โรคพืช (Plant disease)

โรคพืช

โรคพืช หมายถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นกับพืชสืบเนื่องมาจากเชื้อโรค (pathogen) การที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเข้าไปอาศัยอยู่ในภายในหรือภายนอกร่างกายของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เราเรียกสิ่งมีชีวิตที่ตัวอาศัยว่า parasite สิ่งที่มีชีวิตที่เป็นผู้ให้อาศัยเป็น host และเรียกสภาพการอยู่ร่วมกันเช่นนี้ว่า parasitism parasite ที่ต้องอาศัย host ที่มีชีวิตเท่านั้นเป็น obligate parasite ส่วนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนซากสัตว์และซากพืชที่ตายแล้วเรียกว่า saprophyte

แมลงและสัตว์อื่นๆ เช่น นก กระรอก กระต่าย ที่กัดกินพืชให้เสียหายเราจัดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญพวกหนึ่ง สัตว์ที่กินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหารเรียกว่า predator ความแตกต่างระหว่าง predator กับ pathogen และความแตกต่างระหว่างโรคพืชและความเสียหายอันเกิดจากการทำลายของ predator บางครั้งก็แยกจากกันได้ยากเพราะส่วนมากเกิดพร้อมๆ กัน โดยทั่วไปแล้ว predator ตัวโตกว่าเหยื่อหรืออาหารที่มันกิน ส่วน pathogen ตัวเล็กกว่า host ที่มันเข้าทำลายความเสียหายของวัชพืชมักเป็นไปในด้านการแข่งขันกับพืชหลัก เป็นต้นว่า แย่งน้ำ อาหาร แสงแดด อย่างไรก็ดียังมีพืชหลายชนิดที่เป็น parasite ของพืชอื่นๆ เช่น กาฝาก ฝอยทอง

อาการของโรคพืช

คือลักษณะอาการที่พืชแสดงเมื่อถูกโรคหรือแมลงเข้าทำลาย ลักษณะเหล่านี้เป็นอาการที่พืชแสดงออกให้เห็นได้ และเป็นลักษณะที่บางครั้งสามารถบอกได้ว่าเกอดจากเชื้อโรคหรือแมลงชนิดใด ลักษณะเหล่านี้เกิดตามส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ใบแห้ง ใบเป็นจุด ผลเป็นจุด ลักษณะอีกอย่างหนึ่งที่จัดเป็น symptom ด้วยคือ อัตราเจริญเติบโตของพืชลดลง ต้นพืชอาจแคระแกรน ต้นเตี้ยเป็นพุ่มหรือไม่แตกกิ่งก้านสาขา แต่เชื้อโรคอาจทำให้เกิดลักษณะอาการตรงข้ามกันก็ได้ คือ อัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วผิดปรกติ เช่น โรคถอดฝักดาบของข้าว เป็นต้น

วัฏจักรของโรคพืช

เชื้อโรคอาจเข้าทำลายพืชผลได้ช่วงที่ทำการเพาะปลูกเท่านั้น หลังจากเก็บเกี่ยวพืชไปแล้วเชื้ออาจพักตัวอยู่ในดิน หรืออยู่ที่ตอซังของพืชในรูปของสปอร์ หรือไม่ก็อาจไปอาศัยอยู่กับวัชพืชหรือพืชอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง พอถึงฤดูการเพาะปลูกใหม่จึงเข้าทำลายพืชหลักอีกพืชที่เชื้ออาศัยหรือพักตัวอยู่หลังฤดูการเก็บเกี่ยวพืชหลักเรียกว่า alternate host

วงจรของโรคพืชแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ pathogenic phase เป็นระยะที่เชื้อเข้าทำลายพืชหลัก และ independent phase เป็นระยะที่เชื้อฟักตัวในดิน หรืออยู่ที่ตอซังหรืออาศัยอยู่กับ alternate host Venturia inaequalis เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรค apple scab ลักษณะอาการที่เห็นคือผลแอปเปิ้ลเป็นจุดกลมช้ำและเน่าในที่สุด ในระยะ pathogenic phase เชื้อเข้าทำลายผลแอปเปิ้ล ทำให้ผลเน่าเสียหายในระยะ independent phase ระยะนี้เชื้อพักตัวอยู่ที่ใบแห้งของต้นแอปเปิ้ลที่ร่วงอยู่ตามพื้นดิน

การจำแนกประเภทของโรคพืช

โรคพืชบางครั้งก็สามารถแยกออกเป็นหมวดหมู่ได้โดยอาศัย symptom เช่น โรครากเน่าใบไหม้ ใบจุด โรคเหี่ยว หรืออาจจำแนกเป็นพวกได้ตามส่วนของพืชที่ถูกโรคเข้าทำลาย เช่น โรคใบ โรคของลำต้น โรคของราก หรือตามชนิดของพืชที่ถูกทำลาย เช่น โรคพืชไร โรคผัก โรคไม้ผล แต่โดยทั่วไปวิธีที่ดีที่สุดคือแบ่งเป็นพวกตามชนิดของตัวเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรค (causing agents) ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 พวก คือ

  1. โรคที่เกิดจากเชื้อรา (fungus)
  2. โรคที่เกิดจาก (bacteria)
  3. โรคที่เกิดจากพืชที่เป็น (parasite)
  4. โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (virus)
  5. โรคที่เกิดจากไส้เดือนฝอย (nematode)

นอกจากนี้ ยังมีโรคที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต อาจเกิดจาก

  1. ขาดธาตุอาหาร
  2. ธาตุอาหารเป็นพิษ
  3. ความชื้นในดินน้อยหรือมากเกินไป
  4. อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป
  5. แสงมากหรือน้อยเกินไป
  6. ขาดอ๊อกซิเจน
  7. air pollution
  8. ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน

เชื้อโรคเข้าทำลายพืชได้อย่างไร

การที่โรคพืชเข้าทำลายพืชก็เพราะว่าในวงจรชีวิตของมันต้องอาศัยอาหารที่สังเคราะห์ขึ้นโดยพืชหรือไม่ก็จำเป็นต้องอาศัยสารบางอย่างซึ่งเป็นส่วนประกอบของพืช วิธีการที่เชื้อโรคเข้าทำลายพืชนั้นมีอยู่หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค ชนิดของพืชและส่วนของพืชที่เชื้อโรคเข้าทำลาย

(1) Mechanical forces วิธีนี้เชื้อโรคต้องมีพลังหรือแรงเจาะไชเข้าไปในตัวพืช ไส้เดือนฝอยเป็นพวกที่เข้าไปในพืชโดยอาศัยพลังงานจากล้ามเนื้อส่วนปากเจาะไขเข้าไปในพืช ส่วนพวก bacteria และไวรัสไม่สามารถ

ใช้วิธีนี้ได้ เชื้อราสามารถเข้าทำลายพืชได้ด้วยวิธีนี้โดยตรง สร้าง peg เจาะเข้าไปในเซลล์หรือเนื้อเยื่อของพืช เมื่อไส้เดือนฝอยหรือเชื้อราเข้าไปในต้นพืชแล้วมันก็จะปล่อย enzyme ออกมาย่อยเซลและเนื้อเยื่อต่างๆ ของพืชทำให้การเจาะไชต่อไปง่ายขึ้น

(2) Chemical weapons of pathogens เชื้อโรคพืชส่วนมากเข้าไปในพืชด้วยวิธีนี้ วิธีนี้เชื้อโรคจะสร้าง enzymes, toxins, growth regulator หรือ antibiotics ออกมาทำลายเซลพืชก่อนเชื้อโรคพืชทั้ง 5 ชนิด สามารถสร้างสารพวกนี้ได้ antibiotic สร้างได้จากเชื้อราเท่านั้น

