วิธีปลูกเผือก (Taro or Dasheen)

เผือก

เผือก เป็นพืชที่เราใช้หัวรับประทาน ส่วนของหัวนั้นคือลำต้นที่สะสมอาหารอยู่ใต้ดิน มนุษย์ใช้เผือกเป็นอาหารเนื่องจากหัวเผือกมีแป้งมาก และมีรสชาติดี คนจีนนำมาหั่นแล้วผัดเป็นกับข้าว ส่วนคนไทยนิยมนำเผือกมาทำเป็นขนมได้หลายชนิด เช่น ตะโก้ เผือกน้ำกะทิ เผือกกวน แกงบวด นอกจากนี้ เผือกยังใช้รับประทานให้อิ่มแทนข้าวได้เป็นอย่างดี เผือกสามารถขึ้นได้ดีในประเทศแถบร้อนและแถบอบอุ่นทั่วโลก ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เป็นพืชล้มลุก หัวเผือกมีผิวสีแดงจนถึงดำ รูปร่างของหัวสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสภาพแวดล้อมและพันธุ์ คือมีตั้งแต่กลมถึงยาว สีเนื้อภายในหัวเผือกอาจขาวหรือมีสีครีม และมีจุดม่วงๆ แต้มอยู่ทั่วไป

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเผือก

เผือกชอบลักษณะอากาศชุ่มชื้น และชอบดินที่แฉะ มีน้ำแช่ขังเล็กน้อย ดินควรเป็นดินร่วน หรือดินปนเลน ควรปลูกในฤดูฝนเผือกจะงอกงามที่สุด

การปลูกเผือก

สามารถทำการปลูกเผือกได้ 2 วิธีคือ

  1. การปลูกด้วยแขนงหัว วิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกจะได้หน่อที่อวบอ้วน เจริญได้ดี จะปลูกหลุมละ 1 หัว ต่อไป จะแตกตาได้มาก
  2. การเพาะก่อนปลูก โดยการนำพันธุ์เผือกมาแล้วนำมาวางไว้เป็นแถวๆ ในที่ร่ม ในดินที่เปียกชุ่ม เอาฟางปิดคลุมไว้ หรืออาจเอาพันธุ์เผือกคือ หัวเล็กๆ ไปวางในดินแปลงชำโดยวางเป็นแถวๆ แล้วเอาดินละเอียดปิดกลบให้มิดหัวแล้วเอาฟางคลุม รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 5-6 วัน ลูกเผือกจะเริ่มผลิหน่อ เมื่อหน่อสูงได้ประมาณ 10-12 เซนติเมตร ก็นำไปปลูกได้ ในกรณีที่เผือกมียอดหลายยอดควรเด็ดให้เหลือยอดเดียว

แปลงปลูกเผือก

สามารถมีพื้นที่ปลูกเผือกได้ 2 ชนิด ขึ้นอยู่กับชนิดของเผือกที่นำมาปลูก

  1. เผือกน้ำ (Paddy taro or Lowland taro) เป็นเผือกที่ต้องปลูกในที่ลุ่มควรเตรียมพื้นที่เหมือนการทำนา คือ ไถ แล้ว คราด แล้วปล่อยน้ำเข้าพื้นที่ทำเป็นเทือก เมื่อเสร็จแล้วจึงนำเอาเผือกหน่ออ่อนอายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง ซึ่งเผือกนี้จะมีใบประมาณ 2-3 ใบ หลังจากปลูกลงในแปลงแล้วต้องควบคุมให้ระดับน้ำในแปลงสูงประมาณ 2-3 เซนติเมตร เมื่อเผือกอายุได้ 2 เดือน ให้มีระดับน้ำ 8-10 เซนติเมตร เมื่อเผือกอายุได้ 10 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ พันธุ์เผือกที่เพาะงอกได้แล้วเรียกว่า “Huli” น้ำที่ขังในแปลงเผือกควรมีการถ่ายเท มิฉะนั้นจะทำให้เกิดโรครากเน่าหรือหัวเน่าได้ง่าย
  2. เผือกที่สูง (Upland taro) เป็นเผือกที่ปลูกในทีดอน อาศัยน้ำฝนเพื่อการเจริญเติบโต เผือกพวกนี้ปลูกมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ทำแปลงแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก แล้วจึงวางหัวเผือกลงไป หัวพันธุ์ควรมีขนาดเล็กๆ ปลูกราวเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม หลังจากปลูกกลบดินพอมิดหัว แล้วหลังจากนั้นฝนตกมา หัวเผือกจะงอก เมื่องอกได้ประมาณ 2 เดือน ควรพรวนดินกลบ แล้วเมื่อหลังจากงอกประมาณ 4 เดือน ควรพรวนดินกลบอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากมิฉะนั้นแล้วหัวเผือกจะเจริญขึ้นมาข้างบน การพรวนดินกลบหัวเผือกจะทำให้หัวเผือกมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่ออายุ 8-10 เดือนก็เก็บเกี่ยวได้ หากฝนแล้งจะได้ผลผลิตไม่ดี

ระยะปลูก สำหรับ Lowland taro ใช้ระยะปลูก 45 – 45 เซนติเมตร หรือ 60 – 60 เซนติเมตร หากต้องการหัวใหญ่ใช้ระยะปลูก 60 – 100 – 120 เซนติเมตร หรือ 90 – 100 -120 เซนติเมตร สำหรับ Upland taro ใช้ระยะปลูก 45 – 45 หรือ 60 – 60 เซนติเมตร หากฝนมากสามารถใช้ 60 – 120 ก็ได้ เพื่อมีพื้นที่ให้หัวเผือกมีหัวใหญ่

