วิธีปลูกมันเทศ (Sweet potato)

มันเทศ

มันเทศ มีลำต้นเลื้อยเป็นเถา มีความยาวอาจถึง 6 เมตร สีของเถาจะผันแปรได้ตั้งแต่เหลือง เขียว หรือม่วงแดง เถามีลักษณะกลมมากกว่าเหลี่ยม ใบของมันเทศอาจมีสีทอง สีเขียว และอมม่วง เถาจะเลื้อยไปตามผิวดิน และจะออกรากบริเวณข้อที่เลื้อยไปตามผิวดินทุกข้อ และรากนี้เองเมื่อเจริญอยู่ใต้ดินจะมีการสะสมอาหารโป่งออก ก็คือหัวมันเทศนั่นเอง มันเทศเป็นพืชตระกูลเดียวกับผักบุ้งเดิมมันเทศเป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้ คนพื้นเมืองมักเรียกว่า Camote or Kumara คนพื้นเมืองใช้มันเทศเป็นอาหาร เนื่องจากมันเทศเป็นพืชที่สะสมแป้งไว้ในหัวมาก และเก็บไว้ได้นาน และหลังจากปลูกไปได้ประมาณ 3-4 เดือนก็ขุดหัวได้

คนจีนได้นำมันเทศเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มันเทศเป็นพืชที่ปลูกง่ายและปลูกได้ตลอดปี ในประเทศไทย ในญี่ปุ่นและอเมริกามีอุตสาหกรรมการทำแอลกอฮอล์ น้ำส้ม ข้าวเทียม และใช้ผลิตอาหารสัตว์ ได้คุณภาพดี เนื่องจากมีไวตามิน เอ และซี มาก นอกจากหัวมันเทศที่ใช้ประโยชน์ได้ดังกล่าวแล้ว ส่วนอื่นๆ คือ ลำต้น ใบ ยอด เถา ยังนำไปใช้เลี้ยงสุกร วัว แพะ และสัตว์อื่นๆ ทำให้โตเร็วและแข็งแรง ให้น้ำนมมาก หากนำหัวมันเทศมาฝานบางๆ แล้วตากให้แห้ง นำมาบดทำอาหารไก่ จะทำให้ไก่แข็งแรง สำหรับการนำหัวมันเทศมาทำเป็นอาหารของมนุษย์นั้น มักทำได้หลายวิธี เช่น นิ่ง ต้ม เชื่อม ฉาบ หรืออาจทำในแกง ซุป และประกอบกับเนื้อสัตว์ในอาหารคาวหลายชนิด

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของมันเทศ

มันเทศชอบสภาพภูมิอากาศอบอุ่น ไม่ชอบอุณหภูมิที่เย็นจัดจนเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตประมาณ 22-30 องศาเซลเซียส แต่สามารถเจริญเติบโตได้ตั้งแต่อุณหภูมิ 18-35 องศาเซลเซียส ความชื้นในดินควรพอควรไม่ให้ชื้นมากเกินไปและดินที่เหมาะสมคือดินร่วน เพราะจะลงหัวได้ดีและเก็บเกี่ยวสะดวก ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน ความเป็นกรดเป็นด่างในดินประมาณ 5.0-6.8

การเตรียมดินและการปลูกมันเทศ

ต้องเตรียมดินในแปลงปลูกให้ดี เนื่องจากรากของมันเทศจะต้องเจริญเติบโตเป็นหัวมันเทศอยู่ใต้ดิน หากดินที่ปลูกเป็นดินเหนียวจัดจะทำให้หัวมันเทศมีลักษณะหยาบ ขรุขระ รูปร่างไม่สวย หากปลูกในดินร่วนและหน้าดินลึก จะได้หัวมันเทศรูปร่างยาวสวย ดังนั้น หน้าดินในแปลงควรเตรียมให้มีความลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้วลงไปคลุกเคล้าในขณะย่อยดิน ในอัตราประมาณ 1.5-2 ต้นต่อไร่ หลังจากเตรียมดินให้หน้าดินละเอียดดีแล้ว ควรยกร่องขึ้นเป็นสันลูกฟูก สูงขึ้นประมาณ 10 นิ้ว เพื่อให้มีการระบายน้ำดินดี แล้วปลูกมันเทศลงบนสันร่องนั้น

ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับมันเทศเลื้อยที่ปลูกบ้านเรานั้นประมาณ 30-50-100 เซนติเมตร ท่อนพันธุ์ที่ใช้ปลูกจะยาวประมาณ 8-10 นิ้ว คือมีข้อประมาณ 6-8 ข้อ ท่อนพันธุ์นี้อาจได้มาจากยอดที่งอกขึ้นจากการชำหัวมันในกระบะทรายที่ขึ้นแล้ว เอายอดที่งอกมีใบสัก 4-5 ใบ มีรากพอควรนำไปปลูกในแปลงต่อไป วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมกับเขตที่มีอากาศอบอุ่น เช่น บ้านเรา แต่นิยมกับในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นหรือหนาวในบ้าน เรามักตัดเถามันเป็นท่อนๆ ไปชำไว้ให้รากงอกท่อนพันธุ์ส่วนยอดมักออกรากง่ายกว่าท่อนพันธุ์ส่วนโคน

หากผลิตท่อนพันธุ์โดยการฝังหัวมันในกระบะทรายที่ขึ้นเพื่อเอาเถาที่งอกมานั้นในธรรมชาติพบว่า เถาของหัวมันจะงอกแต่ที่ตาที่ปลายหัวเท่านั้น ส่วนตาข้างๆ จะไม่แตกซึ่งจะเป็นปัญหามากสำหรับเทศหนาว มีการค้นคว้าเพื่อหาสารเคมีมาใช้ในการทำให้ตาแตกเป็นเถาให้มากที่สุด (sprout) สารเคมีที่พบว่ามีผลทำให้ตาแตกได้มากมีดังนี้ คือ

  1. 2, 4-D ในอัตราความเข้มข้น 10 ppm.
  2. 2, 4, 5-T ในอัตราความเข้มข้น 10 ppm.
  3. Ethylene Chlorohydrin 20 cc. ต่อน้ำหนักหัวมัน 100 lbs.
  4. อบหัวมันด้วยความร้อน 43.3 องศาเซลเซียส (110 องศาฟาเรนไฮต์) เป็นเวลา 12 ชั่วโมง

หลังจากให้หัวมันแช่ในสารเคมีแล้ว ควรชำหลังจากนั้น 1 วัน หัวมันควรมีขนาดเท่าๆ กัน ฝังลงในดินระดับลึกเท่าๆ กัน ฝังให้ใกล้ๆ กัน แต่อย่าติดกัน กลบหัวมันด้วยทรายหนา 1 นิ้ว แล้วรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ

วิธีการวางท่อนพันธุ์ในแปลงปลูก การปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์นั้น สามารถทำได้ 3 วิธีคือ

  1. การวางท่อนพันธุ์ที่เป็นเถาลงบนดินให้เอียงประมาณ 45-60 องศา และปักโคนเถาลงในดินลึก 2 ใน 3 ของความยาวของเถา
  2. การปลูกโดยวางเถาให้ส่วนยอดและโคนเถาโผล่พ้นผิวดิน แต่ให้ส่วนกลางๆ เถาลงไปในดินลึกประมาณ 8-10 เซนติเมตร
  3. การปลูกโดยการม้วนเถา คือม้วนด้านโคนของเถาลงในดินลึกประมาณ 10 เซนติเมตร

หลังจากปลูกควรรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ เพื่อเถามันจะได้ตั้งตัวและแตกรากใหม่ได้

