วิธีปลูกมะเขือเทศ (Tomato)

มะเขือเทศ

มะเขือเทศ จัดว่าเป็นพืชผักที่คนไทยนิยมรับประทานกันเมื่อไม่ช้านี้ เมื่อเทียบปริมาณการใช้ทั่วโลกแล้ว มะเขือเทศจัดว่าเป็นผักที่มีความนิยมสูง ผลของมะเขือเทศนอกจากจะมีรสอร่อยแล้ว ยังมีคุณค่าทางอาหารสูง สามารถใช้รับประทานสดและทำเป็นอุตสาหกรรมทำซอสและซุปได้ ดังนั้น จึงมีงานศึกษาพันธุ์และวิจัยเกี่ยวกับมะเขือเทศมาก เดิมมะเขือเทศเป็นพืชผักพื้นเมืองทางแถบเทือกเขาแอนตีสทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งต่อมาก็แพร่เข้าสู่ยุโรป และเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 60 ปีมานี้เอง มะเขือเทศเป็นพืชที่ปลูกได้ตั้งในแถบร้อนและแถบอบอุ่น และงานค้นคว้าปรับปรุงพันธุ์ทำขึ้นในแถบอบอุ่นก่อน ดังนั้น เมื่อนำเข้ามาปลูกในเมืองไทย จึงประสบปัญหามากมาย โดยเฉพาะผลผลิตไม่สามารถมีได้ตลอดปี ดังนั้น ในบางฤดูกาลที่ผลิตมะเขือเทศได้น้อย จะมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งเป็นระยะที่ไม่เหมาะในการติดผลและโรคแมลงรบกวนมาก

มะเขือเทศเป็นพืชฤดูเดียว เมื่อโตเต็มที่ลำต้นจะแข็งและเป็นเหลี่ยม มีกิ่งก้านสาขามาก ลักษณะการเจริญของพุ่มมะเขือเทศมี 2 แบบ คือ

1) แบบพุ่มเตี้ย (Determinate) เป็นมะเขือเทศที่เมื่อโตเต็มที่แล้วจะออกดอกที่ปลายยอด ทำให้ยอดไม่ยืดต่อไป ส่วนใหญ่มะเขือเทศพันธุ์นี้มักออกดอกในเวลาใกล้เคียงกันเวลาเก็บเกี่ยวจึงสะดวก ได้แก่ พันธุ์ Marglobe, Fireball, Best of all, Roma Indian Red Pear

2) แบบพุ่มเลื้อย (Indeterminate type) พวกนี้ไม่มีดอกที่ปลายยอด ทำให้ยอดเจริญสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น จึงนิยมปักค้างเมื่อให้ต้นมะเขือตั้งตรง และผลไม่สัมผัสกับดินในกรณีที่ค่าแรงงานสูง จะไม่ทำค้างแต่จะใช้วัสดุคลุมดิน เพื่อป้องกันมิให้ผลของมะเขือเทศแตะพื้นดิน พันธุ์มะเขือเทศพวกนี้ ได้แก่ Ponderosa, Pritchard, Oxheart, Porter

ถ้าพิจารณาถึงอายุของมะเขือเทศ จะแบ่งได้ออกเป็น 2 พวกคือ

1) พวกพันธุ์เบา คือ อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-65 วัน ได้แก่ พันธุ์ Pritchard Viator, Rutger, John Bear, Panamerica

2) พวกพันธุ์หนัก อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 75-100 วัน ได้แก่ พันธุ์ Ponderosa, Oxheart

หากคำนึงถึงจุดประสงค์ของการใช้มะเขือเทศ สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1) มะเขือเทศส่งโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป (Processing tomato) มะเขือเทศพวกนี้นำไปทำอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น Sauce ในการคัดพันธุ์ เพื่อใช้ในความประสงค์อันนี้ต้องคำนึงถึงลักษณะต่างๆของมะเขือเทศ ดังต่อไปนี้

1.1) ผลสุกสีแดงจัด
1.2) ผลแป้นเปลือกไม่แตกง่ายในการขนส่ง
1.3) ไส้กลางของผลควรเล็ก, ไม่แข็ง
1.4) เนื้อของผลมาก
1.5) เป็นพันธุ์ที่สุกพร้อมๆกันเป็นส่วนใหญ่
1.6) กลีบรองดอกที่ติดอยู่ที่ขั้วของผลหลุดออกจากผลได้ง่าย
1.7) ต้องมี total soluble solid สูง

