วิธีปลูกแตงโม (Watermelon)

แตงโม

แตงโม เป็นผักที่เรานิยมผลที่แก่มารับประทานสดเหมือนผลไม้ เพราะมีสีแดงและมีรสหวาน ทั้งยังมีปริมาณน้ำมาก ทำให้ชวนรับประทานแก้กระหายน้ำ ส่วนผลอ่อนสามารถนำมาทำกับข้าวได้ เช่น ต้ม แกง ผัด เมล็ดแตงที่แก่สามารถนำมาอบและก็ใช้รับประทานเป็นของขบเคี้ยวได้ แตงโมเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางอาหารมากนัก เมื่อเทียบกับผักอื่นๆ แตงโมชอบขึ้นในเขตอากาศร้อน ลำต้นเลื้อยไปตามดิน จึงต้องการพื้นที่ในการปลูกมาก แตงโมมีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ปัจจุบันสามารผลิตแตงโมที่ไม่มีเมล็ดโดยใช้สารเคมีฉีดพ่นสำหรับพันธุ์แตงที่นำเอาเมล็ดมาบริโภคต้องทำให้ได้เมล็ดมากๆ

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโต แตงโมขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดแต่ต้องไม่มีน้ำขัง ชอบดินร่วนปนทราย ชอบอากาศแห้งและอุณหภูมิสูง ถ้าปริมาณน้ำฝนสูง และความชื้นสูง ความเสียหายจะมีแก่แตงโมมาก ถ้าอุณหภูมิต่ำมากกว่า  ซ เมล็ดแตงจะไม่งอกและถ้าอุณหภูมิต่ำถึง ซ จะทำให้แตงโมหยุดการเจริญเติบโต อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 22 – ซ และถ้าปลูกในที่ที่ฝนซุก จะทำให้เป็นโรคทางใบง่าย ฤดูที่เหมาะสำหรับปลูกแตงโมมาก คือฤดูหนาวตอนปลาย คือ ประมาณกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน แปลงต้องรับแสงแดดเต็มที่ตลอดทั้งวัน

การเตรียมดิน โดยทั่วไปจะปลูกแตงโมแบบหยอดเมล็ด แตงโมเป็นพืชที่มีระบบรากลึก ควรขุดไถดินลึกประมาณ 22 – 30 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ในอัตรา 2 – 3 ต้น/ไร่ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและทำสภาพของดินให้เหมาะสมคือ ให้ดินโปร่ง หากดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวปรับสภาพของดินด้วย

การปลูก ระยะปลูกของแตงโมนั้นขึ้นอยู่กับแปลงปลูกหากแปลงปลูกเป็นผืนใหญ่ เช่น การปลูกในห้องที่ไร่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะใช้ระยะ 180-180 ซม. หากแปลงปลูกเป็นการยกร่องขนาดกว้าง 4 – 5 เมตร จะปลูกแตง 2 แถว ในร่อง ใช้ระยะปลูก 60 – 90 – 200 – 300 ซม. หยอดเมล็ดลงในหลุม โดยใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม หยอดเมล็ดหลุมละ 3 – 4 เมล็ด เมื่อแตงโมงอกและมีใบจริง 2 – 3 ใบ ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 2 ต้น โดยคัดเลือกเอาต้นที่แข็งแรงเอาไว้ จำนวนเมล็ดพันธุ์ที่ใช้หยอดปลูกในแปลงพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ประมาณ 250 – 500 กรัม สำหรับพันธุ์หนักหรือพันธุ์ Charleston Grey ถ้าเป็นพันธุ์เบาหรือพันธุ์ Sugar baby ซึ่งมีเมล็ดขนาดเล็กกว่า จะใช้เมล็ดประมาณ 40 – 50 กรัมเท่านั้น ก่อนปลูกควรบีบเมล็ดแตงให้แตกอ่อน จึงจะงอกได้เร็วขึ้น

การปฎิบัติดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย ปุ๋ยผสมควรใช้ N : P : K ในอัตราส่วน 1 : 1 : 2 สูตรปุ๋ยที่ใช้คือ 10 – 10 – 20 หรือ 13 – 13 – 21 ในอัตรา 100 – 150 กก./ไร่ นอกนี้ควรใช้ปุ๋ยไนโตรเจน เป็นยูเรียและแอมโมเนียซัลเฟต ใส่ในอัตรา 20 กก./ไร่ โดยแบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง คือ เมื่อแตงมีใบ 5 ใบใส่ 1/3 ของปุ๋ยไนโตรเจน และอีก 2/3 ใส่เมื่อเถาแตงยาว 30 ซม. สำหรับปุ๋ยผสมแบ่งครึ่งหนึ่งใส่เป็นปุ๋ยรองพื้น และอีกครึ่งหนึ่งใส่เมื่อเถาแตงยาว 90 ซม.

