ขมิ้นชัน มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกใต้ ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งธรรมชาติในสภาพพืชป่า มีข้อสันนิษฐานว่าเป็นพืชปลูกที่เกิดจากกระบวนการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติและมีโครโมโซม 3 ชุด ซึ่งเป็นหมันและมีการสืบทอดพันธุ์กันต่อมาโดยวิธีการคัดเลือกพันธุ์และขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศระหว่างขมิ้นชันสายพันธุ์ที่มีโครโมโซม 2 คู่ และ 4 คู่
การปลูกขมิ้นชันสันนิษฐานว่าเริ่มขึ้นในประเทศอินเดียและแพร่กระจายไปสู่ประเทศจีนในศตวรรษที่ 7 แอฟริกาตะวันออกในศตวรรษที่ 8 แอฟริกาตะวันตกในศตวรรษที่ 13 และจาไมก้าในศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันมีเขตการกระจายพันธุ์ปลูกทั่วไปในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนหรือร้อนชื้นทั่วโลกแหล่งปลูกขมิ้นชันเป็นการค้าขนาดใหญ่ของโลก คือ อินเดีย และมีแหล่งอื่นบ้างทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ขมิ้นชันเป็นพืชล้มลุกข้ามปีและมีหัวใต้ดินเช่นเดียวกับขิงและข่า
ลำต้น ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นลำต้นเทียม มีลักษณะเป็นกาบใบเรียงอัดช้อนกันอยู่สูงประมาณ 1-1.5 เมตร และมีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า เหง้า (rhizome) ซึ่งประกอบด้วยเหง้าหลักมีลักษณะเป็นรูปไข่เจริญในแนวตั้ง ด้านข้างของเหง้าจะมีแขนงย่อยแตกออกคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า แง่ง (finger) เนื้อในเหง้าและแง่งมีสีเหลืองส้มและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
ราก จะเกิดรากฝอยจากแง่ง (finger)
ใบ เป็นใบเดี่ยว แผ่นใบมีลักษณะยาวรี โคนใบสอบหรือมน ปลายใบแหลม ยาวประมาณ 30-45 เซนติเมตร กว้าง 10-20 เซนติเมตร มีเส้นกลางใบเห็นได้ชัดเจนทางด้านล่างของใบ ใบเรียงแบบสลับและอยู่กันเป็นกลุ่ม เมื่อโตเต็มที่จะมีใบประมาณ 6-10 ใบต่อต้น กาบใบยาว 40-60 เซนติเมตร
ดอกและการออกดอก ดอกจะออกเป็นช่อเจริญจากเหง้า แทรกขึ้นมาระหว่างใบรูปทรงกระบอกกว้าง 5-9 เซนติเมตร ยาว 10-20 เซนติเมตร มีใบประดับจำนวนมาก รูปรีแกมขอบขนาน เรียงเวียนถี่รอบแกนช่อดอก ใบประดับที่อยู่บริเวณโคนช่อดอกมีสีเขียวอ่อนหรือสีขาวแกมเขียว ขอบโคนใบประดับประกบติดกับใ ประดับที่อยู่ใกล้เคียงและติดกับแกนช่อดอกเกิดเป็นซอกคล้ายกระเปาะ ใบประดับที่อยู่บริเวณปลายช่อดอกมีสีขาวแกมเขียวอ่อน ปลายใบประดับมีแถบสีชมพูอ่อน โคนใบประดับประกบติดกันเป็นกระเปาะ ดอกมีสีเหลืองอ่อนจะออกในซอกกระเปาะใบประดับ 3-5 ดอกต่อซอก และทยอยบาน
ผลและการติดผล ตามปกติแล้วดอกขมิ้นจะเป็นหมัน จึงมักไม่ติดผลและเมล็ด
พันธุ์ขมิ้นชัน
พันขมิ้นชันที่นิยมปลูกคือพันธุ์พื้นเมืองซึ่งเป็นพันธุ์ในท้องถิ่น ได้แก่ พันธุ์สุราษฎร์ธานี พันธุ์นครศรีธรรมราช เป็นต้น
การคัดเลือกพันธุ์ขมิ้นชัน
กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อคัดเลือกพันธุ์ขมิ้นชัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจำแนกและคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี
ลักษณะเหง้าพันธุ์ที่ดี
- ขมิ้นแก่ อายุไม่น้อยกว่า 8-9 เดือน
