วิธีปลูกถั่วพู (Winged Bean)

ถั่วพู

ถั่วพู เป็นผักที่รับประทานได้ทั้งฝักอ่อน ยอดอ่อน เมล็ดแก่ นำมาทำน้ำนมถั่วและน้ำเต้าหู้ รากของต้นถั่วพูสามารถสะสมอาหารกลายเป็นหัว เมื่อนำมาเชื่อมหรือต้ม จะมีรสหวานหอม น่ารับประทานมากกว่ามันสำปะหลัง เมล็ดที่แก่ใช้นำมาสกัดได้น้ำมัน 17% โปรตีน 34% ส่วนของต้นเหนือดินทั้งหมดนำมาใช้ทำอาหารสัตว์ พบว่าให้โปรตีน 25.5% หรืออาจปลูกและนำสัตว์เข้าไปกินในแปลงสดๆ ก็ได้ ในหลายท้องที่นิยมปลูกถั่วพูเป็นพืชบำรุงดิน เพิ่มธาตุอาหารพวกไนโตรเจนในดิน หากใช้เป็นพืชหมุนเวียนกับการปลูกอ้อยพบว่า ผลผลิตของอ้อยเพิ่มขึ้นถึง 50% สามารถปลูกถั่วพูแซมกับมันสำปะหลัง กล้วย และผักชนิดอื่นๆ ในประเทศปาปัวนิวกินีนิยมปลูกกันมาก ในประเทศอินโดนีเซียนิยมปลูกถั่วพูตามคันนา แต่ในประเทศไทยเรายังไม่นิยม มักใช้ถั่วดำ การปลูกถั่วพูในการคลุมดินจะช่วยเป็นการอนุรักษ์ดิน คือ ป้องกันการชะล้างของผิวดิน (Soil erosion)

ดังนั้นถั่วพูจึงจัดว่าเป็นพืชที่ให้ประโยชน์หลายอย่าง และยังใช้ได้ทุกสัดส่วนของลำต้น ให้ประโยชน์ตลอดระยะเวลาที่ปลูก ขณะนี้สถาบันวิจัยกำลังรวบรวมพันธุ์เพื่อส่งเสริมให้มีการปลูกกันอย่างกว้างขวางในประเทศไทย

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโต ถั่วพูเป็นผักที่ขึ้นง่าย สามารถขึ้นได้ในละติจูดที่  เหนือ – ใต้ ดังนั้นจึงสามารถขึ้นอยู่ได้ในเขตร้อนแถบเอเชีย แอฟริกาและอเมริกาใต้ ในอเมริกาขึ้นได้ในฟลอริดา สภาพระดับความสูงต้องไม่เกิน 6,000 ฟุต ต้องการช่วงวันสั้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดตาดอก ดังนั้นจะออกดอกในฤดูหนาว จะเก็บเกี่ยวได้ในฤดูร้อน หากปลูกในที่อากาศเย็นถั่วพูจะไม่ออกดอก ในการเจริญเติบโตต้องการน้ำมาก ถ้าแล้งถั่วพูจะตาย

การสร้างปมราก (nodule) ถั่วพูจะมีระบบการสร้างปมรากได้มากกว่าถั่วอื่นๆ กล่าวคือสามารถจะสร้างได้ประมาณ 44 ปม/ต้น ดังนั้นจะเห็นว่าถั่วพูมีพลังในการดึงไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ได้มาก เฉลี่ยน้ำหนักของปมรากประมาณ 0.6 กรัม/ปม เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปมรากคือ phizopus จะเป็น species ใดก็ได้

รูปร่างลักษณะทั่วๆ ไปของถั่วพูและระยะของการเจริญเติบโต

ถั่วพูเป็นไม้เลื้อย เป็นผักจัดว่าเป็นพวกไม้เนื้ออ่อน พุ่มลำต้นเหนือดินจะตายในฤดูแล้ง แต่ถ้าลำต้นและรากใต้ดินยังไม่ตายและลำต้นเหนือดินจะงอกขึ้นมาใหม่ในฤดูฝน ความสูงของต้นถั่วพูเมื่อโตเต็มที่จะยาวประมาณ 3 – 4 เมตร ดอกสีม่วงอ่อน ขาวแล้วแต่พันธุ์ ปัจจุบันสามารถใช้รังสีฉาย ทำให้พันธุ์เลื้อยเป็นพันธุ์พุ่มได้ ขนาดของฝักมีตั้งแต่ 6 – 36 ซม. ผลิตเมล็ด 5 – 20 เมล็ดต่อฝัก รูปร่างของเมล็ดกลม หรือรี ผิวเมล็ดเป็นมัน สีของเมล็ดมีตั้งแต่ขาว ครีม เหลือง น้ำตาล ดำ หรืออาจมีลาย น้ำหนักเมล็ดประมาณ 0.06 – 0.40 กรัม/เมล็ด

