงเกิดสมดุลตามธรรมชาติโอกาสที่แมลงศัตรูพืชจะระบาดจนเกิดความเสียหายจึงมีน้อย ดังนั้น เกษตรกรจึงสามารถจำลองสภาพป่าไว้ในไร่-นา โดยการปลูกพืชให้หลากหลายชนิด

หลักเกษตรอินทรีย์ก็เป็นหลักการที่เลียนแบบมาจากป่าที่สมบูรณ์นั่นเอง ซึ่งจะประกอบด้วยการปฏิบัติการทางการเกษตรที่คำนึงถึง ดิน พืช และแมลง ไปอย่างพร้อมกัน คือ

1. มีการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์

1.1) ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ : ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม ไมโคไรซ่า ปุ๋ยเหล่านี้จะให้ทั้งธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรองแก่พืชอย่างครบถ้วนจึงใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี

1.2) การคลุมดิน : ทำได้โดยใช้เศษพืชต่าง ๆ จากไร่-นา เช่นฟางหญ้าแห้ง ต้นถั่ว ใบไม้ ขุยมะพร้าว เศษเหลือทิ้งจากไร่นา หรือ กระดาษหนังสือพิมพ์ พลาสติกคลุมดินหรือการปลูกพืชคลุมดิน การคลุมดินมีประโยชน์หลายประการ คือ ช่วยป้องกันการชะล้างหน้าดิน

และรักษาความชุ่มชื้นของดินเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำช่วยทำให้หน้าดินอ่อนนุ่มสะดวกต่อการไชชอนของรากพืช ช่วยรักษาอุณหภูมิของดินมิให้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันวัชพืชช่วยกระตุ้นให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นทั้งชนิดและปริมาณ นอกจากนี้วัสดุคลุมดินจะค่อย ๆ ย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่นการใช้เศษพืชคลุมดิน ซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ ของการคลุมดินดังกล่าวมานี้จะช่วยส่งเสริมให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี อนึ่งในการคลุมดินถ้าสามารถคลุมดินได้หนาพอจะช่วยป้องกันวัชพืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตดี อีกทั้งยังช่วยให้ดินที่เตรียมไว้ดีตั้งแต่ก่อนปลูกยังคงมีความอ่อนนุ่มและร่วนซุยตลอดฤดูอีกด้วย

1.3) การปลูกพืชหมุนเวียน : เนื่องจากพืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารแตกต่างกันทั้งชนิดและปริมาณ อีกทั้งระบบรากยังมีความแตกต่างกันทั้งในด้านการแผ่กว้างและหยั่งลึก ถ้ามีการจัดระบบการปลูกพืชอย่างเหมาะสมแล้วจะทำให้การใช้ธาตุอาหารมีทั้งที่ถูกใช้และสะสมสลับกันไปทำให้ดินไม่ขาดธาตุอาหารธาตุใดธาตุหนึ่ง

หัวใจของเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ดินดี พืชที่ปลูกอยู่บนดินที่ดีจะเติบโตแข็งแรงสามารถต้านทาน การทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืชได้และส่งผลให้ดีผลผลิตดี

2. ปลูกพืชหลายชนิด

การปลูกพืชหลายชนิดเป็นการจัดสภาพแวดล้อมในไร่-นา ซึ่งจะช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ เนื่องจากการปลูกพืชหลายชนิดจะทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลงจึงมีแมลงหลาหลายชนิดมาอาศัยอยู่ร่วมกัน ในจำนวนแมลงเหล่านี้จะมีทั้งแมลงที่เป็นศัตรูพืชและแมลงที่เป็นศัตรูธรรมชาติที่จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติในป่าที่อุดมสมบูรณ์นั่นเอง การปลูกพืชหลายชนิดสามรถทำได้หลายรูปแบบ เช่น

2.1) การปลูกหมุนเวียน : เป็นการไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกันหรือตระกูลเดียวกันติดต่อกันบนพื้นที่เดียวกัน การปลูกพืชหมุนเวียนจะช่วยหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคและแมลงและช่วยประโยชน์ในทางด้านการปรับปรุงดิน โดยมีหลักในการเลือกพืชชนิดต่าง ๆ มาไว้ในระบบการปลูกพืชหมุนเวียนดังนี้

  • ไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกันหรือตระกูลเดียวกันติดต่อกัน
  • ควรปลูกพืชกินใบ กินดอก/ผล และกินหัว สลับกัน เนื่องจากพืชทั้งสามชนิดนี้ จะมีความต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน
  • ควรปลูกพืชที่มีระบบรากสั้นและรากยาวสลับกัน เพื่อให้รากแผ่กระจายไปหาอาหารในดินที่ต่างระดับกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป
  • ควรปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วต่าง ๆ พืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนมากยิ่งขึ้น
  • ควรปลูกตระกูลหญ้า (เช่น ข้าว ข้าวโพด) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พืชตระกูลหญ้าช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุ และแมลงศัตรูพืชของพืชตระกูลหญ้าก็แตกต่างจากผักตระกูลต่าง ๆ เป็นการตัดวงจรอาหารของแมลง จะช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้
  • ควรปลูกพืชที่มีเศษเหลือทิ้งเช่น ส่วนของใบและลำต้นหลังจากเก็บเกี่ยวมากสลับกับพืชที่มีเศษเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวน้อย
  • ในการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นด้วย เช่น เลือกปลูกถั่วลิสง และดาวเรือง เพื่อป้องกันไส้เดือนฝอยรากปม