- เหง้าสมบูรณ์ มีความแกร่งไม่เล็กลีบ ปราศจากโรค แมลง สัตว์ศัตรูพืช
- เหง้าที่ใช้ ทั้งหัวหรือแง่ง ควรมีตามากกว่า 2-5 ตาขึ้นไป
การเก็บรักษาเหง้าพันธุ์
- จัดเตรียมเหง้าพันธุ์ โดยคัดเลือกขมิ้นชันในฤดูกาลเก็บเกี่ยว และเก็บรักษาไว้สำหรับใช้ปลูกในฤดูกาลถัดไป
- เก็บรักษาเหง้าพันธุ์โดยวางผึ่งไว้ในที่ร่ม สะอาด ปราศจากโรค แมลง และสัตว์ต่างๆ มารบกวน มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ผิวสัมผัสหรือพื้นที่เก็บต้องแห้ง ปราศจากความชื้น หรือฝังเหง้าพันธุ์ในทรายหยาบที่สะอาด เย็น ในที่ร่ม โดยอาจแช่เหง้าพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดแมลงหรือรา และผึ้งท่อนพันธุ์ให้แห้งก่อนนำไปฝังทราย
แหล่งจำหน่ายเหง้าพันธุ์
แหล่งจำหน่ายผลผลิตขมิ้นชั้น ต้องพิจารณาแหล่งผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีประวัติการระบาดของโรคมาก่อน และผลผลิตมีสาระสำคัญสูง
การเตรียมพื้นที่ปลูกขมิ้นชัน
- ขุดหรือไถพรวนอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อให้ดินร่วนซุยขึ้น หากเป็นพื้นที่ที่หน้าดินแข็งหรือเป็นดินเก่า ควรไถพรวนไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง
- ตากดินไว้ 1-2 สัปดาห์ เพื่อทำลายไม่แมลงและเชื้อโรคในดิน
- เก็บเศษไม้ ซากวัชพืช กรวด หิน ออกจากแปลงให้หมด
- เพิ่มอินทรียวัตถุเพื่อปรับปรุงดินโดยใส่ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ อัตรา 4 ตันต่อไร่ และหากดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
- ไม่ต้องยกร่องในกรณีที่พื้นที่ปลูกมีการระบายน้ำดี
- การยกร่องเหมาะกับพื้นที่ปลูกที่มีสภาพเป็นที่ลุ่มหรือที่ราบต่ำ มีการระบายน้ำไม่ดีโดยยกร่องแปลงกว้าง 1-2 เมตร สูง 15-25 เซนติเมตร ความยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ระยะระหว่างร่อง 50-80 เซนติเมตร เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา
การกำหนดระยะปลูก
- ระยะปลูก 35 x 50 เซนติเมตร ใช้ท่อนพันธุ์ประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่ หากปลูกขมิ้นชันเป็นพืชแซม ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร
- ขุดหลุดปลูกลึก 10-15 เซนติเมตร หากไม่ได้ใส่ปุ๋ยคอกในขั้นตอนการเตรียมดินควรรองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอก หลุมละ 300 กรัม
การเตรียมหัวพันธุ์
- หัวพันธุ์ขมิ้นชันที่ใช้ปลูกมี 2 ลักษณะ คือ หัวแม่หรือหัวที่มีลักษณะกลมหนา และแง่งนิ้วที่มีลักษณะเรียวยาว
- การปลูกโดยใช้หัวแม่ น้ำหนักประมาณ 15-50 กรัม ใช้ 1 หัวต่อหลุม หากหัวพันธุ์มีขนาดใหญ่มาก ให้ตัดเป็นท่อนๆ มีตาติดอยู่ไม่น้อยกว่า 2 ตา
- การปลูกโดยใช้แง่ง น้ำหนักประมาณ 10 กรัม และมีตา 2-3 ตาต่อแง่ง ใช้ 2-3 แง่งต่อหลุม
- แช่หัวพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น มาลาไธออน หรือ คลอไพรีฟอส ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ตามอัตราแนะนำ เพื่อป้องกันเพลี้ยหอย
- ชุบหัวพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนปลูก
วิธีการปลูกขมิ้นชัน
ควรปลูกต้นฤดูฝน ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม เพื่อให้ระยะการรับน้ำฝนอย่างน้อย 4-5 เดือน ขมิ้นชันจะได้มีช่วงระยะการเจริญเติบโตและพัฒนาได้เต็มที่ตลอดฤดูฝน