ระยะของการเจริญเติบโตของผัก แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  1. ระยะแรก หลังจากผสมเกสร 20 วัน เจริญจากดอกเป็นฝักกินได้ หลังจาก 20 วันไปแล้วขนาดของฝักจะไม่โตขึ้นอีก
  2. ระยะที่ 2 หลังจาก 20 วันอีก 44 วันฝักจะแห้ง

การปฎิบัติการปลูก เนื่องจากถั่วพูมีประโยชน์หลายอย่าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วดังนี้จึงจำแนกการปลูกเพื่อประโยชน์ต่างๆ กันดังนี้

  1. ปลูกแบบสวนหลังบ้าน เช่น การปลูกถั่วพูในประเทศไทย อินโดนีเซีย หลังจากหยอดเมล็ดแล้วงอกขึ้นได้ประมาณ 2 เดือนครึ่งก็เริ่มเก็บฝักได้ ถ้าจะรอเก็บฝักอ่อนให้มากต้องงดการเด็ดใบอ่อน ยอดอ่อน มิฉะนั้นจะไม่ได้ฝักอ่อน หลังจาก 8 เดือนฝักจะแห้งถ้าเริ่มหยอดเมล็ดในต้นฤดูฝน ต้นและใบเหนือดินจะตายไปในฤดูแล้ง และเมื่อถึงฤดูฝน ปีใหม่ ลำต้นใต้ดินก็จะแตกขึ้นมาใหม่ การปลูกควรเลือกสถานที่ให้เหมาะสม คือ น้ำไม่ท่วม เป็นบริเวณที่มีแสงแดดส่องตลอดวันหรือส่องมากที่สุด ความอุดมสมบูรณ์ของดินต้องสูง ดังนั้นควรปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักตอนเตรียมดิน ป้องกันน้ำท่วมโดยการยกร่องให้สูง
  2. การปลูกเป็นการค้า การปลูกลักษณะนี้น้อยมาก ไม่มีตัวเลขแสดงจำนวนพื้นที่ปลูกที่แน่นอน การปลูกเป็นการค้าทำเพื่อจุดประสงค์ 3 แบบ คือ
    – ปลูกเพื่อเก็บฝักอ่อน การปลูกเพื่อเก็บฝักอ่อนนี้ควรเลือกพื้นที่ใกล้ตลาด ถ้าเป็นที่ลุ่มควรยกร่องปลูกแบบสวนผัก หรือถ้าเป็นที่สูงก็ทำแปลงปลูกเป็นไร่
    – ปลูกเพื่อขยายเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีอุตสาหกรรมทำเมล็ดพันธุ์ขาย ดังนั้น ชาวสวนจึงผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง ต้องทิ้งฝักให้แก่แล้วจึงเก็บเอามากะเทาะเอาเมล็ด
    – ปลูกเพื่อขายหัว การปลูกเพื่อผลิตหัว (รากใต้ดิน) นั้น เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดหัวมากๆ จะต้องเก็บฝักอ่อนให้หมด และยังต้องเด็ดยอดอ่อน ในกรณีที่เลือกพื้นที่ปลูกในจุดประสงค์จะเอาหัวนี้ควรเลือกดินทรายร่วน
  3. การปลูกถั่วพูเป็นพืชคลุมดิน จุดประสงค์เพื่อบำรุงดิน เป็นอาหารสัตว์หากจะใช้เป็นปุ๋ยพืชสดควรไถกลบตอนมีดอก จะให้ธาตุไนโตรเจนแก่ดินมากที่สุด

วิธีการปลูกทั้ง 3 วิธีนี้คล้ายคลึงกัน ผิดกันแต่จุดประสงค์ที่ใช้ถั่วพูนั้น

วิธีการปลูก หลังจากทดสอบความงอกของเมล็ดพันธุ์ ว่ามีเปอร์เซ็นต์ความงอกไม่ต่ำกว่า 75% จึงนำเมล็ดนั้นมาปลูกในแปลงปลูก โดยฝังลงลึกประมาณ 2 – 3 ซม. ปลูกหลุมละ 3 เมล็ด ระยะปลูกสำหรับเก็บฝักอ่อนประมาณ 60 – 120 ซม. หรือ 75 – 75 ซม. หากจะเก็บเมล็ดพันธุ์ควรใช้ระยะปลูก 60 – 60 ซม. หากจะปลูกเอาหัวหรือรากใต้ดิน ควรใช้ระยะปลูก 100 – 100 ซม.