การดูแลรักษามันเทศ

การให้น้ำ แม้ว่ามันเทศจะเป็นพืชที่ปลูกง่ายและทนแล้งได้ดี แต่ถ้ามันเทศขาดน้ำจนเถาเหี่ยวเฉาแล้ว จะมีผลทำให้หัวไม่สมบูรณ์ ดังนั้น ควรให้น้ำให้ชื้นอยู่เสมอ นอกจากในฤดูฝน การให้น้ำแก่มันเทศจะไม่จำเป็น ในระยะก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 3-4 สัปดาห์ ควรงดการให้น้ำ ทั้งนี้การเก็บเกี่ยวจะสะดวกในสภาพดินแห้ง

การให้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ใช้กับมันเทศควรมีสัดส่วนของไนโตรเจน : ฟอสฟอรัส : พอแตสเซียม = 1.5:1:2-2.5 เช่นปุ๋ยสูตร 10-10-20 ในอัตราประมาณ 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ควรใช้ปุ๋ยยูเรีย และแอมโมเนียมไนเตรด ร่วมด้วยในอัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยสูตรนี้ควรแบ่งใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูกครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งใส่ข้างแถวเมื่อมันอายุได้ 30 วันหลังจากปลูก แล้วพรวนดินกลบ ปุ๋ยไนโตรเจน ก็ควรแบ่งใส่ 2 ครั้งเช่นกัน คือ ใส่แบบโรยข้างแถวเมื่อมันอายุ 14 วันและ 30 วัน ในดินทรายควรใช้ปุ๋ยมากกว่าในดินเหนียว

หากดินมีไนโตรเจนมากเกินไป มันเทศจะเจริญทางใบมากและจะทำให้หัวเล็กผอม ความสำคัญของธาตุโปแตสเซียมก็คือ จะทำให้มันมีหัวสั้นอ้วน ธาตุโบรอม (B) มีความสำคัญต่อมันเทศเช่นกัน คือ ในหัวมันเทศที่ขาดธาตุโบรอนนั้น ตรงกลางหัวจะมีรอยแตกและเกิดสีดำ

การพรวนดินกำจัดวัชพืช ในระยะแรกที่เถามันเริ่มเจริญเติบโต ควรปฏิบัติบ่อยๆ การพรวนดินเพื่อกำจัดวัชพืชนั้น ควรพรวนดินกลบเถามันด้วย เพื่อให้เถามันลงหัวได้ดี และเมื่อเถามันเริ่มลงหัวแล้ว ก็ควรหยุดการพรวนดิน เพราะจะทำให้หัวมันได้รับความกระทบกระเทือน

การปฏิบัติกับเถามันเทศ

หลังจากมันเทศเจริญตั้งตัวได้แล้ว เถามันจะทอดออกไปจากบริเวณข้อและปล้องที่ติดกับดิน และจะเกิดรากหยั่งไปเกิดหัวในดิน ทำให้รากที่เจริญอยู่ก่อนแล้วใต้ดินขยายไม่เต็มที่ จึงควรตลบเถามันให้ขึ้นอยู่บนหลังแปลงเสมอ เพื่อไม่ให้เถาที่ทอดไปนั้นหยั่งรากลงไปในดินได้อีก จะตลบเถามันตั้งแต่มันเทศมีอายุได้ประมาณ 2 เดือน

การเก็บเกี่ยวมันเทศ

ต้องขุดหัวมันเทศทันทีเมื่อหัวแก่ โดยทั่วไปจะใช้เวลา 90-150 วัน หลังจากปลูก หากทิ้งไว้นานจะถูกแมลงในดินเข้าทำลาย ซึ่งจะทำให้หัวมันมีสีดำและมีกลิ่นไม่ดี รสของมันก็จะขม การปลูกมันในฤดูฝนจะแก่ช้ากว่าการปลูกมันในฤดูแล้งประมาณ 30-40 วัน วิธีการสังเกตการแก่ของหัวมันอาจทำได้โดยดูดินบริเวณโคนต้น ดินจะแตกแยกออกเป็นรอย แสดงว่าหัวมันโตพอที่จะขุดได้แล้ว ควรลองสุ่มขุดขึ้นมาดู 2-3 ต้น แล้วใช้มีดตัดหัวมันดู ถ้าเป็นหัวมันที่แก่หลังจากตัดแล้วหัวมันจะมียางซึมออกมาและแห้งไปอย่างรวดเร็ว การขุดหัวมันควรขุดด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดบาดแผลที่หัว นำหัวมันที่ขุดได้มาวางไว้ในที่ร่มให้แห้งดี และตัดส่วนที่เป็นแผลและเน่าเสียทิ้งไปก่อนที่จะนำหัวมันไปเก็บรักษา

