ธาตุอาหารของพืช

ธาตุอาหารของพืช

ธาตุอาหารของพืช ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำและแร่ธาตุหลายๆ ชนิดซึ่งต่างก็เป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารเพื่อการเจริญเติบโตและออกดอกอกผล ดังนั้น nutrition จึงเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งในการดำรงชีวิตและการเจริญเติบโตของพืชเป็นอย่างมาก สมควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะประกอบกิจการทางด้านกสิกรรม พืชได้รับ nutrition ต่างๆ เหล่านี้จากสิ่งแวดล้อมรอบๆ พืชนั้น เช่น ได้น้ำและแร่ธาตุต่างๆ จากดิน ได้คาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ เพราะฉะนั้นสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินจึงนับว่ามีความสำคัญและมีอิทธิพลมากในแง่ที่ว่าพืชจะได้รับ nutrition เพียงพอหรือไม่ ซึ่งในที่นี้เราจะกล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง ทำอย่างไรจึงจะทำให้ดินมีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้นและแร่ธาตุอะไรบ้างที่จำเป็นแก่การเจริญเติบโตของพืช

ชนิดและที่มาของธาตุอาหารของพืช

ธาตุอาหารของพืช ที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของพืชซึ่งเรียกว่า essential elements มีอยู่ 16 ธาตุด้วยกัน คือ

  1. คาร์บอน (C)
  2. ไฮโดรเจน (H)
  3. อ็อกซิเจน (O)
  4. ไนโตรเจน (N)
  5. ฟอสฟอรัส (P)
  6. โปรแทสเซียม (K)
  7. แคลเซียม (Ca)
  8. แมกนีเซี่ยม (Mg)
  9. ซัลเฟอร์ (S)
  10. เหล็ก (Fe)
  11. แมงกานีส (Mn)
  12. โบรอน (B)
  13. โมลิบดินั่ม (Mo)
  14. ทองแดง (Cu)
  15. สังกะสี (Zn)
  16. และคลอรีน (CI)

ธาตุเหล่านี้มีแหล่งที่มาใหญ่ๆ สามทางด้วยกันคือ อากาศ น้ำและดิน พืชได้รับคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนจากน้ำและอากาศซึ่งมีอยู่พอเพียงจึงไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงอีกต่อไป ส่วนที่เหลืออีก 13 ธาตุนั้นพืชดูดดึงขึ้นมาจากดินโดยทางราก และเป็นธาตุที่มักจะมีไม่ค่อยเพียงพอแก่ความต้องการของพืช แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมได้ อาหารธาตุทั้ง 3 ชนิดนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองพวกใหญ่ๆ โดยอาศัยปริมาณที่พืชนำไปใช้ดังนี้

(1) Macronutrient elements ธาตุอาหารพวกนี้พืชต้องการใช้เป็นปริมาณมากมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 ธาตุ คือไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โปแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนิเซียม (Mg) และซัลเฟอร์ (S) ธาตุเหล่านี้มักจะขาดแคลนอยู่เสมอโดยเฉพาะสามธาตุแรก เพราะนอกจากพืชต้องการใช้เป็นจำนวนมากแล้วยังมีอยู่ในดินเป็นจำนวนค่อนข้างจำกัดอีกด้วย ดังนั้น ในการปลูกพืชลงไปในที่เดียวกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้ธาตุเหล่านี้หมดไป และบริษัทที่ผลิตปุ๋ยขายมักจะใช้ธาตุทั้งสามเป็นหลักในการผลิตปุ๋ย เราจึงเรียกธาตุนี้ว่า fertilizer elements หรือ major elements หรือ primary elements สำหรับธาตุ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และซัลเฟอร์นั้นพืชต้องการน้อยกว่าสามธาตุแรก และโดยปกติจะมีอยู่ในดินเป็นจำนวนพอเพียง เราเรียกธาตุทั้งสามนี้ว่า secondary elements

(2) Micronutrient element (trace หรือ minor elements) เป็นธาตุที่ต้องการใช้ในปริมาณน้อย สำหรับการเจริญเติบโตและมีความสำคัญต่อการเติบโตของพืชไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพวก macronutrient elements ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) และคลอรีน (CI) อาหารธาตุพวกนี้อยู่ในดินเป็นจำนวนน้อย แต่เนื่องจากพืชต้องการเป็นปริมาณน้อย ปัญหาการขาดธาตุพวกนี้จึงไม่ค่อยปรากฏนัก นอกจากนั้น ธาตุเหล่านี้ถ้ามีอยู่ในดินมากเกินควรอาจเป็นพิษกับพืชได้ ดินที่มักเกิดปัญหาเกี่ยวกับการขาดธาตุอาหารเหล่านี้จะเป็นดินที่ปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานานและไม่เคยให้ปุ๋ยเลย หรือเป็นดินที่เป็นต่างจัด (alkaline soil) หรือดินทราย ทั้งนี้เพราะในดินทรายมีปริมาณธาตุพวกนี้น้อยมากส่วนในที่ดินที่เป็นด่างจัดแม้มีธาตุพวกนี้อยู่มาก แต่ธาตุพวกนี้ส่วนมากจะอยู่ในรูปหรือสภาพที่พืชใช้ไม่ได้