ผลกระทบของเชื้อโรคต่อการทำงานทางสรีรวิทยาของพืช

เชื้อโรคพืชก่อให้เกิด effect กับต้นพืชหลายอย่างพอสรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้คือ

  1. ทำให้การปรุงอาหารโดยการสังเคราะห์แสงของพืชลดน้อยลง เมื่อการปรุงอาหารลดลงการเจริญเติบโตและผลผลิตที่ได้ก็ลดลงตามไปด้วย
  2. ทำให้การลำเลียงน้ำและอาหารของพืชไม่สะดวก เชื้อโรคอาจทำให้รากพืชเน่าดูดน้ำได้น้อยหรือไม่ก็ทำให้ทางลำเลียงน้ำของพืชอุดตัน หรืออาจทำลายท่อทางเดินน้ำและอาหาร นอกจากนี้เชื้อโรคอาจสร้างสารเหนียวๆ และขับออกมานอกตัวมันไปอุดท่อน้ำท่ออาหารให้ตันได้
  3. ทำให้อัตราการหายใจของพืชลดลง

พืชปกป้องตัวเองจากเชื้อโรคอย่างไร

โดยเฉลี่ยแล้วพืชแต่ละ species มีเชื้อโรคเข้ารบกวนทำลายประมาณ 100 ชนิด เชื้อพวกนี้ มีทั้ง เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส พืช และไส้เดือนฝอย บริเวณที่เชื้อเข้า infect ส่วนใหญ่ได้แก่ ใบเมื่อเชื้อเข้าทำลายต้นพืช ต้นพืชก็มิวิธีต่อต้านป้องกันการบุกรุกของเชื้อโรคนี้ วิธีการนี้แตกต่างกันไปตามชนิดของพืชชนิดของเชื้อโรคและสภาพแวดล้อม

(1) Structural defense ตามปกติแล้วพืชมีโครงสร้าง หรือส่วนประกอบโครงสร้างที่ป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรคอยู่แล้ว เช่น ใบมี wax ปกคลุมหนา ผนังเซลล์หนา รูใบเล็ก

(2) Histological defense การป้องกันของพืชวิธีนี้เกิดหลังจากเชื้อเข้า infect พืชแล้ว พืชอาจสร้าง cork layer ซึ่งเป็นชั้นของเซลล์กั้นไม่ให้เชื้อลุกลามทำลายเซลล์อื่นๆ ต่อไปอีก หรืออาจสร้าง abscission layer โดยเซลล์จะขาดออกจากกัน ส่วนที่ถูกทำลายก็จะขาดหลุดออกจากส่วนที่ยังไม่ได้ถูกทำลาย abscission layer นี้สร้างขึ้นที่ใบเท่านั้น ส่วน cork layer สร้างที่ส่วนอื่นๆ เช่น ลำต้น ราก แต่ไม่สร้างที่ใบ นอกจากนี้ถ้าเป็นเชื้อที่เข้าทำลายระบบทางเดินน้ำพืชก็อาจสร้างเซลล์พิเศษเรียกว่า tylose ขึ้นกั้นทางเดินน้ำไม่ให้เชื้อผ่านไปได้

(3) Cellular defense structure การป้องวิธีนี้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปร่างสัณฐานของผนังเซลล์ ผนังเซลล์จะหนาขึ้นเนื่องจากมีสารพวกชูเบอร์ลิน ลิกนิน มาเกาะสะสมทำให้ผนังเซลล์หนาขึ้น พืชบางชนิดสามารถสร้างเปลือกหุ้ม peg ของเชื้อราที่เจาะเข้ามาในเซลล์การป้องกันของเซลล์อีกแบบหนึ่งคือของเหลวภายในเซลล์ (cytoplasm) จะแข็งตัวเมื่อถูกเชื้อเข้าทำลายทำให้เชื้อไม่สามารถเข้าทำลายต่อไปได้