พันธุ์มะเขือเทศพวกนี้มักเป็นพวก Determinate type เช่น Roforto, VF145, B7879, Gamad Chico

2) มะเขือเทศรับประทานสด (Table tomato) มะเขือเทศพวกนี้ต้องมีลักษณะที่สำคัญๆดังนี้

• ผลทรงกลมมีขนาดใหญ่ หรือผลรี
• เนื้อแน่น รสดี ขนส่งได้ไกลเก็บทน
• ผลเรียบ ไม่แตก
• สีของผลสม่ำเสมอ

พันธุ์มะเขือเทศพวกนี้มักเป็นพวก Indeterminate type เช่น พันธุ์ Floradel, Fireball Manapal, Campbell, Walter, Montecalo Kewato, Saturn Tropic

ในปัจจุบัน สภาวิจัยฯ ได้ผลิตพันธุ์ที่ทนร้อนขขึ้นมาอีกเหมาะสำหรับปลูกในประเทศไทย ได้แก่ L151, L22, SVR/DC3, SVR/DC4

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโต

มะเขือเทศต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 21-24 oซ แต่สามารถเจริญเติบโตได้ในอุณหภูมิตั้งแต่ 18.3 o – 26.5 oซ ควรมีการกระจายของฝนดี และได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน ความเป็นกรดของดิน ประมาณ 6.0 – 6.8 ชอบดินร่วมน้ำไม่ขัง หากเป็นดินเหนียว ต้องทำให้มีการระบายน้ำดี ดินที่มีอินทรียวัตถุมากๆจะทำให้มะเขือเทศมีผลผลิตดี ส่วนดินทราย มักทำให้ได้ผลผลิตเร็ว

การเตรียมดิน มะเขือเทศมักนิยมปลูกโดยการย้ายกล้า

การเตรียมแปลงเพาะกล้า แปลงเพาะกล้าควรมีอินทรีย์วัตถุมาก มักใส่ปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ในอัตรา 5-7 กก./ตารางเมตร เพื่อทำให้ดินมีสภาพดี ต้องพรวนย่อยดินให้ละเอียด อาจเตรียมดินแล้วใส่ลงในกระบะไม้ที่มีขนาด 40-60-10 ซม. ก็ได้ ส่วนผสมของดินที่ใช้เพาะ มักใช้ดินส่วนละเอียด 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหรือแกลบ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้ดี หน้าดินลึก 10-20 ซม.

เมล็ดมะเขือเทศ 1 กรัม จะมีประมาณ 300-400 เมล็ด แปลงเพาะขนาด 1 ตารางเมตร จะใช้เมล็ดประมาณ 12.4 กรัม หยอดเป็นแถวๆห่างกัน 10-15 ซม. และหยอด 5-6 เมล็ด ในระยะห่างกัน 2.5 ซม. แปลงเพาะ 1 ไร่ใช้เมล็ด 7.2 กก. จำนวนเมล็ดที่ใช้เพาะกล้าให้พอปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ประมาณ 45 กรัม

สำหรับวิธีหว่าน จะใช้เมล็ด 1 ช้อนคาวพูน หว่านแล้วได้กล้าประมาณ 500-600 ต้น อุณหภูมิในดินที่เหมาะสมในการงอกประมาณ 29.4 oซ หากอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่านี้ กล้าจะงอกช้า ในระดับที่อุณหภูมิเหมาะสม กล้าจะงอกภายใน 6-10 วัน ควรกลบเมล็ดที่เพาะด้วยปุ๋ยหมักและใช้ฟางคลุมไว้ รดน้ำให้ชื้น ควรพลางแดด

การเตรียมแปลงปลูก เนื่องจากมะเขือเทศเป็นพืชที่มีระบบรากลึกควรขุดไถดินลึก 25-30 ซม. ตากดินไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ประมาณ 4-5 ตัน/ไร่ เพื่อทำให้ดินร่วนซุย แล้วทำให้ความอุดมสมบูรณ์ดีขึ้นกว่าเดิม ย่อยผิวหน้าดินให้ละเอียด หากดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวปรับสภาพของดินด้วย

