วัชพืช (Weeds)

วัชพืช

วัชพืช จัดเป็น plant out of place คือ เป็นพืชที่ขึ้นในที่ๆ คนไม่ต้องการให้ขึ้น วัชพืชส่วนมากเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมดี และสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับการเกษตรของคนได้เป็นอย่างดี วัชพืชจำแนกได้ออกเป็น 3 พวก โดยอาศัยลักษณะการเจริญเติบโตและช่วงอายุ (growth habit)

  1. annual ได้แก่พวกที่เจริญเติบโตจากเมล็ดและให้ดอก ผล เมล็ด ภายใน 1 ปี
  2. biennial เป็นพวกที่มีช่วงอายุ 2 ปี ในปีแรกเจริญจากเมล็ดและเติบโตในทาง ลำต้น ใบ กิ่ง ส่วนในปีที่สองจะให้ดอกผลและเมล็ด
  3. perennials ได้แก่พวกที่มีอายุมากกว่า 2 ปี ขึ้นไปสามารถให้ดอก ผล เมล็ด ได้ทุกๆ ปี

ความเสียหายจากวัชพืช

ส่วนมากแล้วความเสียหายที่เกิดจากวัชพืชคนมักนึกไม่ถึง เกษตรกรต้องเสียหายหลายอย่าง ตั้งแต่คุณภาพผลผลิตต่ำลง พื้นที่ๆ ใช้ในการเพาะปลูกเลวลง นอกจากนี้วัชพืชยังทำให้การเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เป็นต้นว่า กลิ่นของวัชพืชเป็นกลิ่นที่สัตว์ไม่ชอบวัชพืชบางชนิดสัตว์กินไปแล้วเป็นพิษ ถ้าเลี้ยงสัตว์เอาขน เช่น แกะ ก็ทำให้คุณภาพของขนเลวลง เกษตรกรยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืชรวมทั้งแรงงานและเครื่องมือ

ถ้าสรุปความเสียหายที่เกิดจากวัชพืชแล้วผลแยกได้เป็นข้อใหญ่ๆ ดังนี้

(1) ทำให้ผลผลิตต่ำลง (Lowered Crop Yield) วัชพืชจะแย่ง น้ำ ธาตุ อาหารจากพืชหลักที่เพาะปลูก ทำให้ผลผลิตต่ำๆ ลง เป็นต้นว่า ปกติได้ข้าว 40 ถังต่อไร่ ถ้ามีวัชพืชขึ้นผลผลิตอาจเป็น 20 ถัง ต่อไร่

(2) ทำให้ราคาที่ดินต่ำลง (Reduced land values) พื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นปกคลุมหนาแน่นมักไม่มีราคา และถ้าวัชพืชนั้นเป็นพวกที่ร้ายแรงยากต่อการกำจัดที่ดินนั้นก็ยิ่งไม่มีราคามากขึ้น ข้อนี้มีผลในด้านการกู้เงินจากธนาคารมาลงทุน

(3) ทำให้ราคาผลิตผลตกต่ำ (Reduced Unit Value of Crop) ทุ่งหญ้าที่ใช้เลี้ยงโคนมถ้ามีวัชพืชขึ้นอยู่มาก น้ำนมที่ได้จะมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาผลผลิตก็ต่ำลง

(4) วัชพืชหลายชนิดเป็นที่พักอาศัยของโรคพืชและแมลงศัตรูพืชนอกฤดูกาลเพาะปลูกโรคพืชและแมลงอาจจะพักตัวอยู่ในวัชพืชนอกฤดูกาลเก็บเกี่ยว และพืชหลายชนิดอาจจะอาศัยแมลงเป็นตัวแพร่เชื้อ

(5) วัชพืชที่เป็นพิษ พวกนี้ถ้าเป็นสัตว์กินเข้าไปอาจทำให้สัตว์ตายได้ death comas และ cocklebur seedings

ปัญหาของวัชพืช

ปัญหาวัชพืชในหลายท้องที่เกิดจากการใช้เมล็ดพืชที่เมล็ดของวัชพืชปนในการเพาะปลูก วิธีนี้เป็นวิธีที่วัชพืชร้ายหลายชนิดถูกนำเข้าไปในท้องที่ใหม่ สาเหตุและปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องวัชพืชพอสรุปได้ดังนี้

  1. วัชพืชหลายชนิดเมื่อไถกลบแล้วไม่ตาย สามารถงอกโตขึ้นมาได้อีก
  2. กฎหมายที่ควบคุมเรื่องวัชพืชไม่รัดกุม หรือไม่ก็ด่านกักกันพืชทำงานหละหลวม
  3. การสูญเสียหน้าดิน (soil erosion) ทำให้พืชที่ปลูกโตช้ากว่าวัชพืช
  4. ในท้องที่ๆ ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยววัชพืชจะขึ้นคลุมพื้นที่นั้นหมด และยากที่จะกำจัดทิ้งภายหลัง

Noxious Weed หมายถึงวัชพืชที่ร้ายแรงมากยากที่จะกำจัดให้หมดไปได้ วัชพืชที่จัดเป็น noxious weed ในท้องที่หนึ่งสภาพดินฟ้าอากาศอาจเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของวัชพืชนั้น แต่ในอีกท้องที่หนึ่งอาจร้อนมาก หรือ หนาวจัด จนวัชพืชชนิดเดียวกันนี้ไม่สามารถขึ้นได้

วิธีการควบคุมและกำจัดวัชพืช (Control of weeds)

วิธีการควบคุมวัชพืชมีหลายวิธี บางวิธีก็เป็นการป้องกัน บางวิธีก็เป็นการกำจัดปัจจุบันนี้วิธีที่นิยมและแพร่หลายคือการใช้สารประกอบเคมี การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชเริ่มในปี 1896 ในประเทศฝรั่งเศส สารเคมีที่ใช้กัน คือ ทองแดงซัลเฟต ต่อมาเพื่อพบ 2,4-D (2,4-Dichlorophenoxy acetic acid) สารประกอบนี้ก็เริ่มแพร่หลายและยังเป็นที่นิยมใช้กันจนกระทั่งปัจจุบัน การทำงานหรือฤทธิ์ของสารเคมีที่ใช้กำจัดวัชพืช (herbicide) แบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ

  1. Contact ถ้าสารเคมีถูกต้นวัชพืชส่วนใดส่วนหนึ่ง ส่วนนั้นจะตาย
  2. translocate สารเคมีพวกนี้จะต้องถูกดูดซึมเข้าไปตามส่วนต่างๆ ของพืชก่อน แล้วจึงจะทำให้พืชตาย การดูดซึมอาจเป็นทางรากหรือใบ
  3. soil sterilant สารเคมีพวกนี้เป็นพวกที่ใช้อบดินแล้วทำให้พืชสีเขียวต่างๆ ไม่สามารถขึ้นได้ โดยทั่วไปแล้วสารพวกนี้มักทำให้ต้นกล้าตาย หรือ เมล็ดไม่สามารถงอกได้

วิธีการควบคุมและจำกัดวัชพืชแบบอื่นๆ คือ

  1. ใช้เมล็ดสะอาดไม่มีเมล็ดวัชพืชปะปน
  2. ปลูกพืชหมุนเวียน
  3. ปลูกพืชตลอดปีไม่ให้พื้นที่ว่างเปล่า
  4. ปลูกพืชที่โตเร็ว
  5. เผาพื้นที่ก่อนทำการเพาะปลูก
  6. ใช้แรงงาน ดาย ถาง