2.2) การปลูกพืชแซม : การเลือกพืชมาปลูกร่วมกัน หรือแซมกันนั้นที่เลือกมานั้นต้องเกื้อกูลกัน เช่น ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้อีกชนิดหนึ่ง ช่วยคลุมดิน ช่วยเพิ่มรายได้ก่อนเก็บเกี่ยวพืชหลัก เป็นต้น ตัวอย่างของการพืชแซมมี ดังต่อไปนี้

  • การปลูกดอกไม้สด ๆ เช่น บานชื่น บานไม่รู้โดย ดาวเรือง ดาวกระจาย ทานตะวัน รอบ ๆ แปลงผัก/สวนไม้ผล หรือปลูกแซมไปกับผัก/ไม้ผลอย่างประปรายก็ได้ สีของดอกไม้จะช่วยดึงดูดให้แมลงศัตรูธรรมชาติหรือแมลงตัวห้ำและตัวเบียนเข้ามาอยู่ในแปลงและน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ก็จะเป็นอาหารของแมลงเหล่านี้ด้วย แมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช
  • การปลูกตะไคร้หอมรอบ ๆ แหลง ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช เพื่อตัดใบตะไคร้หอมจะมีกลิ่นไล่แมลง ใบตะไคร้หอมนำมาใช้คลุมดินได้ดีและยังช่วยไล่แมลง หรืออาจตัดใบตะไคร้หอมโดยไว้ที่แปลงเพื่อป้องกันแมลงก้ได้ นอกจากนี้ในตะไคร้หอมยังนำมาทำน้ำยาสมุนไพรฉีดพ่นไล่แมลงได้อีกด้วย
  • การปลูกพืชบางชนิดซึ่งมีกลิ่นหรือสารไล่แมลงศัตรูพืช เช่น ผักกาดหอม กระเทียม ดาวเรือง ผักชี กระเพรา มะเขือเทศ ฯลฯ แซมลงไปในแปลงปลูกพืชหลักเพื่อลดแมลงศัตรูพืช เช่น ปลูกผักชีร่วมกับคะน้า เป็นต้น
  • การปลูกดาวเรืองร่วมกับพืชอื่น เช่น มันฝรั่ง มะเขือเทศ กล้วยหักมุก สับปะรด จะช่วยลดความเสียหายจากการทำงานของไส้เดือนฝอยรากปมได้ หรืออาจปลูกดาวเรืองหมุนเวียนเพื่อลดไส้เดือนฝอยดังที่กล่าวมาแล้ว
  • การปลูกหอมร่วมกับพืชตระกูลแตงเช่น แตงกวา แตงโม แคนตาลูป เป็นต้น หรือ การปลูกกุ๋ยไชร่วมกับพืชตระกูลพริม-มะเขือ จะช่วยป้องกันโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อฟิวซาเรียมได้เนื่องจากบริเวณรอบ ๆ รากหอมและรากกุ๋ยไชมีแบคทีเรียต่อต้านเชื้อราสาเหตุของโรคได้
  • การปลูกถั่วลิสงแซมระหว่างแถวของข้าวโพดจะช่วยทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติมาอาศัยอยู่ในแปลง เช่น แมงมุมตัวห้ำช่วยควบคุมหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด เป็นต้น

3. อนุรักษ์แมลงที่มีประโยชน์

3.1) การที่ไม่ใช้สารเคมี เนื่องจากสารเคมีทำลายทั้งแมลงศัตรูพืชและแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ด้วย การที่ไม่ใช้สารเคมีทำให้มีศัตรูธรรมชาติพวกตัวห้ำและตัวเบียนมากขึ้นในพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งศัตรูธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้

3.2) ปลูกดอกไม้สีสด ๆ เช่น บานชื่น ทานตะวัน บานไม่รู้โดย ดาวเรือง ดาวกระจาย เป็นต้น โดยปลูกไว้รอบแปลง หรือปลูกแซมลงในแปลงเพาะปลูก สีของดอกไม้จะดึงดูดแมลงนานาชนิด และในจำนวนนั้นก็มีแมลงศัตรูธรรมชาติด้วย จึงเป็นการเพิ่มจำนวนแมลงศัตรูธรรมชาติในแปลงเพาะปลูกซึ่งจะช่วยควบคุมแปลงศัตรูพืชให้แก่เกษตรกร

ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ สิ่งสำคัญของเกษตรอินทรีย์

ในการทำเกษตรอินทรีย์เนื่องจากเราไม่ใช้ปุ๋ยเคมีแต่จะหันมาปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทน ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด (สำหรับปุ๋ยคอกไม่ได้กล่าวถึงเนื่องจากนำปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์มาใช้เป็นวัสดุในการทำปุ๋ยหมัก) ส่วนปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม ไมโครไรซ่า ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเหล่านี้จะให้ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองแก่พืชอย่างครบถ้วนและในปริมาณที่มากพอจึงใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกพืชได้ และการใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมด้วยก็จะช่วยทำให้ไม่ต้องใช้ปุ๋ยหมักมาก จึงเป็นไปได้ที่จะทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่แปลงใหญ่มิใช่ทำแปลงเล็กหรือสวนครัวหลังบ้านเท่านั้น

การเปรียบเทียบผลของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพที่มีต่อดิน