การให้น้ำ แม้ว่าแตงโมจะเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะความแห้งแล้ง แต่การที่แตงโมขาดน้ำ แม้ว่าแตงโมจะไม่ตาย แต่ก็ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต อย่างไรก็ดี แตงโมจะทรุดโทรมถ้าน้ำขัง และความชื้นมากเกินไป โดยเฉพาะในตอนที่ผลแตงกำลังเจริญเติบโตจะให้ขาดน้ำไม่ได้เลย การให้น้ำแตงควรให้ทั่วทั้งแปลง เพราะเถาแตงเลื้อยไปถึงไหน รากแตงก็จะไปถึงนั่น

การคลุมดิน เมื่อเถาแตงเจริญได้นิดหน่อยควรคลุมดินด้วยฟางเพื่อจุดประสงค์หลายประการ คือ

  1. รักษาความชุ่มชื้นในดิน เพื่อแตงจะได้ไม่ชะงักการเจริญเติบโต เพราะสามารถดูดน้ำและแร่ธาตุได้ตลอดเวลา
  2. ป้องกันผิวดินอับ จะทำให้ด้านล่างขาดออกซิเจน ทำให้รากแตงไม่เจริญเติบโต
  3. ป้องกันไม่ให้ดินร้อนจัดเกินไป อุณหภูมิของดินไม่ควรเกิน ซ
  4. ป้องกันวัชพืช เมื่อหน้าดินถูกปกคลุม จะทำให้วัชพืชขึ้นได้ยาก เพราะขาดแสงหากวัชพืชขึ้นมาบังใบแตงไป แตงโมจะปรุงอาหารได้น้อย ทำให้อ่อนแอ และแตงโมตายได้

การจัดเถาแตงโม เมื่อแตงโมมีขนาดเถายาวประมาณ 1 – 2 ฟุต ควรจับเถาแตงให้เลื้อยไปทางเดียวกัน เพราะหากไปจัดแถวแตงให้อยู่ในทิศทางเดียวกันแล้ว ตามธรรมชาติเถาแตงจะกระจายและพาดพันกันไปมา ทำให้บังแสงและอับทึบหนาแน่น ซึ่งโรครบกวนและผลผลิตจะน้อยลง นอกจากจะจัดเถาแตงให้เลื้อยไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ควรตัดเถาแตงที่อ่อนและทิ้งไป โดยทั่วไปมักนิยมเลี้ยงไว้ 4 เถา ต่อตัน และต้องคอยริดกิ่งแขนงที่ออกจากเถานั้นด้วย การจัดเถานั้นไม่ควรทำตอนเช้า เพราะกิ่งจะอวบน้ำเปราะและหักง่าย

การต่อตอก เนื่องจากแตงโมมีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่แยกกัน ดังนั้น การผสมจึงเป็นแบบผสมข้าม โดยใช้แมลงเป็นส่วนใหญ่ หากใช้ยาฆ่าแมลงมากเกินไป อาจไม่มีแมลงช่วยในการผสมละอองเกสร ดังนั้น จึงต้องใช้คนช่วยผสมแทน การผสมควรทำในเวลา 6.00 น. ถึง 10.00 น. หลังจาก 10.00 น. ไปแล้ว ดอกตัวเมียจะหุบไม่ยอมรับเกสรตัวผู้ วิธีการทำได้โดยเด็ดดอกตัวผู้ที่บาน ซึ่งจะเห็นละอองเกสรเป็นผงสีเหลืองฟุ้ง นำไปแตะกับยอดเกสรของดอกตัวเมียซึ่งกำลังมีน้ำเยิ้ม วิธีสังเกตดอกตัวเมียคือ ดอกที่มีลักษณะที่มีรังไข่คล้ายๆ ผลแตงเล็กๆ อยู่ใต้ดอก ส่วนดอกตัวผู้จะเป็นดอกที่ข้างล่างลีบๆ ธรรมดา