วางหัวพันธุ์ในหลุมปลูก กลบดินหนา 5-10 เซนติเมตร หรือนำหัวพันธุ์ไปเพาะก่อนนำไปปลูก โดยนำไปผึ่งในที่ร่ม คลุมด้วยปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้วนานประมาณ 30 วัน หัวพันธุ์จะแตกหน่อขึ้นมา จึงนำไปปลูกในแปลง
การพรางแสง
ควรคลุมแปลงในกรณีน้ำน้อยหรือฝนทิ้งช่วง โดยใช้ฟางข้าวหรือใบหญ้าคา หากปลูกต้นฤดูฝน และฝนไม่ทิ้งช่วงก็ไม่มีความจำเป็นต้องคลุมแปลง
การให้น้ำ
- หากปลูกในฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงขณะที่ขมิ้นชันมีขนาดเล็ก ควรให้น้ำเพื่อไม่ให้เกิดอาการเหี่ยวเฉา
- ในระยะแรกของการเจริญเติบโต ควรให้น้ำสม่ำเสมอ และให้น้ำน้อยลงในระยะหัวเริ่มแก่และงดให้น้ำในฤดูระยะเก็บเกี่ยว
- หากมีน้ำท่วมขังในแปลงเป็นเวลานานๆ ขมิ้นชันจะเน่าตาย ควรรีบจัดการระบายน้ำออกทันทีที่พบว่าน้ำท่วมขัง
การใส่ปุ๋ย
- หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มเติมในปีแรก
- หากปลูกขมิ้นชัน 2 ปี ให้ใส่ปุ๋ยคอก ปริมาณ 300-500 กรัมต่อหลุม หลังจากดายหญ้าในฤดูฝนโดยใส่รอบโคนต้น
- กรณีที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยชีวภาพเพื่อบำรุงดินโดยโรยเป็นแถวข้างต้น ห่างจากโคนต้น 8-15 เซนติเมตร ใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังปลูก 1 เดือน และครั้งที่สองหลังปลูก 3 เดือน หลังใส่ปุ๋ยทุกครั้งหากฝนไม่ตกต้องให้น้ำ
- ควรหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยเคมี เพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างในผลผลิต โดยเฉพาะการนำผลผลิตขมิ้นชันไปใช้ประโยชน์ทางยา
การป้องกันกำจัดวัชพืชของขมิ้นชัน
ปีที่ 1 : กำจัดวัชพืช 3 ครั้ง
- ครั้งที่ 1 เมื่อขมิ้นชันเริ่มงอก ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร เนื่องจากในระยะนี้ขมิ้นชันจะเจริญเติบโตแข่งขันวัชพืชไม่ได้
- ครั้งที่ 2 หลังจากปลู 3 เดือน ประมาณเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงฝน
- ครั้งที่ 3 ช่วงฤดูแล้งในเดือนพฤศจิกายน
ปีที่ 2 : กำจัดวัชพืช 2 ครั้ง
- ครั้งที่ 1 ช่วงฤดูแล้งในเดือนมกราคม
- ครั้งที่ 2 ช่วงฤดูฝนในเดือนมิถุนายน
- กำจัดวัชพืชด้วยการถอน หรือใช้จอบดายออก ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช
- ควรพรวนดินหลังการกำจัดวัชพืช เพื่อให้ดินร่วนซุย ดูดซึมซับน้ำและสารอาหารได้ดี
การป้องกันกำจัดศัตรูพืชของขมิ้นชัน
ในสภาพการปลูกทั่วไป ศัตรูพืชที่เข้าทำลายขมิ้นชันมีเพียงเล็กน้อย
1. โรคเหี่ยวหรือโรคเน่าของเหง้าและรากจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial wilt)
สาเหตุ : เชื้อแบคทีเรียราลสโตเนีย (Ralstonia solanacearum)
ลักษณะอาการ : ใบจะเหี่ยว และม้วนเป็นหลอด มีสีเหลือง คล้ายอาการขาดน้ำ โดยจะลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอด และแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะช้ำฉ่ำน้ำ และจะเน่าเปื่อยปักหลุดออกมาโดยง่าย เหง้าจะมีสีคล้ำขึ้น เปื่อยยุ่ยและมีเมือกสีขาวข้นซึมออกมาตรงรอยแผล