ลักษณะปุ๋ยเคมีปุ๋ยอินทรีย์/
ชีวภาพ (จุลินทรีย์)
1. การดูดซับธาตุอาหารไม่มีดูดซับได้ดี
2. การอุ้มน้ำไม่มีทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
3. ความร่วนซุยของดินทำให้ดินอัดตัวเป็นก้อนแข็งในระยะยาวดินร่วนซุยดี
4. ระดับความเป็นกรดเพิ่มขึ้นช่วยรักษาสมดุลของความเป็นกรดด่าง
5. ระยะเวลาที่มีผลในดินระยะสั้นแต่จะหายไปเร็วจากการชะล้างหรือเปลี่ยนรูปคงอยู่ในดินนาน
6. ความเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เติบโตดีแต่เพียงระยะสั้นในระยะยาวไม่ดีเติบโตดีและนาน
7. การขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืชขยายพันธุ์รวดเร็วไม่มีผล
8. การป้องกันโรคพืชไม่ช่วยป้องกันช่วยป้องกัน

ปุ๋ยอินทรีย์

สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวิธีการทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำอย่างสั้น ๆ สำปรับปุ๋ยพืชสดนั้นก็เป็นการนำพืชตระกูลถั่วมาปลูกและเมื่อถึงระยะออกดอกซึ่งเป็นระยะที่พืชเจริญเติบโตเต็มที่ก็จะไถกลบและปล่อยให้ย่อยสลายเน่าเปื่อยผุพังไปก่อนแล้วปลูกพืชต่อไป การใช้ปุ๋ยพืชสดปรับปรุงดินนี้จะเป็นการเพิ่มทั้งอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน พืชตระกูลถั่วได้แก่ ถั่วพร้า โสน ปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลิสง ฯลฯ พืชตระกูลถั่วบางชนิดอาจปลูกแล้วรอเก็บผลผลิตก่อนก็ได้ เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เป็นต้น ในแต่ละปีควรปลูกพืชตระกูลถั่วปีละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย จะปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดหรือเพื่อเก็บผลผลิตก็ได้

ปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ให้ทั้งธาตุอาหารพืช จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ปุ๋ยหมักใช้เป็นปุ๋ยรองพื้นซึ่งจะใส่ในขณะเตรียมดินก่อนปลูกพืชโดยเฉพาะพืชผักและไม้ดอกอายุสั้นต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นไม้ผลจะใส่ตอนเตรียมหลุมปลูกและใส่ระหว่างปี ปีละ 1-2 ครั้ง การทำปุ๋ยหมักสามารถทำได้โดยใช้เศษพืช 2 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน ถ้าเศษพืชชิ้นใหม่หรือเป็นเส้นยาว เช่น ฟาง ต้นข้าวโพด ผักตอบชวา ต้นถั่วเศษเหลือทิ้งหลังจากการเก็บเกี่ยว เช่น ต้นมะเขือ เถาฟักทอง เป็นต้น ก็จะวางซ้อน ๆ กัน เป็นชั้น ๆ รดน้ำ พร้อมกับขึ้นไปย่ำให้แน่นพอสมควร แต่ละชั้นของเศษพืชอาจหนาประมาณ 20-30 ซม. สลับด้วยชั้นของมูลสัตว์ หนาประมาณ 5-10 ซม. หรือถ้าเป็นเศษพืชชิ้นเล็ก ๆ เช่น ขุยมะพร้าว แกลบ กากอ้อย ก็สามารถผสมคลุกเคล้ากับมูลสัตว์ให้เข้ากันพร้อม กับพรมน้ำให้ความชื้น ซึ่งทดสอบความชื้นในกองปุ๋ยได้โดยใช้มือกำเศษวัสดุแน่น ๆ แล้วมีน้ำไหลออกมาตามร่องนิ้วมือเล็กน้อยก็ใช้ได้ เมื่อกองปุ๋ยเสร็จควรหาวัสดุ เช่น ทางมะพร้าว ฟาง กระสอบเก่า ๆ เป็นต้น มาคลุมกอง การดูแลกองปุ๋ยก็โดยกลับกองปุ๋ยทุก 3-4 สัปดาห์ เป็นเวลาประมาณ 3 เดือนก็สามารถใช้ได้ เมื่อได้ปุ๋ยหมักที่สุดแล้วหรือปุ๋ยหมักย่อยสลายตัวดีสามารถนำไปใช้เพาะปลูกพืชได้ ปุ๋ยหมักที่สุกแล้วมีลักษณะ คือ วัสดุที่นำไปใช้ทำปุ๋ยจะเปื่อยยุ่ย สีน้ำตาลคล้ำหรือดำ มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นดินไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนมูลสัตว์อย่างครั้งเมื่อเริ่มทำกอง

ปุ๋ยหมักย่อยสลายตัวดีแล้วหรือปุ๋ยหมักที่สุกแล้วสามารถนำไปใช้เพาะปลูกพืชได้สำหรับสัดส่วนของเศษพืชและมูลสัตว์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตามที่กล่าวมาแล้วก็ได้ อาจปรับใช้ตามที่เกษตรกรสามารถหาได้ เช่น ถ้ามีมูลสัตว์มากและมีเศษพืชน้อยก็ทำได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือมีเศษอินทรีย์วัตถุเหลือทิ้งจากไร่นาชนิดใดก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ ที่สำคัญคือต้องหมักให้ย่อยสลายตัวดีก่อนนำไปใช้เพาะปลูกพืช ในการใช้ปุ๋ยหมักเพาะปลูกพืชเทคนิคสำคัญก็คือผสมคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินให้เข้ากันเป็นอย่างดีก่อนแล้วจึงปลูกพืช