การปลิดผลทิ้ง แตงโมจะมีการติดผลที่เถาหลักที่ข้อที่ 5 และที่ 7 ซึ่งผลแรกๆ ที่เกิดขึ้นนี้จะมีขนาดเล็กและคุณภาพต่ำ ควรปลิดผลทิ้งตั้งแต่ผลยังเล็กๆ และควรปลิดผลที่บิดเบี้ยวทิ้งด้วย เพราะถ้าทิ้งไว้จะทำให้เถาแตงโมเลื้อยช้า ควรเอาผลตั้งแต่ข้อที่ 9 ไปไว้ โดยเอาไว้เถาละต้น ขนาดของผลแดงที่ปลิดทิ้งได้ต้องกะประมาณลูกปิงปอง แต่อย่าให้โตเกินลูกเทนนิส วิธีสังเกตว่าจะเอาแตงลูกใดไว้ให้พิจารณาดูขั้วของผล โดยให้เก็บผลแตงที่มีขั้วของผลใหญ่ไว้เพราะจะได้แตงขนาดใหญ่ด้วย เพราะโดยทั่วไป หากขั้วของผลเล็กจะให้แตงขนาดเล็กด้วย ดังนั้น แตงแต่ละต้นจะเก็บไว้ 4 ผล

การปฏิบัติดูแลขณะผลแตงกำลังเจริญเติบโต ผลแตงที่สมบูรณ์จะเจริญแต่ละวันอย่างรวดเร็ว เมื่อผลแตงมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว ควรเอาฟางรองใต้ผลให้หนาพอควร เพื่อมิให้ผลสัมผัสกับดินโดยตรง หรืออาจใช้กระบอกไม้ไผ่ผ่าซัก ตัดเป็นท่อนๆ รองผล โดยให้ระบายอากาศได้ นอกจากนี้ ควรกลับผลแตงด้านที่ไม่โดนแสงแดดให้ขึ้นมาถูกแสงในเวลาช่วง 10 วัน ก่อนการเก็บเกี่ยว จะทำให้ผลแตงมีความหวานดีขึ้นและมีสีสม่ำเสมอ

การเก็บเกี่ยว ความสำคัญในการเก็บเกี่ยวแตงคือ ช่วงเวลาที่จะเลือกเก็บตอนแตงสีแดงจัดและหวาน และมีเนื้อแน่น มีวิธีการคะเนการเก็บแตงในวิธีต่างๆ กัน

  1. การนับวัน ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับพันธุ์แตง และยังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของบรรยากาศด้วย โดยทั่วไป แตงพันธุ์เบาคือ sugar baby จะเก็บเกี่ยวได้หลังจากดอกบาน 35 – 42 วัน ส่วนพันธุ์หนักคือ Charleston Grey จำนวนวันที่จะเก็บได้ประมาณ 42 – 45 วัน หลังจากดอกบานหรือวันผสมเกสร
  2. การฟังเสียง ได้จากการดีด หรือตบผลดู เสียงที่ฟังดูแล้วกังวานใส จะเป็นแตงที่ยังอ่อนอยู่ ส่วนเสียงที่ฟังดูแล้วทึบ เหมือนมีลมอยู่ข้างใน แสดงว่าแตงนั้นแก่เกินไป แม้ว่าพวกนี้จะมีความหวานจัด แต่ลักษณะของเนื้อจะเหนียวและไม่กรอบ ซึ่งเราเรียกว่า “ไส้ล้ม” ขายสู่ตลาดไม่ได้ ดังนั้น เมื่อดีดดูแล้วเสียงที่ฟังดูเป็นเสียงกึ่งกังวานกึ่งทึบถือว่าเป็นผลแตงที่พอดีสำหรับการเก็บเกี่ยว วิธีการฟังเสียงจากการดีดนี้ ใช้ไม่ได้กับแตงโมที่เถาตาย
  3. มือเกาะ (tendril) ที่อยู่ใกล้กับขั้วของผลมากที่สุด เปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแห้ง ผลเบาขึ้นนิดหน่อย ขั้วของผลเริ่มเหี่ยวยุบลง ผิวของผลแตงกร้าน ไม่สด
  4. รอยด่างที่ก้นของผลแตง ส่วนที่ติดดินจะมีสีเหลืองเข้ม ในระยะนี้ผลแตงจะแก่จัด แต่ถ้าเป็นสีขาวแสดงว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเก็บ