การปลูก เมื่อกล้าอายุได้ 4-6 สัปดาห์ หรือขนาดต้นสูงราว 10-15 ซม. ก็ทำการย้ายปลูก หากกล้าอายุมากขึ้น จะทำให้กล้าอ่อนแอหลังการย้ายปลูกก่อนย้ายกล้าประมาณ 7 วัน ควรทำการ Hardening กล้าโดยการให้น้ำให้น้อยลง และรดด้วยสารละลายน้ำตาล 10% หรือโปแตสเซียมคลอไรด์ 350 ppm. และเมื่อย้ายลงแปลงปลูกแล้ว ควรรด Starter Solution คือปุ๋ยที่มีฟอสเฟตสูงๆผสมกับ NAA และ thiamine จะทำให้มะเขือเทศออกรากได้เร็วขึ้น

หลังย้ายกล้าควรรดน้ำให้ดินชื้นเสมอ และในระยะแรกควรใช้วัสดุพลางแสงแก่ต้นกล้าในแปลงปลูกไว้ 2-3 วัน เพื่อให้กล้าตั้งตัวได้ดีขึ้น ในขณะย้ายกล้า ต้องให้ดินในแปลงปลูกเปียกก่อน แล้วต้องพยายามให้รากมะเขือเทศกระทบกระเทือนน้อยที่สุด เมื่อปลูกเสร็จควรรดน้ำทันที ควรย้ายปลูกในวันที่อากาศไม่ร้อนจัด ถ้าอากาศร้อนและแห้ง กล้าที่ย้ายอาจตายเนื่องจาก Stem-rot เพราะเชื้อรา Pythium จะเจริญดีมาก

ระยะปลูกสำหรับมะเขือเทศขึ้นค้าง ประมาณ 30-60 – 90-120 ซม. สำหรับพันธุ์ไม่ขึ้นค้างประมาณ 45-120 – 90-180 ซม. แปลงมะเขือเทศควรจะจัดให้อยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก เพราะถ้าอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ แดดจัดตอนบ่าย อาจทำให้ผลแตกได้ ก่อนการนำกล้าไปปลูกในแปลงต้องรดน้ำในแปลงกล้าให้ชุ่มเสียก่อน เนื่องจากกล้ามะเขือเทศเหี่ยวง่าย จึงควรย้ายโดยระมัดระวังมิให้กระเทือนระบบรากมากนัก และควรนำกล้าไปไว้ในที่ชื้นๆในระยะย้ายกล้าด้วย

ข้อปฏิบัติดูแลหลังจากการย้ายปลูกในแปลงปลูก ในขณะที่มะเขือเทศอยู่ในแปลงปลูกควรมีการปฏิบัติดังนี้

การพรวนดินกลบโคน เมื่อต้นมะเขือเทศตั้งตัวได้ประมาณ ความสูง 6 นิ้ว ควรพรวนดินกลบโคนต้น เพราะมะเขือเทศจะมีรากออกมาจากโคนต้นได้ ในการพรวนดินนี้ควรกำจัดวัชพืชออกไปด้วย เพราะวัชพืชนั้นจะทำให้ผลผลิตของมะเขือเทศลดลง เมื่อที่มะเขือเทศมีความสูงประมาณ 18-24 นิ้ว ควรทำการพรวนดินกลบโคนอีกครั้งหนึ่ง โปรดระมัดระวังด้วยว่า ในฤดูฝน ไม่ควรทำการพรวดินมะเขือเทศ เพราะโรค Bacterial wilt จะระบาดมาก การพรวนดินกลบโคนนี้เหมาะที่จะทำควบคู่ไปกับระบบการให้น้ำแบบ Furrow System เพราะจะทำให้น้ำไม่ขังและใบของมะเขือเทศไม่โดนน้ำด้วย

การคลุมดิน ใช้วัสดุคือฟางคลุมผิวดินในแปลงปลูกมะเขือเทศ ซึ่งทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความชื้นในดิน และทำให้อุณหภูมิของผิวหน้าดินในแปลงปลูกลดลงโดยเฉพาะในฤดูร้อนและหากคลุมให้หนาถึง 6 นิ้ว จะทำให้อุณหภูมิผิวหน้าดินลดลงกว่าคลุมหนา 2 นิ้ว ถึง 9 oฟ ในขณะที่ผิวดินมีความร้อน 122 oฟ ในขณะที่ไม่คลุมดินเลย นอกจากนี้ ผลของมะเขือเทศที่เกิดอยู่ต่ำๆ ไม่มีโอกาสสัมผัสกับดินโดยตรง จึงเป็นการป้องกันโรค blossom end rot ที่เกิดกับผลของมะเขือเทศด้วย