ปุ๋ยน้ำชีวภาพ

ปุ๋ยน้ำชีวภาพเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการหมักซากพืชซากสัตว์ในน้ำโดยมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายมีลักษณะเป็นน้ำใช้เป็นปุ๋ยเสริมธาตุอาหารระหว่างการเจริญเติบโตของพืชจะให้ทั้งธาตุอาหารพืชและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชต่อไปนี้เป็นสูตรการทำปุ๋ยน้ำที่ใช้กันมากวัสดุที่ใช้มีดังนี้

  1. รำละเอียด 60 กก.
  2. มูลไก่ไข่ 40 กก.
  3. เชื้อ พ.ด.-1 1 ซอง

หมายเหตุ

  • ก. เชื้อ พ.ด.-1 เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ทำปุ๋ยหมักซึ่งกรมพัฒนาที่ดินผลิตขึ้น ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใช้ก็ได้
  • ข. เนื่องจากรำมีราคาแพงอาจใช้น้อยลงหรือถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ใช้ก็ได้

วิธีการทำและการใช้

นำวัสดุทั้งหมดมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันโดยพรมน้ำให้มีความชื้นขนาดมือกำแล้วปล่อยมือก้อนวัสดุก็ยังคงรูปอยู่ก็ใช้ได้ เมื่อคลุกเคล้าวัสดุดีแล้วให้ทำกองแล้วคลุมด้วยกระสอบคลุมกองไว้ 7-10 วัน โดยระหว่างนี้ต้องกลับกองทุกวัน ๆ ละ 1 ครั้ง หลังกลับกองต้องคลุมกองไว้เช่นเดิม เมื่อครบกำหนดให้แผ่กองปุ๋ยออกผึ้งให้แห้งในที่ร่ม เมื่อปุ๋ยแห้งแล้วให้เก็บรักษาโดยตักใส่กระสอบที่สามารถระบายอากาศได้ดี และเก็บไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวกจะเก็บไว้ได้นาน เมื่อจะนำปุ๋ยมาใช้ให้นำปุ๋ยแห้ง 1 กก. ผสมน้ำ 20 ลิตร โดยใส่ถังหรือตุ่มวางไว้ตามแปลงใช้ไม้ไผ่คนทุก ๆ วัน ๆ ละ 3-4 ครั้ง ๆ ละ 1 นาที ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะใช้ได้ (ถ้าไม่ใช้ไม้คนอาจใช้วิธีปั๊มอากาศเข้าไปก็ได้เช่นเดียวกับแบบตู้ปลา) แต่ควรผสมน้ำอีก 20-40 ท่า ก่อนนำไปรดต้นพืชอาจรดที่โคนต้น หรือปล่อยตามร่อง (หรือ ฉีดพ่นทางใบก็ได้) หรือจะต่อเข้ากับระบบการให้น้ำให้ปุ๋ยก็ได้ การให้ปุ๋ยน้ำจะให้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องของพืช ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะของใบพืช ถ้าใบพืชมีสีเหลืองซีดแสดงว่าได้รับธาตุอาหารไม่พอ ถ้าใบสีเขียวเข้มเกินไปแสดงว่าได้รับธาตุอาหารเกิน แต่ถ้าใบพืชเป็นสีเขียวแต่ไม่เขียวเข้มจนเกินไป ใบแผ่กว้าง เห็นเส้นใบชัดเจน ก้านใบชูรับแสงเต็มที่แสดงว่าพืชได้รับธาตุอาหารเหมาะสมดีแล้ว พืชที่ได้รับธาตุอาหารมากหรือน้อยเกินไปจะอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง แต่ถ้าพืชได้รับธาตุอาหารพอเหมาะจะแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ดีกว่า

ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยจุลินทรีย์

หมายถึง การนำเอาจุลินทรีย์มาใช้ปรับปรุงดินทางชีวภาพ กายภาพ ทางเคมีชีวะและทางการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ ตลอดจนการปลดปล่อยธาตุอาหารพืชจากอินทรีย์วัตถุ หรืออนินทรีย์วัตถุ หรือหมายถึงจุลินทรีย์ที่นำมาใช้เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตหรือเพิ่มความต้านทานของโรคพืช

ดังนั้นวิธีการที่จะช่วยปรับปรุงดินได้อย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งก็คือ การใส่ปุ๋ยชีวภาพ

ประเภทของปุ๋ยชีวภาพ

แบ่งออกตามชนิดของจุลินทรีย์หรือตามประเภทของธาตุอาหารที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ให้กับพืชซึ่งได้แก่ธาตุอาหารหลัก คือ ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม และในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะไรโซเบียมและไมโครไรซ่าเท่านั้น

1. ไรโซเบียม

เป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนที่อยู่ร่วมกับพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วต่าง ๆ ก้ามปู กระถินณรงค์ เป็นต้น ในแต่ละปี จุลินทรีย์สามารถนำธาตุไนโตรเจนกลับมาสู่ดินได้ประมาณ 170 ล้านตัน/ปี

จากผลการทดลองของกรมวิชาการเกษตรพบว่า การปลูกถั่วเปลืองโดยไม่ใช้ไรโซเบียมหรือปุ๋ยเคมีจะให้ผลผลิต 100-150 กก./ไร่ แต่ถ้าใช้เชื้อไรโซเบียมจะให้ผลผลิต 200-300 กก./ไร่ (ซึ่งเทียบเท่ากับต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 20 กก./ไร่ ในการปลูกถั่วเหลืองนี้)