หน้าที่และความสำคัญของธาตุอาหารของพืช

ไนโตรเจน (N)

เป็นธาตุที่มีบทบาทเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของพืชอย่างเห็นได้ชัดที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ amino acies, chlorophyll และ enzyme ต่างๆ ซึ่งอาจจะสรุปถึงความสำคัญและหน้าที่ของไนโตรเจนที่มีต่อการเติบโตของพืชอย่างกว้างๆ ดังนี้

  • ช่วยกระตุ้น (stimulate) ให้พืชเจริญเติบโตและมีความแข็งแรง
  • ทำให้ใบไม้สีเขียวเข้ม
  • ส่งเสริมให้พืชตั้งตัวได้เร็วในระยะแรกของการเจริญเติบโต
  • เพิ่มปริมาณโปรตีนให้แก่พืช
  • ควบคุมการออกดอกออกผลของพืชและทำให้พืชมีผลผลิตสูงขึ้น

ถ้าไนโตรเจนในดินมีปริมาณไม่เพียงพอแก่ความต้องการของพืช อาการขาดแร่ธาตุชนิดนี้ก็จะเกิดขึ้น พืชแต่ละชนิดจะมีอาการขาดธาตุอาหารต่างกัน แต่โดยทั่วๆ ไปแล้วพืชที่ขาดธาตุไนโตรเจนมักจะแสดงอาการดังต่อไปนี้

  • พืชจะสูญเสียสีเขียวโดยเฉพาะที่ใบ ใบของพืชจะมีสีเหลืองผิดปกติ โดยใบข้างล่างจะเหลืองก่อน
  • พืชบางชนิดจะมีลำต้นสีเหลือง หรือมีสีชมพูเจือปนอยู่ด้วย
  • พืชพวกหญ้า ใบของพืชที่อยู่ข้างล่างจะมีสีเหลืองปนสีส้ม โดยเริ่มที่ปลายและขอบของใบแล้วค่อยๆ แห้งและลุกลามเข้ามาเรื่อยๆ จนในที่สุดใบจะร่วงหล่นลงมาจากต้นก่อนถึงกำหนด
  • ลำต้นผอมสูง กิ่งก้านลีบเล็กและมีน้อย
  • พืชจะไม่เติบโตหรือโตช้ามาก การงอกของยอดและกิ่งก้านก็ช้า
  • ให้ผลผลิตต่ำและคุณภาพเลว

แต่ถ้าพืชได้รับอาหารธาตุไนโตรเจนมากเกินพอ ซึ่งส่วนใหญ่เนื่องจากการให้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างหละหลวม ผลเสียหายก็จะเกิดขึ้นแก่พืชดังนี้ คือ

  • คุณภาพของเมล็ด ผล และใบเสื่อมลง
  • ทำให้พืชแก่ช้าผิดปกติ เพราะไนโตรเจนส่งเสริมให้มีการเจริญเติบโตอยู่เรื่อยๆ
  • ทำให้ผลผลิตของพืชที่ให้เมล็ดลดลง เพราะในสภาพที่มีไนโตรเจนมากๆ นั้น พืชมุ่งในการสร้างยอด ลำต้น กิ่งและใบมากกว่าการสร้างดอกและเมล็ด
  • ทำให้พืชพวกข้าวและข้าวโพดมีลำต้นอ่อน ล้มง่าย
  • ความต้านทานต่อโรคลดลง

ฟอสฟอรัส (P)

เป็นองค์ประกอบสำคัญนของ enzyme ต่างๆ หลายชนิดที่จำเป็นต่อกระบวนการเมตาบอลิซึม (metabolism) ของพืช และยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ adenosine triphosphate (ATP) ซึ่งจะปลดปล่อย energy ออกมา ทำให้สารที่เฉื่อยไม่ยอมทำปฏิกิริยากับใครกลายเป็นสารประกอบที่ active และชอบทำปฏิกิริยากัน พอจะสรุปถึงความสำคัญของฟอสฟอรัสที่มีต่อการเจริญเติบโตของพืชทั่วๆ ไปได้ดังนี้