(4) Hypersensitivity วิธีนี้เมื่อเชื้อโรคเข้า infect เซลล์ เซลล์จะตายทันทีทันใด ทำให้เชื้อโรคไม่สามารถใช้อาหารหรือแร่ธาตุในเซลล์นั้นได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเชื้อโรคก็ไม่สามารถบุกรุกต่อไปได้อีก อาการเช่นนี้แสดงออกทันทีทันใด เช่น เมื่อเชื้อโรคเข้าทำลายใบ เซลล์ของใบทั้งใบจะตายทันทีและร่วงหล่นไปหรือถ้าเป็นกิ่งๆ ก็ตายทันทีแล้วร่วงหล่นไปเช่นเดียวกัน

(5) Biochemical defense นอกจากวิธีต่างๆ 4 วิธีดังกล่าวแล้วพืชยังสามารถปล่อยสารเคมีที่พืชสร้างขึ้นเอง สำหรับยับยั้งหรือป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้า infect สารพวกนี้ได้แก่พวกกรดอินทรีย์ต่างๆ

ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อการพัฒนาโรคติดเชื้อในพืช

สภาพแวดล้อมมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เชื้อเติบโต หรือหยุดเจริญเติบโตได้ โรคพืชอาจไม่เกิดขึ้นแม้ว่าเชื้อเริ่มเติบโตบนพืชนั้นแล้ว แต่ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมเชื้อก็ไม่เติบโตหรืออาจตายไป เช่น อุณหภูมิ ความชื้นน้อย สปอร์ของเชื้อราบางชนิดไม่สามารถงอกได้

โรคพืชจะเจริญได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ combination of three factors

  1. susceptible plant
  2. infective pathogen
  3. favorable environment

(1) Effect of Temperature โรคพืชต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตแตกต่างกันไป บางชนิดชอบอุณหภูมิ บางชนิดเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิต่ำ เชื้อ Phytophthora infestans ที่ทำให้เกิดโรค late blight of potato เติบโตได้ดีในเขตอบอุ่นและเขตหนาว แต่ถ้าเป็นเขตร้อนเชื้อนิ้เติบโตได้ดีเฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น โรคจะเติบโตได้จนครบวงจรเมื่ออุณหภูมิเหมาะสม (optimum temperature) กับเชื้อนั้นๆ ที่ optimum temperature ของโรคมักต่ำกว่าหรือสูงกว่า optimum temperature ของพืช โรค rust ของข้าวสาลีใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนครบวงจร 22 วัน ที่ 5 องศาเซลเซียส 15 วันที่ 10 องศาเซลเซียส 5-6 วันที่ 23 องศาเซลเซียส ถ้า maximum, Minimum และ optimum temperature ของพืชและของเชื้อโรคเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน อุณหภูมิก็มีผลอย่างมากมายสำหรับพืชและโรคนั้นๆ

ความชื้นมีความสำคัญต่อการงอกของสปอร์เชื้อราอย่างมาก โรค late blight of potato, apple scab, downy mildew of grade สปอร์เชื้อที่ทำให้เกิดโรคพวกนี้งอกได้ดีเมื่อมีฝนตกมากความชื้นสูง ส่วน spore ของ powdery mildew งอกได้ดีที่ความชื้นต่ำ และถ้ามีฝนมากความรุนแรงของโรคนี้กลับลดลง ความรุนแรงของโรคบางชนิด เช่น damping off ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Pythium ขึ้นอยู่กับความชื้นของดิน ถ้าดินมีความชื้นสูงจนถึงขั้นอิ่มตัว โรคจะรุนแรงมาก

(2) Effect of Light โดยทั่วไปแล้วถ้าปริมาณความเข้มของแสงน้อย โรคพืชจะเจริญเติบโตได้ดีโดยเฉพาะถ้าเชื้อเป็น non obligate parasite ความยาวของเวลากลางวันและกลางคืน (photoperiod) ก็มีส่วนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิดได้ เชื้อ Fusarium ของต้นมะเขือเทศชอบกลางวันสั้น ความเข้มข้นของแสงมากในเวลากลางวันทำให้การงอกของสปอร์ การเจริญเติบโต และการผลิตสปอร์ของเชื้อรานี้ลดลง