หัวใจสำคัญที่ทำให้พืชตระกูลถั่วช่วยในการบำรุงดินก็คือไรโซเบียม ใช้ไรโซเบียมร่วมกับพืชตระกูลถั่วสามารถทดแทนปุ๋ยไนโตรเจนได้

การเกิดปม

  • จะเห็นปมถั่วภายใน 5-10 วัน ถ้าปลูกในเรือนทดลอง
  • จะเห็นปมถั่วภายใน 15-25 วัน ในสภาพไร่
  • ปมที่ดีจะมีภายในปมเป็นสีแดงเข้ม
  • ปมที่แก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว
  • ปมที่มีสีขาวซีดหรือเขียวอ่อนจะไม่มีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจน

อายุการเก็บรักษาปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม

  • ที่อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 5-6 เดือน
  • ที่อุณหภูมิ 4-10 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 1 ปี
  • ห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง (Freeze) เด็ดขาด เพราะเชื้อจะตาย และเชื้อไรโซเบียมไม่สามารถทนอุณหภูมิได้เกิน 40 องศาเซลเซียส

วิธีการคลุกเชื้อ

  • ใช้สารช่วยให้ติดเมล็ด เช่น น้ำมันพืช น้ำตาลทราย 30% แป้งเปียก เป็นต้น ใช้สารช่วยติดเมล็ด 300 ซี.ซี. ต่อเชื้อ 1 ซอง
  • เชื้อ 1 ซอง หรือ 200 กรัม ใช้คลุกกับเมล็ดถั่วเหลือง 10 กก. หรือ เมล็ดถั่วลิสง 15 กก. หรือเมล็ดถั่วเขียว 5 กก. แต่ต้องใช้ชนิดของเชื้อไรโซเบียมให้ตรงกับชนิดของเมล็ดถั่วนั้น ๆ

ข้อควรระวัง

  • ต้องใช้เชื้อไรโซเบียมให้ถูกต้องกับชนิดของถั่ว
  • ไม่ปล่อยให้เมล็ดที่คลุกเชื้อแล้วตากแดดตากลม ควรเก็บในถุงพลาสติกหรือภาชนะเปิดและไว้ในที่ร่ม
  • ไม่ทิ้งเมล็ดที่คลุกเชื้อไรโซเบียมไว้ข้ามคืน ถ้าเหลือควรผึ่งเมล็ดไว้ในที่ร่มและแห้ง แล้วคลุกเชื้อใหม่เมื่อต้องการปลูก
  • ไม่ปลูกเมื่อดินห้างมาก ๆ ควรปลูกเมื่อดินหมาด ๆ หรือปลูกแล้วให้น้ำได้ทันที
  • เมื่อหยอดเมล็ดแล้วควรกลบเมล็ดได้ดีเพื่อมิให้เมล็ดถูกแดดเผาและเชื้อตาย
  • อย่าใช้เชื้อไรโซเบียมที่หมดอายุแล้ว
  • สารป้องกันกำจัดโรคพืช แมลง และวัชพืช อาจมีผลต่อเชื้อไรโซเบียมได้
  • ปุ๋ยไนโตรเจนจะไม่ช่วยส่งเสริมการตรึงไนโตรเจนของไรโซเบียม ยิ่งใส่ปุ๋ยไนโตรเจนลงดินมากจะทำให้การตรึงไนโตรเจนลดลง
  • ดินร่วมซุยจะทำให้ไรโซเบียมเจริญได้ดีกว่าดินเหนียวและดินน้ำขัง

2. เชื้อไมโครไรซ่า

เป็นเชื้อรากลุ่มหนึ่งที่อยู่ในดินอาศัยอยู่ตามรากพืช โดยไม่ทำอันตรายกับพืช ทั้งนี้พืชและเชื้อราต่างพึ่งพาซึ่งกันและกันได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน เซลล์ของรากพืชและเชื้อราสามารถถ่ายทอดอาหารซึ่งกันและกันได้ ช่วยให้รากเพิ่มเนื้อที่ในการดูดอาหารจากดินเมื่อมีไมโครไรซ่าเกิดขึ้นที่ราก ซึ่งเนื้อที่ที่เกิดขึ้นเกิดจากเส้นใยที่เจริญอยู่รอบ ๆ รากทำให้สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารได้มากกว่ารากที่ไม่มีไมโครไรซ่า เส้นใยที่พันอยู่กับรากพืชจะไชชอนเข้าไปในดินช่วยดูดธาตุอาหารโดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัสและช่วยป้องกันมิให้ธาตุฟอสฟอรัสที่ละลายออกมาถูกตรึงโดยปฏิกิริยาทางเคมีของดินด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้ได้รับธาตุอาหารอื่น ๆ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี ด้วย ไมโครไรซ่าที่มีความสำคัญทางเกษตรกรรม และมีการศึกษาค้นหว้าวิจัยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรมี 2 พวก คือ

  • เอ็กโตไมโครไรซ่า จะพบในพืชพวกไม้ยืนต้น ไม้ปลูกป่า เช่น สน เป็นต้น
  • วี-เอสไมโครไรซ่า ซึ่งอยู่ในพวกเอ็นโดไมโครไรซ่าและจะพบในพืชพวกพืชไร่ พืชสวน พืชผัก ไม้ดอกและไม้ประดับ