ช่วงเวลาระบาด : ส่วนใหญ่เกิดจากการนำหัวพันธุ์ที่ติดเชื้อโรคมาปลูกในแปลง แปลงปลูกมีเศษซากพืชที่ติดเชื้อ ดินที่มีเชื้อโรคอยู่ และมีวัชพืชเป็นพืชอาศัย แล้วแพร่ระบาดไปกับเครื่องมือการเกษตร มนุษย์ สัตว์เลี้ยง ลม น้ำ โดยเชื้อแบคทีเรียจะเข้าทำลายทางบาดแผลหรือช่องเปิดธรรมชาติของพืชสภาพอุณหภูมิสูง ประมาณ 28-35 องศาเซลเซียส และความชื้นในดินสูงจะทำให้การพัฒนาของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว
การป้องกันกำจัด :
- พื้นที่ปลูกควรเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ไม่เคยปลูกขมิ้นชันที่เป็นโรคหรือพืชที่เป็นพืชอาศัยของโรคเหี่ยวมาก่อน
- หากเคยปลูกพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อโรค ควรกำจัดวัชพืช ไถพรวน และผึ่งดินให้แห้งก่อนปลูกอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อกำจัดเชื้อโรคในดิน
- หากแปล่งปลูกเคยมีการระบาดของโรค ควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ข้าว ข้าวโพด เป็นเวลา 3 ปี แล้วจึงกลับมาปลูกขมิ้นชันใหม่ หรือลดปริมาณเชื้อโรค โดยจัดการดินด้วยด้วยการใช้ปุ๋ยยูเรีย และปูนเผา อัตรา 70:800 กิโลกรัมต่อไร่
- ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค โดยคัดเลือกมาจากแหล่งที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคมาก่อน
- ปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ให้อยู่ในระดับ 6.5-7
- หลีกเลี่ยงการนำดินจากแหล่งอื่นเข้ามาในแปลงปลูก และการเดินเข้าไปในแปลงปลูกขมิ้นชันที่เป็นโรค
- การเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่าให้เกิดบาดแผล แยกผลผลิตที่เป็นโรคนำไปเผาทำลาย เก็บหัวขมิ้นชันและเศษต้นพืชให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของเชื้อในแปลงปลูก
- การใช้ใบพลู เปล้าน้อย และต้นตะไคร้หอม บดแห้ง อัตรา 10,000 ppm. คลุกกับหัวพันธุ์ก่อนปลูกเพื่อป้องกันโรคเหี่ยว
- หากพบโรคในแปลงในถอนต้นเผาทำลาย และขุดดินบริเวณนั้นผึ่งแดด โรยปูนขาวเพื่อกำจัดเชื้อไม่ให้ลุกลามต่อไป
2. โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อรา (Pythium wilt)
สาเหตุ : เกิดจากเชื้อรา Pythium spp.
ลักษณะอาการ : เชื้อโรคจะเข้าทำลายรากและลำต้นใต้ดิน ทำให้มีลักษณะเน่าเป็นสีน้ำตาลในระยะที่เริ่มเป็นโรค ส่วนของขมิ้นชันที่อยู่เหนือผิวดินจะเหี่ยวเฉาในเวลากลางวัน และกลับฟื้นคืนสภาพปกติในเวลากลางคืนสลับกันอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาจะมีอาการเหี่ยว มีสีเหลืองถาวร และเปลี่ยนเป็นแผลไหม้สีน้ำตาล ต้นจะเฉาและแห้งตาย
ช่วงเวลาระบาด : เชื้อราชนิดนี้เจริญอยู่ในดิน สามารถพักตัวอยู่ในดินได้เป็นเวลานานในสภาพแห้งแล้ง และสามารถเคลื่อนที่ไปตามน้ำในดิน เข้าทำลายต้นและรากของขมิ้นชันได้ในบริเวณกว้าง
การป้องกันกำจัด :
- ควรปลูกในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี ไม่ให้ความชื้นในดินมีมากเกินไป
- ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค
- ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน
- ใส่เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ลงในดิน ได้แก่ Trichoderma spp., Bacillus subtilis เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในดิน
- หากพบต้นที่เป็นโรคให้เผาทำลาย และราดดินบริเวณนั้นด้วยสารเคมี เช่น เมตาแลกซิล 25% (ริดโดมิล) อัตรา 20-25 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟอสเอทธิลอะลูมินั่ม (fosethyl Al) อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร รดให้ชุ่ม
แมลงและสัตว์ศัตรูพืชที่สำคัญของขมิ้นชัน
1. เพลี้ยแป้ง (Mealy bug)
ลักษณะการทำลาย : ตัวอ่อนของเพลี้ยแป้งจะดูดน้ำเลี้ยง บริเวณที่ถูกทำลายจะเห็นเป็นผงแป้งเกาะติดอยู่ โดยจะเข้าทำลายตามรากและแง่งในระดับผิวดิน
การป้องกันกำจัด :
- ใช้แมลงช้างปีกใส อัตรา 200-500 ตัวต่อไร่
- ฉีดพ่นด้วยสารสะเดา
2. หนอนเจาะลำต้น
การเข้าทำลาย : จะเจาะเข้าไปตามลำต้น ทำลายท่อน้ำท่ออาหาร ทำให้ยอดเหลือง
การป้องกันกำจัด : ใช้ไส้เดือนฝอย ความเข้มข้น 2,000 ตัวต่อมิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น
การเก็บเกี่ยวขมิ้นชัน
- อายุการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม คือ ขมิ้นชันมีอายุ 9-11 เดือนขึ้นไป เพื่อให้ได้สารสำคัญสูงส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวประมาณช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ โดยจะสังเกตเห็นลำต้นเหนือดินเริ่มแสดงอาการเหี่ยวแห้งจนกระทั่งแห้งสนิท จึงเริ่มทำการเก็บเกี่ยว
- ในบางพื้นที่ เกษตรกรจะปลูกขมิ้น 2 ปี และจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งของปีถัดไปเนื่องจากน้ำหนักที่ได้จะเพิ่มขึ้นจากขมิ้น 1 ปี ไม่น้อยกว่า 1 เท่าตัว และเหมาะสำหรับใช้ในการผลิตน้ำมันขมิ้นชัน
วิธีการเก็บเกี่ยว
- ใช้จอบขุดหรือถอนขึ้นมาทั้งกอ ตัดแยกส่วนเหนือดินและเหง้าออก โดยปกติการใช้แรงงานคนขุด จะขุดได้เฉลี่ย 120 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน
- เนื่องจากเป็นการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ดินจะมีสภาพแข็ง ควรให้น้ำพอดินชื้น ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วจึงทำการเก็บเกี่ยว
ข้อควรระวังในการเก็บเกี่ยว
- เก็บเกี่ยวด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ผลผลิตเกิดบาดแผล ฉีกขาด เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรค
- ไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝน เพื่อป้องกันโรคเชื้อรา
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวขมิ้นชัน
การทำความสะอาด
- ล้างเพื่อเอาดินออก โดยเปิดน้ำให้ไหลฉีดแรง ใช้มือปรือแปรงขัดผิวขมิ้นชันให้สะอาด
- ตัดแต่งเอารากหรือส่วนของหัวที่เสียทิ้ง ไม่ควรให้มีส่วนของต้นหรือดินติดปนไปกับหัว
- ผึ่งขมิ้นชันในตะกร้าหรือเข่งให้สะเด็ดน้ำ ไม่ควรนำมาหั่นในทันที เพราะจะทำให้แฉะและตายยาก
การคัดแยกผลผลิตแยกตามวัตถุประสงค์ดังนี้
- หัวขมิ้นที่จะเก็บไว้ใช้ทำพันธุ์ในฤดูต่อไป ควรผึ่งไว้ในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี
- หัวขมิ้นที่จะขายเป็นขมิ้นสด บรรจุในกระสอบป่านหรือถุงตาข่าย แล้วนำไปส่งขายที่ตลาด
- หัวขมิ้นที่จะแปรรูปเบื้องต้นเป็นขมิ้นชันแห้ง ขมิ้นชันบดผง และน้ำมันขมิ้นชัน
การทำแห้งขมิ้นชันทั้งหัว
- ต้มหรือนึ่งเหง้าสด นาน 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้เซลล์และเนื้อเยื่อตาย
- ตากแดด 6-8 วัน หรือเป่าลมร้อน 65-70 องศาเซลเซียส ให้มีความชื้นคงเหลือเพียง 8-10%