การให้น้ำ ตั้งแต่เริ่มลงแปลงปลูกไปจนถึงผลของมะเขือเทศเริ่มสุก ต้องจัดการให้น้ำมะเขือเทศอย่างสม่ำเสมอ ตลอดหลังจากผลของมะเขือเทศเริ่มสุกแล้ว สามารถลดการให้น้ำลงได้ในทางตรงกันข้าม หากระยะหลังนี้เกิดให้น้ำมากเกินไป ผลของมะเขือเทศจะแตกและเชื้อราในดินมีโอกาสเข้าทำลายผลได้มาก

การให้ปุ๋ย ส่วนใหญ่หากดินปลูกเป็นดินทราย สัดส่วนของปุ๋ย N:P:K = 1:2:2 หากดินปลูกเป็นดินเหนียว ควรให้สัดส่วนเป็น 1:2:1 ในแปลงที่มีการปลูกอื่นสลับกับมะเขือเทศควรให้ปุ๋ยในสัดส่วน 1:3:1 หรือ 1:4:1 รวมกับการใส่ปุ๋ยคอก

วิธีการให้ปุ๋ยมักให้โดยโรยเป็นแถว ดีกว่าการหว่าน มักใส่ก่อนปลูกและหลังไถพรวนดิน โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนสำหรับปุ๋ย ฟอสฟอรัส และโปแตสเซี่ยมนั้น มักใส่รองก้นหลุมครั้งเดียว

การตัดแต่งกิ่งและการปักค้าง มีจุดประสงค์เพื่อให้มันมีผลผลิตสูงและผลผลิตมีคุณภาพดี รวมทั้งสะดวกแก่การปฏิบัติดูแลรักษา มะเขือเทศในขณะนี้อยู่ในช่วงการเจริญเติบโต การกระทำทั้งสองอย่างจะทำให้เพิ่มต้นทุนในการผลิต นอกจากนั้น หากตัดแต่งกิ่งหรือใบของมะเขือเทศออกมากเกินไป อาจทำผลเสียให้แก่มมะเขือเทศดังต่อไปนี้ คือ ผลแตกเพราะโดนแดดจัดมากเกินไป เนื่องจากไม่มีร่มใบบัง และความชื้นในดินลดลง รวมทั้งรากของมะเขือเทศแตกน้อยด้วย ผลก็คือ ผลผลิตจะต่ำและคุณภาพของผลผลิตเลวลง ดังนั้น การตัดแต่ง จึงต้องทำด้วยความชำนาญและถูกวิธี

ส่วนการปักค้าง กระทำกับมะเขือเทศแบบ Indeterminate type แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการปักค้างจะสูงแต่จะช่วยให้เก็บผลผลิตได้ง่าย และผลผลิตไม่เสียหายเพราะถูกกับผิวดินและทำให้ผลเน่าได้

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดผล ปัจจัยที่สำคัญในการควบคุมการเกิดผลของมะเขือเทศ ได้แก่ อุณหภูมิ กล่าวคือ อุณหภูมิในช่วงกลางคืนที่เหมาะสม คือ 59-68 oฟ หากอุณหภูมิต่ำกว่า 55 oฟ หรือสูงกว่า 70 oฟ การติดผลจะลดลง และถ้าอุณหภูมิกลางวันสูงกว่า 90 oฟ การติดผลก็จะน้อยเช่นกัน หากอุณหภูมิสูง และความเข้มข้นของแสงสูง การติดผลจะต่ำ ดังนั้น การทำร่มเงาจะช่วยให้ติดผลดีได้ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ แต่ถ้าอุณหภูมิพอเหมาะ แม้ว่าความเข้มข้นของแสงจะมาก จะไม่กระทบกระเทือนต่อการติดผลแต่อย่างใด ดังนั้น การบังร่มเงาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงไม่จำเป็น

