วิธีปลูกข้าวโพดหวาน (Sweet corn)

ข้าวโพดหวาน

ข้าวโพดหวาน เป็นพืชของชาวอินเดียนแดง ข้าวโพดกลายพันธุ์มาเป็นข้าวโพดหวานใช้รับประทานฝัก และยังใช้ฝักอ่อน ปริมาณน้ำตาลในเมล็ดสูง ประเทศไทยปลูกได้ตลอดปี มีต้นกำเนิดแถบอเมริกากลาง ไทยเราปลูกมา 20 กว่าปี เดิมมักประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคราน้ำค้าง ต่อมาผลิตพันธ์ Supersweet DMR. ต้านทานโรคราน้ำค้าง มีความหวานจัด กรอบ ไม่ติดฟัน สีเหลืองเข้ม ฝักใหญ่และไม่ล้มง่ายเมื่อปลูกในที่ลมแรง พ.ศ. 2522 ได้ Supersweet composit 1 DMR. ซึ่งดีกว่าและปัจจุบันก็ใช้ปรับปรุงพันธุ์เรื่อยมา ลักษณะที่สำคัญของข้าวโพดหวานคือเป็นพืชผสมข้าม ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา กสิกรไม่สามารถจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองต้องซื้อเมล็ดจากแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์โดยตรงทุกปี เมื่อข้าวโพดหวานกลายพันธุ์ จะมีผลทำให้ความหวานลดลง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตข้าวโพดหวาน

ข้าวโพดหวานขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ความชื้นในดินนั้นจะมีผลกระทบกระเทือนกับการออกดอกและติดฝักด้วย คือในระยะดังกล่าวดินจะต้องมีความชื้นพอเพียงอยู่เสมอ ต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเติบโตคือ 15.5-24 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส จะไม่ติดฝักเลย หากปลูกไปที่ที่อุณหภูมิต่ำ จะใช้เวลานานกว่าจะเก็บผลผลิตเมื่อเทียบกับปลูกในที่อุณหภูมิสูงกว่า

การเตรียมดินปลูกข้าวโพดหวาน

สำหรับแปลงปลูกควรมีหน้าดินลึกประมาณ 18.20 เซนติเมตร หลังจากตากดินแล้ว การย่อยดินควรใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักให้มาก เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพราะข้าวโพดเป็นพืชที่ดูดธาตุอาหารสูงมาก ย่อยผิวหน้าของดินให้ละเอียดพอประมาณ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่นิยมใส่เป็นปุ๋ยรองพื้น คือ สูตร 16-20-0 ในอัตรา 80-100 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับปุ๋ยคอกใส่อัตรา 7 ต้นต่อไร่ การใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เป็นปุ๋ยรองพื้น อาจใส่ตอนหยอดเมล็ดโดยใส่ให้ห่างจากเมล็ด 3 นิ้ว

การปลูกและการดูแลรักษาข้าวโพดหวาน

นิยมปลูกเป็นแถวโดยยกร่องในแปลงปลูกเป็นสันลูกฟูก สันร่องห่างกันประมาณ 75 เซนติเมตร และระยะระหว่างหลุมห่างกัน 25 เซนติเมตร การหยอดเมล็ด ต้องเอาเมล็ดคลุกยากันราและกันแมลง คือ ไดเทนเอม 45 กรัมต่อ100 เมล็ด และยากันมดคือฟูราแคน เพราะเมล็ดพันธุ์มีความหวานทำให้มดและราทำลายในขณะปลูก หยอดเมล็ดหลุมละ 3 เมล็ด เมื่อข้าวโพดโตขึ้นมาประมาณ 15-20 วันให้ถอนเหลือหลุมละ 1 ต้น โดยเลือกต้นที่แข็งแรงไว้ จะได้ประมาณ 8,533 ต้นต่อไร่ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 3 กิโลกรัมต่อไร่

อีกวิธีหนึ่งจะหยอดเมล็ดหลุมละ 5 เมล็ด และเมื่องอกได้ 15-20 วัน ถอนให้เหลือหลุมละ 3 ต้น แต่ใช้ระยะ 75 – 100 เซนติเมตร จะได้ประมาณ 2,133 หลุมต่อไร่ หรือ 6,399 ตันต่อไร่ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ วิธีนี้จะให้ฝักข้าวโพดโตไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นผลผลิตจะน้อยกว่าวิธีแรก

การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยยูเรียหลังจากถอนแยกแล้วประมาณ ต้นละ 3 กรัม หรือประมาณ 20-25 กิโลกรัมต่อไร่ และถ้าใส่โปแตสเซียม ในอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ จะทำให้ความหวานของเมล็ดข้าวโพดเพิ่มขึ้น สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ควรใช้สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือครั้งแรกเป็นปุ๋ยรองพื้น และครั้งที่ 2 ใส่ตามร่องข้างแถว แล้วพรวนดินกลบเมื่อข้าวโพดอายุ 21-35 วัน

การให้น้ำ ข้าวโพดหวานต้องการความชื้นในดินสูง ควรให้น้ำแบบ Furrow system เพื่อให้หน้าดินชื้นอยู่เสมอ หากขาดน้ำในระยะติดฝัก ฝักจะแคระแกร็น รากข้าวโพดจะแผ่ลงไปในดินลึกประมาณ 45-60 เซนติเมตร และแผ่ออกแนวระดับ 50-100 เซนติเมตร

การพรวนดิน ควรทำในระยะแรก เพื่อทำลายวัชพืชและเป็นการพูนโคนให้ข้าวโพดด้วย

การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน

ผลผลิตที่ดีควรได้ประมาณ 1,080 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวพิจารณาได้ 2 วิธี คือ ตั้งแต่เริ่มงอก หากในฤดูร้อนใช้เวลา 75 วัน หากฤดูหนาวประมาณ 95 วัน หรืออาจพิจารณาจากการออกไหมของฝัก โดยดูว่าเมื่อไหมออก 50% และนับไปอีก 15-23 วัน เหมาะสำหรับทานสด และถึงโรงงานทำกระป๋อง ระยะเวล่ที่เก็บควรเป็นเวลาเช้า 6.00 น. และควรให้มีส่วนของลำต้นติดมาด้วย ขนย้ายโดยความระมัดระวังการเสียหายของฝัก หลังจากเก็บแล้วควรถึงมือผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด เพราะข้าวโพดหวานจะเสื่อมคุณภาพเร็วโดยความหวานจะลดลงอย่างรวดเร็ว คือภายใน 2-3 วัน

โรคและแมลง โรคที่ทำลายมากคือ โรคราน้ำค้าง โรคใบแห้ง และโรคใบจุด ส่วนแมลงได้แก่ หนอนกระทู้ ข้าวโพด หนอนเจาะลำต้น หนอนเจาะฝัก ตั๊กแตนและมอดข้าวสาร

พันธุ์ Supersweet DMR เป็นพันธุ์ต้านทานโรคราน้ำค้าง