สำหรับไมโครไรซ่าที่มีบทบาทต่อการเจริญเติบโต และช่วยเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย คือ วี-เอไมโครไรซ่า ซึ่งมีผู้นำมาใช้อย่างกว้างขวางกับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วต่าง ๆ มะม่วง ลำไย ทุเรียน สับปะรด และมะเขือเทศ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายแทนการใช้ปุ๋ยเคมีซึ่งมีราคาแพง

ประโยชน์ที่พืชได้รับจากไมโครไรซ่า

ไมโครไรซ่ามีประโยชน์ต่อการมีชีวิตอยู่ และการเจริญเติบโตของต้นไม้หลายทางด้วยกัน ที่สำคัญที่สุด คือ ไมโครไรซ่าสามารถช่วยเพิ่มความเจริญเติบโตให้กับพืช และพอสรุปประโยชน์ของไมโครไรซ่าได้ดังนี้

  • เพิ่มพื้นที่ของผิวรากที่จะสัมผัสกับดินทำให้เพิ่มเนื้อที่ในการดูดธาตุอาหารของรากมากขึ้น
  • ช่วยให้พืชดูดและสะสมธาตุอาหารต่าง ๆ ไว้และสะสมในราก เช่น ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน โพแทสเซียม แคลเซียม แร่ธาตุอื่นอีก
  • ช่วยดูดธาตุอาหารจากหินแร่ที่สลายตัวยากหรืออยู่ในรูปที่ถูกตรึงในดิน เช่น ฟอสฟอรัสให้แก่พืช ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในปริมาณที่ต่ำ ไมโครไรซ่ามีบทบาทสำคัญในการดูดซึมฟอสฟอรัสให้แก่พืช เนื่องจากฟอสฟอรัสมักถูกตรึงโดยทางเคมี รวมตัวกับเหล็ก อะลูมิเนียม แคลเซียม หรือแมกนีเซียมทำให้ไม่ละลายน้ำซึ่งอยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช นอกจากนี้ไมโครไรซ่ายังช่วยดูดพวกอินทรียวัตถุต่าง ๆ ที่สลายตัวไม่หมดให้พืชนำไปใช้ได้
  • เชื้อราไมโครไรซ่าในรากพืชทำหน้าที่ป้องกันและยับยั้งการเข้าสู่รากของโรคพืช
  • ทำให้โครงสร้างดินดี เนื่องจากมีการปลดปล่อยสารบางชนิด เช่น Polysaccharide และสารเมือกจากเชื้อราไมโครไรซ่า รวมกับเส้นใยของไมโคไรซ่าทำให้เกิดดากรจับตัวของอนุภาคดิน ช่วยให้โครงสร้างของดินดี ป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารจากดินเนื่องจากการชะล้างของน้ำและการพังทะลายของดิน และยังช่วยในการหมุนเวียนของธาตุอาหาร ทำให้ลดการสูญเสียของธาตุอาหารในระบบนิเวศน์ได้
  • ทำให้พืชทนแล้ง เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่ผิวรากในการดูดน้ำ ทำให้พืชทนแล้งและพืชสามารถฟื้นตัวภายหลังการขาดน้ำได้เร็วขึ้น

จากประโยชน์เหล่านี้พืชที่มีไมโครไรซ่าจึงเจริญเติบโตได้ดีกว่าพืชที่ไม่มีไมโครไรซ่าสำหรับไมโครไรซ่า ดังนั้น วิธีการนำไมโครไรซ่าไปใช้ เกษตรการสามารถทำได้ง่าย ๆ เช่น ไม้ผลจะขุดรอบ ๆ ทรงพุ่มลึกประมาณ 20-25 ซ.ม. ก็จะพบรากฝอยน้ำเชื้อไมโครไรซ่าไปโรยโดยรอบแล้วกลบดินจะช่วยให้ไม้ผลเติบโตได้ดี

การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีเกษตรอินทรีย์

การฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติในไร่-นาที่ผ่านมากใช้สารเคมีในรูปแบบต่าง ๆ มาอย่างมากและเป็นเวลานานให้กลับคืนมาตามหลักการทั้ง 3 ข้อ เป็นเรื่องที่เกษตรสามารถทำได้โดยใช้เวลาแต่ในปีกแรก ๆ จะประสบปัญหาโรคและแมลงรบกวนบ้างเนื่องจากดินที่เริ่มถูกปรับปรุงยังไม่มีความอุดมสมบูรณ์ดีพอและมีสารปนเปื้อนอยู่มากทำให้พืชยังไม่สามารถเติบโตและแข็งแรงได้อย่างเต็มที่ ทำให้อ่อนแอต่อการทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช อีกทั้งศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชก็ยังน้อยอยู่จึงทำให้เกษตรกรประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวนและผลผลิตต่ำในระยะ 1-3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นไปถ้ามีการจัดการดีจะทำให้ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชลดลงพร้อมทั้งผลผลิตก็จะสูงขึ้น การเพาะปลูกพืชก็ง่ายขึ้น การใช้ปุ๋ยธรรมชาติก็ลดลงรวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชก็ใช้ปัจจัยน้อยลงซึ่งก็หมายถึงต้นทุนการผลิตลดลง แต่ผลผลิตสูงขึ้นซึ่งเป็นการทำการเกษตรที่ยังยืน