(3) Effect of Soil pH ความเป็นกรดเป็นด่างของดินเป็น factor หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของโรค แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อด้วย pH 5.7 เหมาะสำหรับเชื้อ Plasmodiophora brassicae (โรค clubroot of crucifer) ถ้า pH สูงขึ้นถึง 7.8 เชื้อนี้จะหยุดเจริญเติบโต การควบคุมโรคนี้อาจทำได้โดยลดหรือเพิ่ม pH ของดิน

(4) Effect of Host – Nutrition ธาตุอาหารทำให้พืชเติบโตดี แตกกิ่งใบรวดเร็ว ธาตุไนโตรเจน ถ้ามีในปริมาณมากจะทำให้พืชเผือใบ เชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น ดังนั้นควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนควรใส่ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช อย่างไรก็ดีพืชบางชนิด เช่น มะเขือเทศ ถ้าลดปริมาณธาตุไนโตรเจนลง เชื้อ Fusarium ที่ทำให้เกิดโรคเหี่ยวจะเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น ธาตุโปแตสเซียมถ้าให้กับพืชไร่นาที่ให้เมล็ด (cereal crops) ทำให้ต้านทานต่อโรค powdery mildew และ rust แต่มะเขือเทศ ยาสูบ และส้ม ถ้าได้รับธาตุโปแตสเซียมน้อย เชื้อโรคจะเข้าทำลายได้สะดวกขึ้น ธาตุฟอสฟอรัสเช่นเดียวกันกับธาตุไนโตรเจน ถ้ามากก็ดีสำหรับพืชบางชนิด ถ้าน้อยก็อาจทำให้เชื้อโรคเข้า infect พืชบางชนิดได้ดีขึ้น

การควบคุมโรคพืช

วิธีควบคุมโรคพืชมีหลายวิธีแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ ชนิดของพืชและ interaction ของเชื้อและพืช การควบคุมมักทำกับพืชเป็นกลุ่ม คือเป็นไร่เป็น acres ไม่มีการควบคุมหรือ treat เป็นต้นเดี่ยวๆ ยกเว้นพืชสวนและพืชยืนต้นใหญ่ๆ เท่านั้นที่เรา treat เป็นต้นๆ ไป

โดยทั่วไปวิธีการควบคุมโรคพืชมีจุดประสงค์หนักไปทางป้องกันพืชไม่ให้เกิดโรคมากกว่าที่จะเยียวยารักษาพืชหลังจากโรคเข้าทำลายแล้ว และตามความเป็นจริงแล้วยังไม่มีผู้ใดรักษาพืชที่เป็นโรคให้หายไปเลย นอกจากเป็นการทดลองในห้องทดลองเท่านั้น

(1) Regulatory control รัฐบาลแต่ละประเทศได้ออกกฎหมายควบคุมการนำพืชผลหรือผลิตผลทางเกษตรเข้าประเทศ โดยให้มีด่านกักกันพืชเพื่อตรวจสอบพืชที่นำเข้าประเทศว่ามีโรคหรือแมลงติดมาด้วยหรือไม่ เป็นการป้องกันไม่ให้โรคใหม่ๆ จากประเทศอื่นเข้ามาเผยแพร่ในประเทศตน

(2) Cultural methods การควบคุมโรคพืชโดยวิธีนี้ขึ้นอยู่กับ activities ของเกษตรกร เกษตรกรอาจงดปลูกพืชที่เป็นโรคนั้นๆ เสีย 2-3 ปี หรือทำให้พืชต้านทานต่อโรคโดยแปลงสภาพแวดล้อมให้ไม่เหมาะสมกับเชื้อโรค วิธี cultural method แบ่งเป็นข้อย่อยๆ ได้ดังนี้คือ