  • ช่วยให้รากดูดดึงโปแตสเทียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
  • ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากฝอยและรากแขนงในระยะแรกของการเจริญเติบโต
  • ช่วยเร่งให้พืชแก่เร็ว ช่วยในการออกดอกและสร้างเมล็ดของพืช พบมากตรงส่วนเมล็ดและผล
  • ทำให้ผลิตผลของพืชมีคุณภาพดี
  • ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อโรคบางชนิด
  • ช่วยทำให้ลำต้นของพืชพวกข้าวแข็งแรงไม่ล้มง่าย

ดินส่วนมากมักจะมีฟอสฟอรัสอยู่น้อยจึงไม่ค่อยเพียงพอกับความต้องการของพืช พืชบางชนิดเมื่อขาดธาตุชนิดนี้จะแสดงอาการขาดอาหารธาตุอย่างเห็นได้ชัด แต่พืชบางชนิดก็จะสังเกตเห็นได้ยาก และมีอาการแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามอาการของพืชที่ขาดอาหารธาตุฟอสฟอรัสจะมีลักษณะโดยทั่วๆ ไปดังนี้

  • พืชจะแก่ช้ากว่าปกติ ต้นแคระแกรน พืชบางชนิดอาจมีลำต้นหรือเถาบิดเป็นเกลียวเนื้อไม้จะแข็งแต่เปราะและหักง่าย
  • รากเจริญเติบโตและแพร่กระจายลงไปในดินช้ากว่าที่ควร
  • ดอกและผลที่ออกมาจะแคระแกรนถึงแม้บางครั้งใบและลำต้นของพืชจะดูสมบูรณ์ก็ตาม
  • พืชพวกธัญพืช (cereal) จะล้มง่าย
  • ใบและลำต้นของพืชบางชนิดจะมีสีม่วง

โปแตสเซี่ยม (K)

ปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบแน่นอนว่าโปแตสเซี่ยมเป็นองค์ประกอบของสารอะไรบ้างในพืช แต่พบว่าต้องการมากขณะที่ยังอ่อนอยู่และในระหว่างการเจริญเติบโต โปแตสเซี่ยมมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชดังนี้

  • เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสังเคราะห์โปรตีน
  • เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสร้าง carbohydrate
  • ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบและราก
  • ช่วยทำให้ cell อิ่มน้ำอยู่เสมอ เพราะโปแตสเซี่ยมช่วยให้รากสามารถดูดน้ำได้ดีขึ้น ดังนั้น พืชที่มีโปรแตสเซี่ยมพอเพียงจึงทำแล้งได้ดีกว่าพืชที่ขาดธาตุชนิดนี้
  • ช่วยทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคบางอย่างได้

เมื่อพืชได้รับโปแตสเซี่ยมไม่เพียงพอก็จะแสดงอาการของธาตุชนิดนี้ออกมาให้เห็น แต่จะเด่นชัดหรือมีลักษณะพิเศษเพียงใดย่อมแล้วแต่ชนิดของพืช และความมากน้อยของโปแตสเซี่ยมที่พืชขาด อาการของโปรแตสเซี่ยมที่เกิดขึ้นกับพืชโดยทั่วๆ ไป มีดังนี้

  • ขอบใบเริ่มมีสีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล โดยเริ่มต้นจากปลายใบเข้าสู่กลางใบต่อมาส่วนที่เป็นสีน้ำตาลก็จะเหี่ยวแห้งไปซึ่งเรียกกันว่า firing หรือ scorching
  • มักจะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่ำ เช่นพืชพวกธัญพืชจะให้เมล็ดที่ลีบและมีน้ำหนักเบาผิดปกติ สำหรับพืชที่ให้หัวที่รากจะมีแป้งน้อยและมีน้ำมาก ข้าวโพดจะให้ฝักที่มีเมล็ดไม่เต็มฝัก และฝักจะมีรูปร่างเล็กผิดปกติ ใบยาสูบมีคุณภาพต่ำเพราะติดไฟยากและมีกลิ่นไม่ดี สำหรับพวกไม้ผลจะทำให้สีของผลที่ได้ไม่สู้ดี เนื้อจะฟ่ามไม่แน่น ทำให้ราคาต่ำ
  • มักจะอ่อนแอมีความต้านทานโรคน้อย

แคลเซี่ยม (Ca)

เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญสำหรับพืชสีเขียวทุกชนิด มีสะสมอยู่มากในส่วนที่เป็นใบและลำต้น รากของพืชจะดูดน้ำขึ้นมาจากดินในรูปของ calcium ion (Ca++) แล้วนำมาสร้างสารประกอบชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เชื่อม cell wall ของ cell ของพืชให้ติดต่อกัน นอกจากนี้แคลเซียมยังช่วยเร่งการงอกของรากฝอย ส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบและยังเกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของดอกอีกด้วย เนื่องจากธาตุนี้เป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนที่ (immobile) เพราะฉะนั้นถ้าพืชขาดก็จะแสดงอาการออกมาที่ยอดของพืชก่อนเสมอ เพราะแคลเซียมจากใบแก่ที่อยู่ข้างล่างไม่อาจเคลื่อนย้ายขึ้นไปชดเชยได้ ดังนั้นยอดและดอกของพืชจะลีบและหงิก ใบอ่อนจะม้วนงอโดยที่ขอบใบทั้งสองข้างจะม้วนเข้าหากัน แต่ปลายใบจะหงิกไปทางด้านหลัง บางครั้งอาจมีจุดสีน้ำตาลเกิดขึ้นที่ใบด้วย ต่อมายอดจะตายไปเมื่อมียอดแตกออกมาใหม่ก็จะมีอาการอย่างเดียวกันและตายไป

แมกนีเซียม (Mg)

โดยปกติจะมีธาตุแมกนีเซียมอยู่ในพืชน้อยกว่าแคลเซียมและมักสะสมอยู่ในส่วนสำคัญๆ ของพืช เช่น ใบและเมล็ดเป็นต้น แต่มีอยู่น้อยในส่วนที่ทำหน้าที่สะสมอาหาร (storage) เช่น ราก และลำต้น เนื่องจากแมกนีเซียมเป็นธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย (mobile) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสารประกอบพวก chlorophyll ซึ่งมีความสำคัญมากในพืชและทำหน้าที่ส่งเสริมการทำงานของ enzyme ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง protein, carbohydrate, oil และ vitamin ในพืช ดังนั้นพืชที่ขาดแมกนีเซียมจะแสดงอาการที่ใบแก่ก่อนส่วนอื่น โดยสูญเสีย chlorophyll ไปทำให้มีลักษณะเป็นดวงหรือแถบอยู่ระหว่างเส้นใบ (vein) ส่วนสีของเส้นใบนั้นจะยังคงมีสีเขียวเป็นปกติอยู่ แต่ถ้าอาการขาดธาตุนี้มากขึ้นจะค่อยๆ ลุกลามจากใบล่างขึ้นไปถึงใบชั้นบน ใบล่างจะเหลืองและซีดหมดทั้งใบ และในที่สุดทั้งหมดก็จะเหี่ยวตายไป

ซัลเฟอร์ (S)

เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสารประกอบพวกโปรตีนบางชนิด วิตามินบางชนิด และสารประกอบบางชนิดที่มีกลิ่นแรงซึ่งเป็นกลิ่นที่มีคุณสมบัติประจำตัวพิเศษ (mercaptans) เช่นกลิ่นของหอมและกระเทียม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลในการควบคุมการเกิดขึ้นของ chlorophyll ส่งเสริมการเจริญเติบโตของระบบรากของพืชและส่งเสริมให้พืชติดเมล็ดดี พืชที่ขาดซัลเฟอร์จะมีใบเหลืองคล้ายๆ กับขาดไนโตรเจน ยอดของพืชจะหยุดชะงักการเจริญเติบโตลำต้นลีบเล็กอาการที่พืชขาดซัลเฟอร์นั้นผิดกับที่ขาดไนโตรเจนอยู่บ้างคือ พืชที่ขาดไนโตรเจนนั้นจะเหลืองทั้งต้น โดยเฉพาะใบตอนล่างจะเห็นได้ชัดและแห้งตายไปในที่สุด ส่วนพืชที่ขาดซัลเฟอร์นั้นอาการเหลืองมักจะเริ่มต้นที่ส่วนของยอด โดยที่ใบตอนล่างยังเขียวอยู่ไม่เหมือนอย่างพืชขาดไนโตรเจน ที่เป็นเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าธาตุซัลเฟอร์เป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนที่ (immobile)

โบรอน (B)