- ทำความสะอาดเหง้า ปอกเปลือกหรือจัดผิวภายนอกของเหง้า
- คัดแยกชนิดและขนาดก่อนบรรจุขาย
- ผลผลิตขั้นสุดท้ายจะเหลือประมาณ 15-25% ของน้ำหนักเหง้าสด
การทำขมิ้นชันแห้งแบบชิ้น
- หั่นหรือฝานขมิ้นชัน โดยใช้มีดหรือเครื่องหั่น
- วางบนถาดหรือตะแกรง เกลี่ยให้บาง
- นำไปอบโดยใช้เครื่องอบแห้งแบบอุโมงค์ ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 8-12 ชั่วโมง หรือนำไปตากแดด 3 วัน และอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง
- อัตราการทำแห้ง ขมิ้นสด : ขมิ้นแห้ง เท่ากับ 8:1
ในการทำแห้งขมิ้นชัน อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ต้องสะอาด ลานตากผลผลิตต้องยกพื้นสูง มีหลังคาหรือวัสดุสำหรับคลุมผลผลิต เช่น ผ้าขาวบาง เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยง ฝุ่นละออง สิ่งสกปรกต่างๆ และป้องกันผลผลิตปลิวเนื่องจากแรงลม แล้วนำขมิ้นชันที่แห้งสนิทมาบดให้เป็นผง โดยใช้เครื่องบดที่สะอาดขมิ้นแห้ง 1 กิโลกรัม จะได้ขมิ้นผง 0.8 กิโลกรัม
การกลั่นน้ำมันหอมระเหยขมิ้นชัน
- นำเหง้าขมิ้นชันมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ เพื่อให้ไอน้ำผ่านได้ง่าย ได้น้ำมันที่มีคุณภาพและปริมาณมาก
- ใส่ขมิ้นชันที่เตรียมไว้ลงในหม้อกลั่น และใช้วิธีการกลั่นด้วยน้ำและไอน้ำ (water and steam distillation)
- อุณหภูมิที่ใช้ในการกลั่น ระหว่าง 150-200 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 8-10 ชั่วโมง
- อัตราการกลั่นน้ำมันหอมระเหย ใช้ขมิ้นสด 1,000 กิโลกรัม ได้น้ำมันขมิ้นชัน 2 กิโลกรัม
การบรรจุและการเก็บรักษาขมิ้นชัน
- บรรจุขมิ้นชันที่แห้งแล้วในภาชนะที่สะอาด แห้ง และปิดให้สนิท เช่น บรรจุในถุง/พลาสติกใส มัดปากถุงให้แน่น แล้วบรรจุในถังพลาสติกที่มีฝาปิด หรือบรรจุน้ำมันขมิ้นชันในขวดแก้วปิดฝาให้สนิท
- เก็บในที่แห้ง สะอาด อากาศถ่ายเทได้สะดวก
- ไม่ควรวางวัตถุดิบขมิ้นชันให้สัมผัสกับพื้นโดยตรง ควรเก็บไว้บนชั้นวางหรือยกพื้น
- นำวัตถุดิบขมิ้นชันออกมาผึ่งในที่ร่ม ทุก 3-4 เดือน
- ไม่ควรเก็บวัตถุดิบขมิ้นชันไว้นาน เนื่องจากปริมาณน้ำมันหอมระเหยจะลดลงประมาณ 25% เมื่อเก็บไว้นาน 2 ปี
วิธีเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของขมิ้นชัน
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้วิจัยด้านการพัฒนาสมุนไพรเพื่ออุตสาหกรรมและการส่งออก ดังนี้
1. อิทธิพลของร่มเงา และระยะปลูกต่อผลผลิตและปริมาณสารสำคัญของขมิ้นชันพบว่าการปลูกขมิ้นชันในแปลงที่ไม่พรางแสง, พรางแสง 50%, 60% และ 70% ผลผลิต Rhizome ไม่แตกต่างกัน โดยมีค่าระหว่าง 421.46-442.85 กรัมต่อต้น แต่เมื่อพรางแสง 80% ผลผลิตลดลงเป็น 196.11 กรัมต่อต้น
ปริมาณสาร Curcuminoid ใน Rhizome ของขมิ้นชันที่ปลูกในแปลงที่ไม่พรางแสง, พรางแสง 50%, 60%, และ 70% ไม่แตกต่างกัน โดยมีค่าระหว่าง 7.62-8.11% แต่เมื่อพรางแสง 80% ปริมาณสาร Curcuminiod ลดลงเป็น 6.96%
2. ชนิดปุ๋ย และช่วงเวลาในการใส่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกขมิ้นชัน พบว่าขมิ้นชันที่ใส่ปุ๋ยมูลไก่ อัตรา 250 กรัมต่อต้น และปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 อัตรา 14.06 กรัมต่อวัน มีแนวโน้มให้ผลผลิต Rhizome ต่อต้น มากกว่าต้นที่ไม่ใส่ปุ๋ย และการใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง เมื่อพร้อมปลูก และขมิ้นชันอายุ 2 เดือนหลังปลูก มีแนวโน้มให้ผลผลิต Rhizome ต่อต้นมากที่สุดเท่ากับ 818.77 กรัมต่อต้น