ดังนั้น หากเกษตรกรประสบปัญหาศัตรูพืชสามารถป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมีซึ่งมีหลายแนวทางให้เลือกใช้หรืออาจนำหลาย ๆ แนวทางมาผสมผสานกันก็ได้ตามความเหมาะสม ศัตรูพืชแบ่งได้อย่างกว้าง ๆ ได้ 3 ประเภท คือ วัชพืช โรคพืชและแมลงศัตรูพืช ซึ่งจะสามารถป้องกันและกำจัดได้ดังแนวทางต่อไปนี้

การป้องกันและกำจัดวัชพืช

  1. ใช้วิธีการถอน ใช้จอบถาง ใช้วิธีการไถพรวน
  2. ใช้วัสดุคลุมดินซึ่งเป็นการปกคลุมผิวดินช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำและเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินอีกด้วย โดยส่วนใหญ่มักใช้วัสดุธรรมชาติ ได้แก่ เศษซากพืช หรือวัสดุเหลือใช้ในการเกษตร เช่น ฟางข้าว ตอซังพืช หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ต้นถั่ว ขุยมะพร้าว กากอ้อย แกลบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพลาสติกที่ผลิตขึ้นสำหรับการคลุมดินโดยเฉพาะซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน
  3. ปลูกพืชคลุมดิน เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินในสวนไม้ผล การปลูกพืชต่าง ๆ เช่น ผัก ไม้ดอก สมุนไพร แซมในสวนไม้ผล เป็นต้น

การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช

  1. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีกล (mechanical control) เช่น การใช้มือจับแมลงมาทำลาย การใช้มุ้งตาข่าย การใช้กับดักแสงไฟ การใช้กับดักกาวเหนียว เป็นต้น
  2. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีเขตกรรม (cultural control) เช่น
    2.1) การดูแลรักษาแปลงให้สะอาด
    2.2) การหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืช
    2.3) การเก็บเกี่ยวพืชเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายของโรคและแมลง
    2.4) การใช้ระบบการปลูกพืช เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซม
    2.5) การจัดการให้น้ำ
    2.6) การใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชเพื่อลดการทำลายของโรคและแมลง
  3. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี (biological control) คือการใช้ประโยชน์จากแมลงศัตรูธรรมชาติ คือ
    3.1) ตัวเบียน (parasite) ส่วนใหญ่หมายถึง แมลงเบียน (parasitic insects) ที่อาศัยแมลงศัตรูพืชเพื่อการดำรงชีวิตและการสืบพันธุ์ซึ่งทำให้แมลงศัตรูพืชตายในระหว่างการเจริญเติบโต
    3.2) ตัวห้ำ ได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตโดยการกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหารเพื่อการเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต ตัวห้ำพวกนี้ ได้แก่
    – สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ สัตว์ปีก เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู กิ้งก่า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ
    – ตัวห้ำส่วนใหญ่ที่มีความสำคัญในการควบคุมแมลงและไรศัตรูพืชได้แก่สัตว์ ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมงมุม ไรตัวห้ำ และตัวห้ำส่วนใหญ่ ได้แก่ แมลงห้ำ (predatory insects) ซึ่งมีมากชนิดและมีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว
    3.3) เชื้อโรค ส่วนใหญ่หมายถึงจุลินทรีย์ที่ทำให้แมลงศัตรูพืชเป็นโรคตาย เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา โปรโตซัว ไส้เดือนฝอยทำลายแมลงศัตรูพืช
    – การป้องกันโดยใช้พันธุ์ต้านทาน (host plant resistance)
    – การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สมุนไพรต่าง ๆ

ตัวอย่างการป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช

1. การใช้น้ำสกัดสมุนไพรในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น การใช้สะเดา ข่า และตะไคร้หอม ซึ่งทำได้โดยใช้สะเดา (ใช้ส่วนของเมล็ดแก่) ข่า (ใช้ส่วนของหัวข่าแก่) ตะไคร้หอม (ใช้ส่วนของใบสีเขียวเข้ม) อย่างละ 2 กก. โขลกหรือตำแล้วแช่น้ำ 20 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง โดยไว้ในที่ร่ม กรองเอากากออก น้ำยาได้จะเข้มข้นควรเจือจางด้วยน้ำประมาณ 8 เท่า (ควรเติมสารจับใบซึ่งจะใช้น้ำสบู่ 3 ช้อนแกงต่อน้ำยาที่ผสมแล้ว 20 ลิตร เพื่อให้น้ำยาเกาะติดใบและตัวแมลงได้ดีขึ้น) สูตรนี้ใช้ฉีดป้องกันและกำจัดหนอนและแมลงต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้กับแมลงทุกชนิด เช่นแมลงปีกแข็งพวกด้วงเต่าแตง จะใช้ไม่ค่อยได้ผลแต่น้ำสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าจะใช้ได้ผลดีกับแมลงปีกแข็งดังกล่าว ยังมีพืชสมุนไพรอีกมากมายหลายชนิดที่สามารถใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ เช่น ขมิ้น โล่ติ้น พริกขี้หนู สาบเสือ ยาสูบ ฯลฯ ซึ่งเราสามารถนำมาทดลองใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้โดยนำมาสกัดด้วยวิธีง่าย ๆ คือ บดแล้วแช่น้ำ นำน้ำสกัดสมุนไพรนั้นไปเจือจางตามความเหมาะสมแล้วนำไปฉีดพ่น ในช่วงที่มีหนอนมาก ควรฉีดพ่นทุก ๆ 3 วัน แต่อย่างไรก็ตามควรตรวจดูแมลงทุก ๆ เช้าถ้าพบก็ให้ใช้มือรีบกำจัดก่อน เช่น กลุ่มของไข่แมลง กลุ่มของตัวหนอน เป็นต้น ในการใช้สารสกัดสมุนไพรอาจจำเป็นต้องใช้บ่อยครั้งในช่วงแรก ๆ ของการทำเกษตรอินทรีย์เนื่องจากมีแมลงศัตรูธรรมชาติอยู่น้อยแต่ถ้าในช่วงหลัง ๆ ดินดีขึ้นและมีแมลงศัตรูธรรมชาติมากขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้สารสกัดสมุนไพรในการควบคุมแมลงศัตรูพืชหรืออาจใช้น้อยมากก็สามารถปลูกพืชได้ผลดีเช่นกัน