การปฏิบัติต่อหัวมันเทศก่อนส่งตลาด

เนื่องจากมันเทศเป็นพืชที่บริโภคกันภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงยังไม่เข้มงวดในการปฏิบัติให้หัวมันมีคุณภาพมาตรฐานก่อนนำสู่ตลาด อย่างไรก็ดี เพื่อให้ได้หัวมันที่มีคุณภาพดี ดังนั้น ก่อนส่งตลาดควรทำดังนี้

  1. คัดลักษณะหัวมัน คือต้องคัดให้ได้หัวมันที่ไม่มีรอยแผล ไม่มีรอยแตกช้ำ ไม่เน่า ขนาดหัวมันปานกลาง หัวรูปร่างสม่ำเสมอ การคัดอาจทำในแปลงหรือโรงบรรจุก็ได้
  2. ล้างทำความสะอาดหัวมัน หัวมันไม่ควรมีดิน โคลนและสิ่งสกปรกติดมา อาจเป็นพาหะแพร่เชื้อโรคและทำให้หัวมันเน่าได้ง่ายในขณะการเก็บรักษา
  3. การบรรจุหีบห่อ เมื่อหลังจากคัดและทำความสะอาดหัวมัน และหัวมันแห้งดีแล้วควรนำลงบรรจุในภาชนะ เช่น เข่ง ตะกร้า กระสอบ

การเก็บรักษามันเทศ (Storage) มันเทศที่เก็บเกี่ยวขึ้นมานั้นหากยังไม่ประสงค์จะจำหน่าย จะต้องเก็บรักษาเอาไว้ในระยะเวลานานๆ ควรมีปัจจัยต่างๆ ดังนี้ เพื่อให้มันเทศนั้นไม่เสื่อมคุณภาพ

  1. หัวมันเทศนั้นจะต้องแก่เต็มที่เมื่อเก็บเกี่ยว
  2. หัวมันเทศจะต้องสะอาดปราศจากโรคติดมา เพื่อกันการเน่าระหว่างการเก็บ
  3. หัวมันเทศต้องไม่มีรอยขีดข่วน บาดแผล
  4. อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาประมาณ 15-5 องศาเซลเซียส และความชื้นในบรรยากาศพอเหมาะ หากหัวมันเทศมีรอยแผลอาจเก็บในอุณหภูมิ 29 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 85% จะทำให้หัวมันเทศเกิดการสมานแผลได้ และทำให้หัวไม่เหี่ยวย่นระหว่างเก็บ ระยะที่เอาเก็บไว้เพื่อรักษาบาดแผลนี้นาน 3-30 วัน วิธีการนี้จำเป็นสำหรับในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น

พันธุ์มันเทศ พันธุ์ที่ใช้ปลูกทั่วไปนั้น แตกต่างกันในด้านผลผลิต ขนาดรูปร่างของหัว และแตกต่างกันในด้านคุณภาพ คือ ปริมาณ แป้ง น้ำตาล ไวตามิน และแตกต่างกันในความสามารถของการเจริญเติบโต ความต้านทานโรคและแมลง ขณะนี้มีการรวบรวมพันธุ์ เพื่อใช้ในการผสมพันธุ์ที่จะให้ได้พันธุ์ดี อย่างไรก็ดีหากจะแบ่งมันเทศออกตามความแตกต่างในลักษณะใหญ่ๆ แบ่งออกได้เป็น 2 พวกคือ