ก. Host eradication เมื่อโรคพืชถูกนำเข้ามาแพร่ในท้องที่หนึ่ง การควบคุมไม่ให้โรคลุกลามไปยังท้องที่อื่นๆ อาจทำได้โดยทำลายพืชที่เป็น host เสียให้หมด ตัวอย่างที่ทำมาแล้วได้แก่การควบคุมโรค canker ของส้มที่ฟลอริดาซึ่งต้องเผาต้นส้มทิ้งถึง 3 ล้านต้น การทำลาย host ที่เชื้ออาศัยอยู่นอกฤดูการปลูกพืชก็เป็นการช่วยควบคุมโรคได้อีกทางหนึ่ง

ข. Crop rotation เชื้อโรคบางชนิดเข้าทำลายพืชเพียง species เดียวหรือ family เดียวเท่านั้น หลังจากปลูกพืชชนิดนั้นแล้ว ปลูกพืชอื่นๆ ที่ไม่ใช่ species หรือ family นั้น 3-4 ปี แล้วจึงกลับมาปลูกพืชเดิมอีก ก็เป็นการควบคุมโรคได้เป็นอย่างดี แต่เชื้อโรคบางชนิดสามารถสร้างสปอร์ที่อยู่ในดินได้ถึง 3-4 ปี หรือนานกว่านี้ ในกรณีนี้การปลูกพืชหมุนเวียนไม่ได้ผลต้องใช้วิธีอื่น

ค. Sanitation หมายถึงการกำจัดหรือทำลายเชื้อโรคเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายวิธีการอาจเป็นวิธีใดๆ ก็ได้ เช่น ตัดกิ่ง หรือ เผาพืชที่เป็นโรคทิ้ง ล้างเครื่องมือที่ใช้ในการเกษตรให้สะอาดก่อนใช้ การงดสูบบุหรี่ก็เป็นการช่วยไม่ให้เชื้อไวรัสของยาสูบเข้าติดต่อไปยังต้นมะเขือเทศหรือต้นยาสูบอื่นๆ ได้

ง. Creating conditions unfavorable to the pathogen ในการเก็บผลิตผลทางเกษตรถ้าทำให้มีการระบายอากาศดี ผิวของผลิตผลจะแห้งทำให้เชื้อราเข้า infect ได้ยาก ในทำนองเดียวกัน ดินที่มีการระบายอากาศดีก็ช่วยลดการเข้าทำลายของเชื้อโรคพืชได้มาก ตัวอย่าง โรค damping off ของต้นกล้า ถ้าหากดินมีการระบายอากาศดีก็จะลดความรุนแรงของโรคนี้ลงได้มาก

(3) Biological method ในด้าน biological control นี้เราคัดพันธุ์พืชที่ต้านทานโรคหรือไม่ก็ผสมพันธุ์พืชเพื่อให้ได้พันธุ์ที่ต้านทาน ซึ่งวิธีนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านยาปราบศัตรูพืชลงไปได้มาก และผลิตผลที่ได้ก็สูง ความต้านทานของพืชแต่ละ variety ต่อโรคพืชชนิดเดียวกันแตกต่างกันไป variety หนึ่งอาจต้านทานต่อโรคในสภาพล้อมที่แห้งแล้ง แต่ในสภาพแวดล้อมปกติแล้วอาจไม่ต้านทานต่อโรคชนิดเดียวกันเลยก็ได้

การผสมพันธุ์พืชเพื่อให้ได้พันธุ์ต้านทานโรค เป็น program ที่ช้าต้องใช้เวลาหลายปีในทางปฏิบัติแล้วเรานิยมการนำพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาปลูกแล้วคัดเลือกเอาพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรค สภาพแวดล้อมและให้ผลผลิตสูง วิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วสะดวกกว่าและประหยัดเวลาด้วย