การปฏิบัติดูแลรักษาเผือก

  1. การแต่งกอ หลังที่เผือกโตได้ไม่นานจะแตกหน่อขึ้นเป็นกอ ควรใช้เสียมคมๆ ตัดหน่อที่แตกออกเสีย ให้เหลือไว้หลุมละต้นเดียว เพราะการแตกกอจะทำให้ได้เผือกหัวเล็กซึ่งขายไม่ได้ราคา เผือกจะมีการขยายหัวเมื่ออายุได้ 4-5 เดือน ควรพูนโคน และคลุมหัวเผือกจะทำให้เผือกมีราคามากขึ้น ช่วยดูดน้ำและอาหารทำให้หัวเผือกสมบูรณ์
  2. การให้ปุ๋ย เผือกมีการตอบสนองกับปุ๋ยอินทรีย์มาก ดังนั้น ก่อนปลูก ควรใช้ปุ๋ย มูลสัตว์ที่หมักแล้วคลุกกับดินรองก้นหลุม ก่อนทำการปลูกหัวเผือก หลังจากปลูกเผือกแล้ว ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ช่วย โดยใช้ปุ๋ยจำพวกที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูง และอาจใส่ผสมกับปุ๋ยคอก การใส่โดยการขุดห่างจากต้น 6 นิ้ว ขุดรอบๆ ต้น แล้วโรยปุ๋ยลงไป โรยปุ๋ยคอกลงไปด้านล่างแล้วโรยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทับลงไป แล้วกลบดิน รดน้ำให้ชุ่ม
  3. การบำรุงหัว เมื่อเผือกอายุประมาณ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมด้วย อาจใช้ปุ๋ยสูตรผสม 12-24-12 ในอัตรา 30-40 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใช้โรยรอบๆ ต้นเผือกต้นละ 1 ช้อนแกง แล้วกลบดิน รดน้ำให้ชุ่ม ควรทำการพูนโคนด้วย

การเก็บเกี่ยวเผือก

เผือกมักมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 7-10 เดือน สังเกตดูได้ว่าในระยะที่หัวเผือกจะเก็บเกี่ยวได้ ใบค่อยๆ เหี่ยวเป็นสีเหลือง ตั้งแต่ใบล่างขึ้นใปจนเหลือใบส่วนยอด 2-3 ใบ ในระยะแสดงว่าหัวเผือกแก่พร้อมจะขุดได้แล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้ในดินนานกว่านี้ น้ำหนักของหัวเผือกจะลดลง

การเก็บหัวเผือกโดยการใช้จอบ หรือเสียมขุดรอบต้นเผือกแล้วงัดขึ้นมากองไว้ในการขุดนี้จะมีลูกซอหรือลูกเผือกเล็กๆ หล่นอยู่ในแปลง อาจเก็บขึ้นมาไว้ทำพันธุ์หรือในกรณีไมได้ใช้พื้นที่ปลูกพืชอื่น และแปลงไม่ชื้น สามารถทิ้งลูกเผือกเล็กๆ ไว้ในแปลงได้ โดยเอาฟางคลุมกันแดดไว้

หัวเผือกที่ขุดได้ต้องนำมาลอกใบนอกๆ ออก ตัดราก และยอดออก

เผือกแบบดังกล่าวนี้มักเป็นพวก Upland ระยะเดือนที่เก็บประมาณ มกราคม ถึง กุมภาพันธ์ จะได้ผลผลิตประมาณ 2,500 กิโลกรัมต่อไร่

ส่วนเผือกที่ปลูกแบบ Lowland จะเก็บเกี่ยวได้ทุกเวลา เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอด จะสังเกตการแห้งของใบไม่ได้ หากเก็บตอนหัวใหญ่เต็มที่ผลผลิตประมาณ 3,000 – 3,500 กิโลกรัมต่อไร่

พันธุ์เผือก

พันธุ์เผือกมักมีจำหน่ายประมาณเดือนมกราคม ถึง เดือนกุมภาพันธ์ เผือกที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 3-4 ชนิด

  1. เผือกตาแดง ตาของหัวแดงเข้ม มีลูกเล็กๆ ติดหัว
  2. เผือกหอม หัวใหญ่ 2-3 กิโลกรัม ลูกแขนงน้อย ต้มแล้วหอม
  3. เผือกเหลือง มีสีเหลือง หัวไม่ใหญ่นัก
  4. เผือกไม้หรือเผือกไหหลำ หัวเล็กยาว

ศัตรูของเผือก

  1. เพลี้ยอ่อน เขาทำลายที่ใบเผือก ทำให้เผือกชะงักการเจริญเติบโต ใช้ยาไดเมทโธเอท หรือ มาลาไธออน ในอัตรา 2-4 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นทั่วไป
  2. โรคหัวเน่า เกิดจากเชื้อรา ใช้ยาไดโฟลาแทน ในอัตราส่วน 1-2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ หยอดโคนต้นกำจัดเชื้อราและป้องกันการลุกลามของโรค
  3. หนอนกัดกินใบ หนอนจะกินใบให้ขาดเว้าแหว่ง ทำให้ต้นเผือกโตช้า ใช้ยาเซฟวิน หรือมาลาไธออน ในอัตราส่วน 2-4 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นกำจัดหนอน