ฮอร์โมนกับการติดผล การใช้สารฮอร์โมนเพื่อช่วยในการติดผลนั้น มักใช้ในกรณีที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะในการติดผล เช่น อุณหภูมิสูง สารเคมีที่นิยมใช้กันคือ PCPA ในความเข้มข้น 30 ppm. ซึ่งใช้ฉีดกับดอกมะเขือเทศในฤดูฝนขณะที่ดอกยังไม่บาน มักพบว่ามักเป็นโพรงมาก ส่วนสาร B-NOA ในอัตราความเข้มข้น 80 ppm. จะทำให้ผลมะเขือเทศเป็นโพรงน้อยกว่า หรืออาจใช้ร่วมกันระหว่าง PCPA 10 ppm. กับ BNOA 40 ppm. ก็ได้ จะได้ผลที่มคุณภาพดีกว่า สารนี้มีราคาสูง ดังนั้น จึงใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

การเก็บเกี่ยว มะเขือเทศมีอายุเพาะปลูกที่อยู่แปลงราว 4-5 เดือน และโดยทั่วไปมักจะเก็บผลได้ตั้งแต่มะเขือเทศอายุ 70-80 วัน หลังจากเพาะ ในกรณีที่เก็บส่งโรงงานจะเก็บพร้อมกันหมดในระยะที่มะเขือสุกเค็มที่เป็นส่วนใหญ่ ในกรณีเก็บเพื่อรับประทานสด มักจะเก็บในระยะแก่จัด เริ่มเปลี่ยนสีนิดหน่อยหรือยังค่อนข้างเขียวอยู่ (mature green)

การเก็บรักษา หากเป็นระยะเขียว (mature green) เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 10-15 oซ จะเก็บไว้ได้นาน 30 วัน ถ้าเป็นมะเขือสุกเปลี่ยนสีแล้ว เก็บไว้ที่ 4.5 oซ จะเก็บไว้ได้ 10 วันที่ความชื้นสัมพัทธ์ 85-90%

การขาดธาตุอาหาร เมื่อปลูกมะเขือเทศในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มักพบว่าต้นมะเขือเทศจะแสดงอาการขาดธาตุอาหาร หากผู้ปลูกมีความชำนาญสามารถดูอาการได้จากสีและลักษณะของลำต้น

1) อาการของการขาดธาตุไนโตรเจน (N) พบว่าใบเหลืองซีด โตช้า แก้ไขได้โดยโรยปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต บนผิวดิน อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งทีละน้อยๆ ก่อนโรยปุ๋ยทำให้น้ำในผิวดินเปียกเสียก่อน

2) อาการของการขาดธาตุฟอสฟอรัส (P) ต้นจะแคระแกร็น ใบเล็ก เส้นใบทางด้านล่างมีสีม่วง การแก้ไขทำได้ยากเพราะปุ๋ยฟอสฟอรัสนั้นเมื่อใส่ลงในดินแล้วจะละลายให้พืชช้า ควรใส่ให้เพียงพอก่อนปลูกพืช โดยมากมะเขือเทศมักขาดธาตุฟอสฟอรัสในฤดูหนาว และน้ำที่รดไม่เพียงพอ การให้น้ำอย่างเพียงพอสามารถแก้ไขได้ หากในดินนั้นมีพอเพียง

3) พอแตสเซียม (K) หากขาดธาตุนี้ขอบใบจะไหม้ หากให้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปอาจทำให้ขาดพอแตสเซียมได้ แก้ไขโดยการใส่พอแตสเซียมซัลเฟตโรยไปตามผิวดิน (Topdress) ทันทีที่พบอาการ หากปล่อยให้ขาด K ทำให้ผลของมะเขือเทศขาดรสชาติที่ดีไป

4) แคลเซียม (Ca) มีสีเหลืองบริเวณเส้นกลางใบ ผลของมะเขือเทศที่ขาดธาตุนี้มักเป็น early blight ควรแก้ไขโดยการใส่ปูนก่อนปลูก

5) Zn ใบเหลือง เกิดแผลที่ใบสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ ใบจะเล็กลง ต้นแคระแกร็น

6) Mn ใบเหลืองระหว่างเส้นใบ โดยเฉพาะบริเวณใบยอดควรฉีดพ่นธาตุอาหารที่ใบในความเข้มข้นต่ำๆจะให้ผลดี