พันธุ์แตง แตงที่ปลูกกันนั้นแบ่งออกเป็นพวกต่างๆ ดังนี้

  1. Sugar baby เป็นพันธุ์เบา อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 68 วัน หลังจากงอก ผลกลมสีเขียวเข้ม เนื้อแดง รสหวาน เมล็ดเล็ก น้ำหนักผลเฉลี่ยประมาณ 4 – 6 กก. คุณภาพในการขนส่งและเก็บรักษาดีมาก นิยมปลูกมาก
  2. Charleston Grey เป็นพันธุ์หนัก อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน หลังจากงอก ผลมีลักษณะยาวรีสีเขียวนวล เนื้อสีชมพู รสหวาน เปลือกหนา คุณภาพในการขนส่งดี เมล็ดมีขนาดใหญ่
  3. Yellow baby hybrid อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 70 – 75 วัน หลังจากงอก ผลกลม สีเขียวอ่อน ลายเขียวเข้มสลับ เนื้อสีเหลือง ผิวบางแต่เหนียว
  4. พันธุ์ไม่มีเมล็ด คือ Fengshan No. 1 Hybrid ผลกรม ผิวสีเขียว มีลายสีเขียวเข้มพาด ผลหนักประมาณ 7 กก. เนื้อสีแดง หวานและแน่น มีคุณสมบัติในการเก็บรักษาดี เป็นพันธุ์ที่ดีของไต้หวันที่ขายส่งตลาดฮ่องกง
  5. พันธุ์ไม่มีเมล็ด คือ Farmer Wonderful Hybrid มีเถาสั้น ให้ผลผลิตสูง ผลลักษณะกลม น้ำหนักประมาณ 9 กก. ผิวมีสีเขียว และมีลายเขียวเข้ม เนื้อสีแดง หวานกรอบมีเมล็ดอ่อนลีบๆ บางสีขาว ในการปลูกพันธ์พันธุ์ไม่มีเมล็ดนี้ ต้องปลูกพันธุ์ธรรมดาสลับควบคู่กันไปด้วย เพื่อช่วยในการติดผล
  6. พันธุ์ที่ปลูกเพื่อผลิตเมล็ด คือ Red Coat Hybrid ผลกลม เนื้อขาวหมด เมล็ดสีแดง
  7. Wanli F2 Hybrid ผลกรม เนื้อขาวหมด เมล็ดสีดำ ผลหนัก 3 กก. ให้เมล็ดประมาณ 400 เมล็ดต่อผล

ในจังหวะสระบุรี กสิกรปลูกพันธุ์ที่ผลิตเมล็ดแตงโม พันธุ์นี้มีผลสีเขียวอ่อน ผลเล็กและมีเมล็ดมาก และกสิกรเก็บเมล็ดพันธุ์เอง

ส่วนแตงเนื้อพันธุ์พื้นเมือง เป็นพันธุ์ที่ชาวสวนปลูกในฤดูนอกการทำนา ชาวสวนเก็บเมล็ดพันธุ์เอง มีการกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ เพราะแตงเป็นพืชผสมข้าม จึงทำให้พันธุ์พื้นเมืองนี้ มีทั้งผลกลมรี ผลกลมยาว เปลือกผลสีเขียวอ่อนจนถึงสีเขียวแก่ เมล็ดขนาดใหญ่ ไม่ค่อยหวาน ไส้ล้มง่าย มักทนต่อความแห้งแล้ง พันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้ ได้แก่ พันธุ์บางเบิด พันธุ์บางช้าง