  1. ชนิดเนื้อแน่น (flesh firm) เนื้อในหัวจะมีลักษณะแห้งและเป็นแป้ง เมื่อนำมาประกอบอาหารได้แก่พันธุ์ Little-stem, Jersey, Orlia, Jersey Orange, Role, Big stem Jersey และ Manyland Golden
  2. ชนิดเนื้อนุ่ม (flesh Soft) เนื้อในหัวจะมีลักษณะฉ่ำ มีรสหวานจัด ได้แก่ พันธุ์ Nancy Hall, Nancy Gold Red, Porto Rico, Porto Ricounil 1 Cliett Porto Rico และ Triump

มันเทศพันธุ์ Porto Rico แบ่งเป็น 2 ชนิด

  1. Vining ลำต้นจะผอม ความยาวของเถามากกว่า 20 ฟุต
  2. Bunch ลำต้นจะสั้น ข้อสั้น ความยาวของเถาประมาณ 2 ฟุต

หัวมันเทศที่มีเนื้อสีเหลืองจะมี carotene และไวตามินมากกว่าพวกเนื้อสีขาว แต่พวกเนื้อสีขาวจะมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาได้ดีกว่าพวกเนื้อสีเหลือง เพราะมีปริมาณแป้งมากกว่าน้ำตาล

พันธุ์ที่แนะนำให้ปลูกในบ้านเราคือ

  1. Okud มีเถาเลื้อยยาวพอสมควร มีเนื้อสีเหลืองอ่อน
  2. Taichung เถาไม่เลื้อยมากนัก ลำต้นคล้ายเป็นพุ่ม เนื้อในมีสีเหลือง ต้มเละนึ่งจะไม่เละ
  3. ห้วยสีทน 1 เถาเลื้อยยาว เนื้อสีแดง รสหวาน

โรคและแมลงของมันเทศ

โรค

  1. โรคหัวเน่า เชื้อราจะเข้าทางบาดแผลที่หัวมัน ราจะสีดำ เนื้อที่หัวมันจะยุ่ยและต่อมาจะกระด้าง การป้องกันกำจัดโดยระวังอย่าให้หัวมันเกิดบาดแผล เมื่อขุดและควรเก็บหัวมันในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก เมื่อพบหัวมันที่เป็นโรคนี้ควรเผาทิ้งเสีย พื้นโรงเรือนที่เก็บมันควรฆ่าเชื้อด้วยเมอคิวรีคลอไรด์
  2. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา เข้าทำลายที่ใบ ใบจะร่วง การป้องกันกำจัดโดยการรักษาความสะอาดในแปลงและควรพ่นแปลงปลูกด้วยยากันราคิวปราวิท