โรคและแมลง

โรคที่พบในมะเขือเทศมีดังนี้

1) Damping off เป็นกับกล้าอายุประมาณ 2 สัปดาห์ โดยเป็นรอยแผลที่ลำต้นระดับผิวดิน ต้นจะล้มฟุบไปทั้งๆ ใบจะเขียวอยู่ เมื่อเป็นแล้วกล้าจะใช้ไม่ได้เลย โรคนี้เกิดจากเชื้อราที่อยู่ในดิน เช่น Pythium, Phytophthora, Rhizoctonia โรคนี้ระบาดเมื่ออุณหภูมิระหว่าง 26-37 oซ ควรป้องกันโดยใช้การอบดินฆ่าเชื้อด้วย Formaldehyde หรือคลุกเมล็ดด้วย Cuprix oxide หรือ ยา Cerasan, Cupravit, Samesan เป็นต้น

2) Tomato mosaic เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ใบด่างเป็นจุดๆหรือแถบๆ ต่อมาแถบเหลืองจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลแห้งตาย ให้ผลผลิตน้อยมาก ควรทำลายวัชพืชในแปลงและบริเวณใกล้เคียงให้หมดเพื่อกำจัดที่อยู่อาศัยของแมลงที่เป็นพาหะของโรค หรือใช้พันธุ์ต้านทาน

3) Septonia leaf Spot of tomato เป็นโรคใบจุด เกิดได้ทุกระยะของการเจริญเติบโตของต้นมะเขือเทศ จะทำให้ใบหล่น และต้นตายได้ เกิดจากเชื้อรา ที่เจริญได้ดีในอุณหภูมิ 59-80 oฟ ควรใช้ยากำจัดเชื้อราที่เจริญได้ดีในอุณหภูมิ 59-80 oฟ ควรใช้ยากำจัดเชื้อรา Cupravit, Zineb, Lonacol และควรทำแปลงปลูกให้โปร่ง

4) Early blight of Tomato เป็นโรคใบไหม้ของมะเขือเทศ อาการเริ่มแรกเป็นจุดสีเข้ม น้ำตาลหรือดำอาการไหม้ๆเป็นวงๆซ้อนๆกัน ใบร่วงในที่สุด อาจเกิดที่ลำต้นซึ่งเรียกว่า Stem canker หรือ Collar rot อาจเกิดที่ผล ทำให้ผลร่วงก่อนกำหนด ผิวของผลไหม้ สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Alternaria Solani แก้ไขโดยการใช้ยา Maneb, Zineb Difolatan เป็นต้น

5) Late blight of Tomato เป็นโรคใบไหม้เช่นเดียวกันแต่เกิดจากเชื้อราชื่อ Phytophthora infestans ใบเป็นแผลไหม้สีน้ำตาลออกม่วงปนดำ ใบเน่าแห้งตายไปใช้ยา maneb, copper oxychloride

6) Rootknot of tomato โรครากปมของมะเขือเทศเกิดจากไส้เดือนฝอยที่อาศัยอยู่ในดิน รากจะเป็นปมใหญ่ๆ รากไม่ยืดขยายยาว ใบและต้นจะแคระแกร็น ใบเล็กสีซีด พืชจะเหี่ยวในเวลากลางวัน ใช้ยา

7) Bacterial wilt โรคเหี่ยวของมะเขือเทศที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ใบล่างๆจะเหี่ยวก่อน ต่อมาจะเหี่ยวตลอดวันตลอดทั้งต้น ลำต้นแคระแกร็น เมื่อผ่าดูจะพบว่าด้านกลางลำต้นจะเน่าเป็นสีน้ำตาล เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Pseudomonas Solanacearum ป้องกันโดยอบดินก่อนปลูก ทำลายวัชพืชที่เป็นที่อยู่ของแมลงและอาจใช้พันธุ์มะเขือเทศที่ต้านทานต่อโรคนี้

แมลงที่เป็นศัตรูของมะเขือเทศมีดังนี้

• เพลี้ยไฟ จะดูดน้ำเลี้ยงที่ใบและยอดอ่อนและเป็นตัวการที่ทำใช้เชื้อไวรัสกระจายได้ ทำให้เกิดอาการแคระแกร็น
• เพลี้ยอ่อน เช่นเดียวกับเพลี้ยไฟ
• แมลงหวี่ขาว เป็นพาหะของไวรัสอย่างร้ายแรง
• ไรแดง เกาะตามใต้ใบดูดน้ำเลี้ยงใบจะเหลืองซีด