สารจับใบที่ได้จากน้ำสบู่สามารถทำได้โดยใช้สบู่ซันไลท์ 1 ก้อน หั่นเป็นฝอย ๆ เติมน้ำอุ่น 1 ลิตร คนให้ละลาย น้ำสบู่นี้จะใช้เติมในน้ำสมุนไพรได้ทุกสูตรซึ่งเป็นสารจับใบ เพื่อให้น้ำยาเกาะติดใบและตัวแมลงได้ดีขึ้น อัตราที่ใช้คือ ใช้น้ำสบู่ 3 ช้อนแกง ต่อน้ำสมุนไพรที่ผสมแล้ว 20 ลิตร

2. การใช้สารสกัดสมุนไพรป้องกันและกำจัดโรคพืช เช่น การใช้ว่านหางจระเข้ กระเทียม อย่างละ 200 กรัม บดแล้วกรองเอากากออก เติมน้ำให้ครบ 20 ลิตร เติมน้ำส้มสายชู 100 มิลลิลิตร และเติมน้ำสบู่ดังกล่าวมาแล้วด้วย ใช้ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน เพื่อป้องกันโรคราแป้งของพืชตระกูลแตงได้

3. การนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น เปลือกไข่นำมาห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วเผา และนำมาทุบให้พอละเอียด นำไปโรยรอบ ๆ ต้นพืช ช่วยป้องกันหนอนกระทู้ได้ เป็นต้น

ข้อเสนอแนะในการป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช

ในการทำเกษตรอินทรีย์ในระยะแรก ๆ หรือระยะเพิ่มปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรกรรมชาตินั้นเกษตรกรอาจประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช เกษตรกรควรแก้ปัญหานี้โดยใช้วิธีการห้องกันและกำจัดวิธีต่าง ๆ ผสมผสานกันไปโดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีดังที่ได้กล่าวมาแล้วและเมื่อทำเกษตรอินทรีย์ไปสักระยะหนึ่งดินจะดีขึ้นการเจริญเติบโตของต้นพืชก็จะดีขึ้นทำให้ต้นพืชแข็งแรง และนอกจากนี้ยังมีแมลงศัตรูธรรมชาติมากขึ้นแมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ก็จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้โดยธรรมชาติ

แนวทางการปรับเปลี่ยนมาสู่เกษตรอินทรีย์

การปรับเปลี่ยนมาสู่เกษตรอินทรีย์เกษตรกรอาจทดลองเลือกพื้นบางส่วนทำเกษตรอินทรีย์โดยเลิกใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในพื้นที่เล็ก ๆ ก่อนและเมื่อได้เรียนรู้และทำได้ดีแล้วก็ค่อย ๆ ขยายพื้นที่ออกไป หรืออีกแนวทางหนึ่งคือทาการลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในพื้นที่ทั้งหมดโดยค่อย ๆ ลดทีละน้อย และในที่สุดก็สามารถทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ทั้งหมดได้อย่างเต็มรูปแบบ

เทคนิคการผลิตผัก

ในการเพาะปลูกพืชผักต่าง ๆ ให้ได้ผลผลิตดีและมีคุณภาพดีนั้นนอกจากหลักเกษตรอินทรีย์ที่กล่าวมาแล้วเราจำเป็นต้องเรียนรู้ลักษณะและความต้องการของพืชชนิดนั้น ๆ ด้วยซึ่งจะไม่ขอกล่าวไว้ในที่นี้แต่จะอ่านได้จากหนังสือเกี่ยวกับผักไม้ดอก ไม้ผลแต่ละชนิด ซึ่งจะช่วยให้การเพาะปลูกพืชผักได้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

เราได้อะไรจากการทำเกษตรอินทรีย์

ถ้าเราทำเกษตรอินทรีย์เราได้รายได้เป็นตัวเงินจากการขายผลผลิตและได้รายได้ที่ไม่ใช่ตัวเงินแต่เป็นรายได้ในรูปต่าง ๆ เช่น อาหารที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัว เกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาล ในด้านสิ่งแวดล้อมวิธีการเกษตรอินทรีย์จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้อยู่ชั่วลูกชั่วหลาน รัฐบาลไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหามลพิษต่าง ๆ เกษตรอินทรีย์เป็นรูปแบบหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ คือ การอุ้มชูตนเองได้ พออยู่พอกิน ผลิตของกินเอง ให้ใช้สิ่งที่ผลิตที่ปลูก เกื้อกูลกัน มีเหลือแบ่งปัน มีความพอเพียงกับตนเองกับครอบครัวและชุมชน