เนื่องจากโบรอนเป็นธาตุที่เคลื่อนที่ได้ค่อนข้างยาก (immobile) เพราะฉะนั้นเมื่อพืชขาดโบรอนจะแสดงอาการที่ยอดอ่อนของพืช โดยยอดอ่อนจะบิด ใบม้วนงอผิดปกติ นอกจากนี้อาจะเกิดมียอดกิ่งหรือหน่อใหม่ๆ แทงออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ก็จะแห้งตายไปในไม่ช้า เปลือกของลำต้นจะแตกเป็นร่องและเกิดการสะสมของสารประกอบบางชนิดซึ่งมีส่วนทำให้ท่อส่งน้ำและอาหารตัน อันเป็นเหตุให้ดอกและผลมีรูปร่างบิดเบี้ยว สำหรับพืชที่ให้หัวที่ราก เช่น ผักกาดหัว, กะหล่ำปลี จะมีจุดสีน้ำตาลหรือดำอยู่ภายในส่วนต่างๆ ของพืช แต่ถ้าหากว่าในดินมีโบรอนมากเกินไปรากพืชก็จะได้รับอันตรายจนอาจถึงตาย

แมงกานีส (Mn)

เป็นธาตุที่เคลื่อนที่ได้ง่าย เมื่อพืชขาดธาตุนี้ใบชั้นล่างของลำต้นจะเหลือง (chlorosis) ตามบริเวณระหว่างเส้นใบเนื่องจากขาด chlorophyll ส่วนบริเวณที่ติดกับเส้นใบยังมีสีเขียวเป็นปกติ ลักษณะอื่นโดยทั่วๆ ไปก็เหมือนกับการขาดแมกนีเซียมดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น

เหล็ก (Fe)

ช่วยกระตุ้นให้พืชสร้าง chlorophyll ดินจะขาดธาตุนี้ก็ต่อเมื่อสภาพของดินไม่เหมาะสม เช่นมีความเป็นด่างมากหรือได้รับปุ๋ย phosphate มากเกินไป เหล็กเป็นธาตุที่เคลื่อนที่ได้ยาก (immobile) ดังนั้น อาการขาดเหล็กมักจะเกิดขึ้นกับส่วนที่ยอดของพืชก่อน ใบที่ยอดจะเล็กผิดปกติและมีสีเหลืองหรือสีขาว การขาดธาตุเหล็กนี้มักเกิดขึ้นกับพวกไม้ยืนต้นและไม้พุ่มมากกว่าพวกพืชล้มลุกและพืชพวกหญ้า

ทองแดง (Cu)

มีความสำคัญต่อพืชคือ ทำหน้าที่ส่งเสริมให้พืชสร้างวิตามินเอ เกี่ยวข้องโดยทางอ้อมในขบวนการสร้าง chlorophyll ป้องกันมิให้ chlorophyll ที่สร้างขึ้นแล้วถูกทำลายไปและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญใน enzyme บางชนิดเมื่อขาดธาตุทองแดงใบจะมีสีเขียวเข้มจนผิดสังเกตแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนในที่สุดพืชหยุดชะงักการเจริญเติบโต แต่ถ้าขาดทองแดงมากๆ ใบและกิ่งของพืชจะแห้งและร่วง

สังกะสี (Zn)

ในขณะนี้ยอมรับกันว่า สังกะสีมีบทบาทในการสร้าง chlorophyll และการเจริญเติบโตของพืช เมื่อพืชขาดสังกะสีใบจะแสดงอาการขาด chlorophyll ต้นเตี้ยแคระแกรน ใบเล็กผิดปกติ ปล้อง (internode) ของลำต้นและกิ่งก้านอ่อนๆ จะสั้น พืชบางชนิดอาจมีใบขาวซีดเป็นแห่งๆ เรียกว่า mottle leaf ทั้งนี้เนื่องจาก chlorophyll สลายตัวไปจากใบโดยเฉพาะใบที่ได้รับแสงแดดมากๆ

โมลิบดินัม (Mo)

เป็นธาตุสุดท้ายที่คนค้นพบว่ามีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชและเป็นธาตุที่พืชต้องการน้อยที่สุด พืชที่ขาดบ่อยๆ ก็มักเป็นพวกพืชสวนครัว เมื่อพืชขาดโมลิบดินัมขอบใบจะม้วนขึ้นตามบริเวณเส้นใบจะมีบางส่วนเหลือง บางส่วนเขียว เรียกว่า diffuse interveinal mottling ปลายใบมีรอยไหม้โดยเฉพาะใบแก่ ระยะต่อมาใบแก่และใบอ่อนก็จะเหี่ยวและในที่สุดพืชก็จะตายไป

คลอรีน (CI)

หน้าที่ของคลอรีนยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เมื่อพืชขาดธาตุนี้ปลายใบจะเหี่ยวในขณะที่ใบยังอ่อนอยู่ ต่อมาใบจะเหลืองและมีรอยไหม้เป็นดวงๆ ตามบริเวณใบที่เหี่ยว รากเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าได้รับธาตุนี้มากเกินไป ใบจะหนาและม้วนงอ ใบยาสูบมีคุณภาพต่ำ