นอกจากนี้ ยังมีพวกหนอนกัดกินใบ แมลงปีกแข็ง แมลงทุกชนิดจะทำให้ผลผลิตของมะเขือเทศลดลง การใช้ยาพวกดูดซึม (Systemic) ต้องระวังในเรื่องผลตกค้างของพิษยาที่จะอยู่กับผลผลิตด้วย ยาประเภท Contact อาจให้ผลดีไม่เท่าพวก Systemic แหล่งผลิตมะเขือเทศ มะเขือเทศปลูกมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ปลูกประมาณ 33,332 ไร่จังหวัดที่ปลูก ได้แก่ หนองคาย นครพนม และขอนแก่น รองลงมาคือภาคเหนือ มีพื้นที่ปลูก 15,314 ไร่ จังหวัดที่ปลูกได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง และนครสวรรค์ ในภาคกลางมีพื้นที่ปลูก 7,547 ไร่ จังหวัดที่ปลูกได้แก่ ลพบุรี กรุงเทพฯ และสระบุรี

เป้าหมายของการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศรับประทานสด

1) ผลมีขนาดใหญ่ ไหล่สีเขียว ผลมีทรงกลม (apple) มีขนาดสม่ำเสมอ ผิวเรียบ ผลไม่แตก สีผลเมื่อสุกเต็มที่แดงสม่ำเสมอแต่ถ้าจะส่งขายตลาดต่างประเทศของญี่ปุ่นผลสุกต้องมีสีชมพู

2) ถ้าใช้สำหรับตลาดพื้นเมือง และใช้บริโภคในประเทศเพื่อทำส้มตำ ผลมีขนาดเล็ก รสเปรี้ยว

3) ต้านทานโรคต่างๆ Leaf curl, Lateblight, mematode, Bacterial wilt

4) มีลักษณะผลที่ทนต่อการขนส่ง รูปร่างของผลเหมาะสมกับภาชนะที่ใช้บรรจุ เช่น ในประเทศอิสราเอล คัดเลือกผลมีรูปร่างแบน เพื่อที่จะช้อนลงในกล่องกระดาษได้ไม่เปลืองที่และภาชนะบรรจุไม่ควรมีทรงสูง เพราะจะรับน้ำหนักมาก

5) คัดเลือกพันธุ์ที่มีวิตามินซีสูง

เป้าหมายของการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์เพื่อส่งโรงงาน

• ผลมีสีแดงจัดในอุณหภูมิสูง สุกสม่ำเสมอทั้งผล
• มี solid content สูง ไม่ควรต่ำกว่า 4.5 ถ้ามีเป้าหมายคัดให้อยู่ระหว่าง 6.5-8 ได้ก็จะดีมากในประเทศฮังการีทำได้สูง 11-12
• ผลสุกเก็บเกี่ยวพร้อมๆกัน โดยพยายามคัดเลือกพันธุ์และต้นที่มีกิ่งข้างแตกมากๆ
• pH ต่ำ อาจจะต่ำถึง 3.5-4 ถ้า pH สูงเมื่อบรรจุกระป๋องจะทำให้กระป๋องบวมได้ง่ายและการนิ่งฆ่าเชื้อโรคใช้เวลานาน
• Total acidity สูง (citric acid titration ไม่ต่ำกว่า 0.50)
• Reducing Sugar content สูง 6.2 (Brix)
• ขั้วผลต้องหลุดง่ายขณะทำการเก็บเกี่ยว
• คัดพันธุ์ที่มี pectin สูง
• คัดพันธุ์มะเขือเทศที่ไม่ต้องใส่ค้าง เพื่อประหยัดเงินและแรงงาน ผลถึงสัมผัสดินก็ไม่เน่า หรือยากแก่การทำลายโดยเชื้อโรคที่อยู่ในดิน
• มีไวตามินซีสูง
• ข้อ 5 และ ข้อ 6 เป็นตัวบอกรสชาติของมะเขือเทศ
• ถ้ามีน้ำตาลมากและกรดมาก มะเขือเทศจะมีรสจัด