อีกวิธีหนึ่งที่จัดเป็น biological method คือ cross protection วิธีนี้ใช้สำหรับโรคที่เกิดจากไวรัสเมื่อใช้เชื้อไวรัส strain ที่ทำให้เกิดโรคพืชมีอาการเพียงเล็กน้อย inoculate กับพืช หลังจากนั้นถ้าพืชนั้นถูก infect โดยเชื้อไวรัส strain ที่รุนแรงกว่าก็จะไม่แสดงอาการของโรครุนแรงเหมือนกับพืชที่ยังไม่ได้ inoculate ด้วยเชื้อไวรัส strain แรก เรื่องนี้อาจเป็นเพราะเชื้อไวรัส strain แรกไป interfere กับเชื้อไวรัส strain หลัง

(4) Hyperparasitism ในกรณีของการควบคุมแบบนี้ เราใช้ organism หรือ microorganism ที่เป็น parasite ของเชื้อโรคช่วยกำจัดเชื้อนั้นอีกทีหนึ่ง ตัวอย่างคือ โรคไวรัสก็ใช้ bacteriophage ซึ่งเป็น parasite ของไวรัสกำจัด เชื้อราก็มีเชื้อราด้วยกันที่เป็น parasite ไส้เดือนฝอยก็มีเชื้อราเป็น parasite

(5) Control through trap crops and antagonistic plants พืชบางชนิด เช่น asparagus สามารถปล่อยสารซึ่งเป็นพิษกับไส้เดือนฝอยออกทางรากได้เมื่อนำไปปลูกสลับกับพืชที่ถูกไส้เดือนฝอยเข้าทำลายง่าย ก็จะช่วยให้ความรุนแรงของโรคจากไส้เดือนฝอยลดลง พืชบางชนิดสร้างและปล่อยสารซึ่งช่วยกระตุ้นให้ตัวอ่อนไส้เดือนฝอยเข้า infect แต่พอเข้าไปในต้นพืชแล้ว ไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวแก่และวางไข่ได้ พืชประเภทนี้เรียกว่า trap crop

(6) Physical method Physical agent ที่ใช้กันมากที่สุดในการควบคุมโรคพืชได้แก่ ความร้อน และรังสี

ก. soil sterilization by heat ใช้กับแปลงเพาะกล้า หรือ greenhouse วิธีการคือนำดินมาอบด้วยไอน้ำใน soil sterilizer หรือทำท่อไอร้อนสำหรับ sterilize ดินใน greenhouse ขบวนการจะสมบูรณ์เมื่อส่วนที่เย็นที่สุดของดิน มีอุณหภูมิ 82 องศา เป็นเวลานาน 30 นาที ปัจจุบันความร้อนที่ใช้ได้จากกระแสไฟฟ้า

ข. Hot water treatment of propagative organs เนื่องจากเมล็ด และส่วนของพืชที่ใช้ในการขยายพันธุ์อื่นๆ เช่น กิ่งตอน หัว ราก เง่า สามารถทนความร้อนได้ดีกว่าเชื้อโรค ดังนั้นการนำส่วนเหล่านี้แช่น้ำร้อนชั่วระยะเวลาหนึ่งก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงไปได้

ค. Elimination of viruses from plant by heat ถ้าเป็นส่วนขยายพันธุ์ของพืช เช่น หัวเผือก หัวมัน มักใช้แช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 35-54 องศา เวลาในการแช่ต่างกันไปตั้งแต่สองสามนาทีถึงหลายๆ ชั่วโมง ถ้าเป็นพืชที่โตเต็มที่หรืออยู่ในระยะที่กำลังเติบโตควร treat ด้วยอากาศร้อนอุณหภูมิประมาณ 35-40 องศา ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ส่วนมากทำให้ greenhouse และใน growth chamber เชื้อไวรัสบางชนิดสามารถใช้ความร้อนกำจัดได้แต่บางชนิดใช้ความร้อนไม่ได้ผล