โรคและแมลงศัตรูแตงโม

  1. โรคเถาเหี่ยว เกิดจากเชื้อรา อาการใบจะซีด ใบและเถาจะเหี่ยวตรงบริเวณโคนเถาที่ใกล้กับผิวดิน มักจะแตกตามยาว และมีน้ำเมือกซึมออกมา ข้างในจะเป็นสีน้ำตาล วิธีการป้องกันคือปลูกพืชหมุนเวียน เชื้อรามักติดมากับเมล็ดพันธุ์ ก่อนปลูกควรจุ่มเมล็ดพันธุ์ไว้ในน้ำยา Formalin ในความเข้มข้น 1 : 150 เป็นเวลานาน 1 ชม. แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนนำไปปลูก หรืออาจใส่ปูนขาวลงในดิน ในอัตรา 500 กก./ไร่ หรือใช้ Dithane ในความเข้มข้น 1.5 ฉีดพ่นที่ต้นพืช หรือก่อนปลูกใช้ยากันราเทอราคลอ ผสมน้ำในอัตรา 60 ซีซี/ 20 ลิตรของน้ำรดลงในหลุมแตงก่อนหยอดเมล็ด 2 วัน
  2. โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการที่พบปรากฎว่า ในใบเถาจะเหี่ยวลงทีละใบ โดยจะเหี่ยวจากปลายเถามาทางโคนเถา เมื่อเหี่ยวมาถึงโคนก็จะเหี่ยวตลอดต้น ลักษณะสีของใบยังเขียวอยู่ และจากนั้นเถาแตงทั้งหมดจะตายไป เมื่อผ่าดูตามเถา จะเห็นว่ากลางลำต้นมีน้ำลักษณะเน่า เชื้อแบคทีเรียมักเข้าไปในเถาแตงทางแผลที่ถูกแมลงกัดกิน จะป้องกันรักษาโดยฉีดยาพ่นฆ่าแมลงหรือใช้ยา Agrimycin Teramycin และ Streptomycin สัปดาห์ละครั้ง
  3. โรคราน้ำค้าง เกิดจากเชื้อรา อาการของโรคคือ เกิดจุดสีเหลืองบนหลังใบและขยายตัวใหญ่ขึ้น และจุดเพิ่มมากขึ้น มักระบาดในช่วงอากาศอบอุ่นและชุ่มชื้น ระบาดไปยังเถาที่ยังไม่เป็นไปเรื่อยๆ ต่อมาใบจะแห้ง แตงโมจะติดผลน้อย ผลที่ได้มีคุณภาพเลว เชื้อแพร่กระจายโดยลมและแมลง วิธีป้องกัน กำจัดโดยใช้ยากันรา Captan, Zineb, Maneb อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้ยา 1 กรัม ผสมน้ำ 400 ซีซี หรือใช้ยา 20 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง

แมลงที่รบกวนแตง มีดังต่อไปนี้

  1. เพลี้ยไฟ (Thrips) จะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ที่ใต้ใบอ่อนของแตงโม ทำให้ใบแตงหงิกงอไม่แผ่ขยาย ยอดชูตั้งขึ้น เรียกว่าโรคยอดตั้งหรือโรคไอ้โต้ง มักระบาดตอนร้อน อากาศแห้ง ลมแรง ลมจะพาเพลี้ยไฟระบาดไปได้รวดเร็ว การป้องกันโดยใช้ยา Lanate, Dumethcate
  2. เพลี้ยอ่อน (Aphids) จะเข้าทำลายดูดน้ำเลี้ยงที่ใบของแตงเช่นกัน ป้องกันโดยใช้ยาเช่นเดียวกับเพลี้ยไฟ
  3. เต่าแดง เป็นแมลงปีกแข็ง กัดกินใบแตงขณะที่แตงยังอ่อนอยู่ ลักษณะตัวยาวประมาณ 1 ซม. ปีกสีเหลืองส้ม กัดใบแตงขาด เป็นพาหะนำโรคแบคทีเรียมาให้ ทำให้แตงเป็นโรคเหี่ยว ใช้ยา Sevin 85% ในอัตรา 15 – 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดแดงทั้งต้น ฉีดทั้งด้านบนและด้านล่างของใบสัปดาห์ละครั้ง

แหล่งผลิตแตงโม แตงโมปลูกมากที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ปลูก 99,760 ไร่ ในจังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น และยโสธร รองลงมาคือภาคใต้มีพื้นที่ปลูก 84,580 ไร่ ในจังหวัด นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร ภาคเหนือมีพื้นที่ปลูก 38,282 ไร่ ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ พิจิตร และสุโขทัย ผลผลิตโดยเฉลี่ย 2.4 ต้น/ไร่