แมลง

แมลงที่เข้าทำลายมันเทศให้ได้รับความเสียหายมีดังนี้

  1. หนอนเจาะเถามันเทศ (Stem boror) เมื่อหนอนเจาะเข้าไปอยู่ในเถาของมันเทศ มันเทศจะแสดงอาการใบเหี่ยวลู่ลง และสุดท้ายเถามันเทศจะตาย เป็นแมลงที่ทำลายมันเทศที่ปลูกในทุกท้องที่ในประเทศไทย และในอินเดีย ลังกา อินโดนีเซีย จีน ฮาวาย เป็นหนอนที่เกิดจากผีเสื้อ ซึ่งจะวางไข่ที่ลำต้น ใบ เมื่อเป็นตัวหนอนจะเจาะไชเข้าลำต้น การป้องกันกำจัดโดยการเก็บเถาที่มีอาการเผาทิ้งเสีย ยาฆ่าแมลงที่ใช้คือ Dieldrin, Guthion หรือ Sevin
  2. เต่าทองลายจุด เป็นศัตรูสำคัญของพืชในตระกูลนี้ ตัวเต่าเข้าทำลายกัดกินใบและวางไข่อยู่เป็นกลุ่มๆ การป้องกันและกำจัด สามารถกระทำได้โดยการจับตัวหนอนตอนเช้ามืดหรือใช้ยา คาบราริล 85% ชนิดผงละลายน้ำโดยใช้ยา 4-5 ช้อนแกง ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดทั่วไปตามใบและเถา
  3. หนอนชอนใบมันเทศ เกิดจากผีเสื้อมาวางไข่ตามใต้ใบได้ตัวหนอนขนาดเล็กแต้มสีแดงขาว จะกัดกินใต้ผิวใบ มักระบาดในฤดูแล้ง สามารถกำจัดโดยใช้สารเคมีฉีดพ่นตอนช่วงที่มันเทศทอดยอด และฝนแล้งเป็นเวลานาน ยาที่ใช้คือ Diazinon, Systox หรือ Phosdin โดยใช้ยา 4-5 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊ป
  4. ด้วง งวงมันเทศ ชาวบ้านเรียกว่า “แมง”เป็นแมลงที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับการปลูกมันเทศ ตัวแก่เป็นด้วงปีกแข็ง มีสีน้ำเงิน คอสีน้ำตาล ตัวอ่อนเป็นหนอนสีขาว หัวสีน้ำตาล ตัวขนาดเล็ก ตัวแก่จะวางไข่ตามโคนเถามันเทศตั้งแต่มันเทศอายุได้ 1 เดือนขึ้นไป ตัวหนอนเมื่อออกมาจากไข่จะกัดกินเถามันบริเวณโคน และเมื่อมันมีหัวดินแตกเป็นรอยก็จะลงไปกัดกินทำลายหัวมัน ทำให้หัวมันมีรสขื่นขม และมีกลิ่นเหม็น และเชื้อราจะเข้าทำลายให้หัวมันเน่าตามรอยที่หนอนกัดกินหัวมัน การระบาดเกิดตลอดปี โดยเฉพาะในกรณีที่ปลูกมันซ้ำที่เดิมติดต่อกันไป

การป้องกันกำจัดทำได้ดังนี้คือ

  1. การกำจัดตัวหนอนหรือดักแด้ ซึ่งอาจติดมากับเถามันที่ใช้ปลูกโดยการจุ่มเถามันลงในยา อะโซตริน และไม่ควรใช้เถาจากต้นมันที่สงสัยว่าจะมีหนอนรบกวนมาก่อน
  2. การฉีดยาแก่ต้นมันที่ปลูกแล้ว โดยการฉีดโคนต้นด้วย ยาอะโซตริน หรือคาร์โมฟูแรน คลอร์ไพรีฟอส คาร์โบซัลฟาน โดยฉีดสัปดาห์ละครั้ง หรือใช้ราดโคนต้นหลังจากปลูกได้ 1 เดือน จนกระทั่งถึง 2 สัปดาห์ ก่อนเก็บหัว

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการปลูกมันซ้ำที่เดิม และควรกำจัดซากมันเทศให้หมดภายหลังเก็บเกี่ยว การกำจัดโดยการไขน้ำให้ท่วมแปลงมันเทศ ทิ้งไว้สัก 2 สัปดาห์ ด้วงมันเทศที่อยู่ในดินจะตาย ควรเก็บเกี่ยวมันเทศให้หมดแปลง การทิ้งหัวไว้ในแปลงจะทำให้การระบาดของแมลงมากขึ้น

ปริมาณการผลิตมันเทศ เกษตรกรในประเทศไทยปลูกมันเทศได้ผลผลิตประมาณ 1.8 ตันต่อไร่ โดยปลูกได้ตลอดปี แต่จะมีผลผลิตดีในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ปลูกมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ปลูกประมาณ 32,188 ไร่ ในจังหวัดบุรีรัมย์ ขอนแก่น และเลยรองลงมาคือภาคใต้มีพื้นที่ปลูก 27,479 ไร่ ได้แก่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และปัตตานีในภาคตะวันตกมีพื้นที่ปลูก 26,076 ไร่ ได้แก่ ในจังหวัด นครปฐม เพชรบุรี และกาญจนบุรี