(ง) Hot air treatment of storage organs เช่น หัวเผือก หัวมัน ถ้าเก็บไว้ในห้องเก็บที่มีอากาศร้อนจะช่วยให้รอยแผลหรือรอยช้ำแห้งเร็วขึ้น เชื้อโรคไม่สามารถเข้า infect ได้สะดวก ตัวอย่าง sweet potato ถ้าเก็บไว้ที่ 28-32 องศา เป็นเวลา 2 สัปดาห์จะช่วยให้แผลตามหัวมันหายและแห้งเร็วขึ้น เชื้อโรคเข้าทำลายได้ยาก ใบยาสูบก็เช่นเดียวกันถ้าบ่มด้วยความร้อน (hot air curing) จะเป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อราและ bacteria เข้ารบกวนได้

(จ) Disease control by refrigeration โรคพืชบางชนิดสามารถควบคุมได้โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 0 องศา หรือสูงกว่าเล็กน้อย อุณหภูมิไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้แต่สามารถระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคไว้ได้ ผลไม้ และผักสดต่างๆ มักเก็บไว้ในห้องเย็นทันทีหลังจากเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะผลไม้ชนิดที่อิ่มน้ำจะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายหรือลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ได้อีก

(ฉ) Disease control by radiation วิธีการใหม่ที่ใช้ป้องกันโรคไม่ให้เข้าทำลายผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว คือ การฉายรังสี รังสีที่ใช้กันมี x-ray, ray และ ultraviolet ที่ได้ผลดีและใช้กันอยู่ในเวลานี้คือ การฉาย ผลมะเขือเทศ peaches strawberries ด้วย x-ray

(7) Chemical control วิธีการป้องกันและควบคุมโรคพืชที่ใช้กันอย่างมากในปัจจุบันคือ การใช้ตัวยาเคมี ตัวยาเคมีที่ใช้กันส่วนมากเป็นสารประกอบของทองแดง สารประกอบของกำมะถัน และสารประกอบของปรอทวิธีที่ใช้กันทั่วไปคือ

(ก) spray and dust คือการพ่นต้นพืชด้วยตัวยาต่างๆ ดังกล่าว การพ่นอาจเป็นในรูปของผสมกับน้ำหรือพ่นไปในรูปของผง เพื่อให้เกาะใบพืชและส่วนอื่นๆ ของพืช

(ข) Seed treatment โดยทั่วไปก่อนนำเมล็ดไปปลูกนิยมคลุกเมล็ดด้วยยาพวก Ceresan, Panogen, Captan.

(ค) Soil treatment วิธีนี้ใช้สารเคมีใส่ลงในดิน หรืออบดินด้วยสารเคมีที่ระเหยได้ (fumigation) สารเคมีที่ใช้กันมากคือ ethyl dibromide และ methyl bromide

(ง) Treatment of tree wounds ในการตัดแต่งกิ่งไม้ (pruning) มักใช้ sodium hypochlorite (0.5-1.0%) หรือ ethyl alcohol 70% ทาแผลหรือรอยตัดแล้วจึงใช้ Bordeaux paint หรือ Cerano ทาทับอีกครั้งหนึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าแผลนั้นได้

สารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้งหมดเรียกว่า pesticide รวมทั้งสารเคมีที่ใช้ treat พืชแล้ว ทำให้พืชไม่เป็นที่สนใจของโรคหรือแมลง แต่ไม่เป็นพิษกับแมลง สารพวกนี้เรียกว่า repellents pesticide สามารถแยกออกไปได้ตามคุณสมบัติ โดยเฉพาะเรื่องพิษของมัน เช่น stomach poison พวกนี้มีพิษเมื่อตัวยาไปอยู่ในกระเพาะของแมลงแล้ว ยาพวกนี้จึงเหมาะสำหรับแมลงที่มีปากขบเคี้ยว นอกจากนี้ยังมี contact poison คือเมื่อแมลงได้รับยาพวกนี้ก็จะตายโดยตัวยาจะเข้าไปตามลำตัวหรือเข้าทางระบบหายใจของแมลง สารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดแมลงเรียกว่า insecticide และที่ใช้ปราบวัชพืชเรียกว่า herbicide