ก่อนนำเมล็ดไปปลูกควรเอาเมล็ดแช่น้ำไว้ประมาณ 6 ซม. แล้วเอาไปใส่หุ้มไว้ในถุงผ้าชื้นๆ อีก 1 – 2 วันจนรากเริ่มงอก แล้วจึงเอาไปปลูก จะช่วยทำให้งอกในแปลงได้เร็วขึ้น

การปฏิบัติดูแลรักษา

การกำจัดวัชพืช ในระยะแรกหลังจากงอกถั่วพูเจริญเติบโตช้ามากต้องทำการกัดจัดวัชพืชโดยใช้ยากำจัดวัชพืช หลังจากถั่วพูเลื้อยขึ้นค้างแล้วการกำจัดวัชพืชไม่จำเป็นนัก

การให้น้ำ หากปลูกถั่วพูในฤดูฝน น้ำฝนจะเพียงพอต่อความชื้นในดิน สำหรับให้ความชุ่มชื้น หากพื้นที่ใดมีฝนตกชุกควรยกร่องให้สูง ป้องกันน้ำท่วม หากปลูกในฤดูหรือในเขตแห้งแล้งต้องมีน้ำรดเพียงพอ

การทำค้าง นิยมใช้ไม้รวกสำหรับทำค้าง โดยทั่วไปมักปัก 1 หลักต่อต้นหรือทำเป็น 3 ขาแล้วผูกเป็นกระโจมไว้ข้างบน การปักค้างอย่าให้สูงเกินไป เพราะจะเก็บเกี่ยวไม่สะดวก บางครั้งนิยมทำค้างแบบปักหลักเป็นระยะๆ แล้วพาดไม้ตามแนวขนานเป็นตอนๆ จะทำให้เก็บเกี่ยวง่าย แม้ว่าการทำค้างจะเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นกว่าการปลูกแบบไม่ทำค้าง

โรคและแมลง

ถั่วพูมีโรคและแมลงน้อยมาก อาจพบเชื้อราที่ยอด ราสนิมและโรคใบจุด เป็นครั้งคราวและไม่พบว่าถั่วพูเป็นโรคไวรัส

แมลงมีบ้างที่มากัดกินดอกอ่อน ฝักอ่อน เช่น แมงมุมแดง แต่ถ้าดูแลให้แปลงสะอาดปราศจากวัชพืชบริเวณใกล้เคียง ก็จะไม่พบแมลงศัตรูถั่วพูเลย

ที่รบกวนถั่วพูมาก คือ ไส้เดือนฝอย ซึ่งจะพบมากในเขตดินทราย

การพ่นยา ควรใช้ Sevin, Maneb สัปดาห์ละครั้งสลับกันกับ Lannate จนกระทั่งออกดอก

การเก็บเกี่ยว ประมาณ 10 สัปดาห์หลังปลูกก็เก็บฝักอ่อนได้ หรือหลังจากผสมละอองเกสร (ดอกบาน) ไป 14 วันก็เก็บผักได้ หากล่าช้าเกินไปจะเป็นเสี้ยนทานไม่อร่อย และหลังจาก 6 สัปดาห์เมล็ดจะแก่และต้นเก่าในปีต่อไปก็จะขึ้นอีก ออกดอกต่อไปถ้าให้ความชื้นเพียงพอและมีการบำรุงดิน

การผลิตหัว (ราก) เมื่อต้นอายุได้ 2 เดือนจะมีหัวขนาดเล็กๆ เมื่ออายุ 4 – 8 เดือน หัวจะใหญ่ขึ้นขนาดของหัวมีความสัมพันธ์กับฝัก หากปลูกเอาฝักแก่ หัวมีขนาดเล็ก หากปลูกแล้วเอาฝักอ่อนทิ้งยอดอ่อนทิ้งหัวมีขนาดใหญ่เร็ว ยิ่งทิ้งให้เจริญข้ามปีหัวยิ่งมีขนาดใหญ่ มักเก็บหัวตอนที่ต้นข้างบนแห้งตาย

ผลผลิตที่ปลูกในปาปัวนิวกินีได้ประมาณ 160 กก./ไร่ เป็นน้ำหนักเมล็ดแห้งในประเทศไนจีเรียได้ 224 กก./ไร่ ในฟลอริดาผลิตได้ 320 กก./ไร่ สำหรับน้ำหนักสดได้ 1,880 กก./ไร่ นับว่าเป็นผลผลิตต่อไร่ที่สูงมากเมื่อเทียบกับพืชตระกูลถั่วทั่วๆ ไป