3. การขยายพันธุ์ขมิ้นชันโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยง 2 ขั้นตอน พบว่า การนำตายอดขมิ้นชันที่มีอายุ 1-3 เดือน มาผ่าแบ่งตามยาวเป็น 4 ชิ้นส่วน ความยาว 0.5 เซนติเมตร เพาะเลี้ยงในอาหารสูตร MS ที่เติม TDZ 4 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นเวลา 4 สัปดาห์ แล้วย้ายไปเลี้ยงในอาหารสูตร MS ที่ไม่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สามารถกระตุ้นยอดได้ 18.22 0.62 ยอดต่อชิ้นส่วน มีความยาวเฉลี่ย 3.85 เซนติเมตรต่อยอด และมีอัตราการสร้างราก 88.40 2.6% สามารถปลูกลงดินในสภาพโรงเรือนได้และเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแปลงปลูก ปริมาณเคอร์คูมินอยด์ของขมิ้นชันที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต้นแม่เดียวกัน มีความแปรปรวนต่ำ
4. การขยายพันธุ์ขมิ้นชันโดยการกระตุ้นชิ้นส่วนตาในอาหารเหลวที่เติม TDZ พบว่า การเลี้ยงชิ้นส่วนตายอดขมิ้นชันในอาหารเหลาสูตร MS ที่เติม TDZ 16 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วย้ายไปเลี้ยงในอาหารสูตร MS ที่ไม่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต เป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีอัตราการสร้างยอดใหม่เป็น 14.50 1.33 ยอดต่อชิ้นส่วน
กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยการเปรียบเทียบและทดสอบสายพันธุ์ขมิ้นชัน ดังนี้
1. การวิจัยการเปรียบเทียบพันธุ์ พบว่า สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งเฉลี่ยสูงได้แก่ สายพันธุ์พิษณุโลก และเลย แต่มีเปอร์เซ็นต์สารเคอร์คูมินอยด์ต่ำ สายพันธุ์ที่เปอร์เซ็นต์เคอร์คูมินอยด์เฉลี่ยสูงกว่า 8% ได้แก่ สายพันธุ์นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ราชบุรี 1 สุราษฎร์ธานี นครพนม และชุมพรโดยให้เปอร์เซ็นต์เฉลี่ย 13.25 12.15 11.72 11.43 10.45 10.22 และ 9.81 ตามลำดับ สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเคอร์คูมินอยด์เฉลี่ยสูง ได้แก่ สายพันธุ์ราชบุรี 1 นครพนม และชุมพรโดยให้ผลผลิตเคอร์คูมินอยด์ 108.53 และ 107.82 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ
2. การปลูกทดสอบขมิ้นชัน พบว่า สายพันธุ์ชุมพร นครพนม ระนอง พังงา ราชบุรี 1 สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งเฉลี่ย 805.87 768.60 763.22 680.55 587.53 และ 446.77 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ โดยทุกสายพันธุ์ให้สารเคอร์คูมินอยด์มากกว่า 8% และน้ำมันหอมระเหยมากกว่า 6% สายพันธุ์นครศรีธรรมราชให้เคอร์คูมินอยด์สูง ถึง 13.06% สายพันธุ์นครพนมให้น้ำมันหอมระเหยสูงถึง 8.75% และสายพันธุ์ระนองให้ผลผลิตเคอร์คูมินอยด์เฉลี่ย 96.29 กิโลกรัมต่อไร่ ไม่แตกต่างทางสถิติกับสายพันธุ์นครพนมที่ให้ผลผลิตเคอร์คูมินอยด์ เฉลี่ย 79.32 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าและแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
