วิธีปลูกถั่วเหลือง (Soybean)

ถั่วเหลือง

ถั่วเหลือง เป็นพืชที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ เพราะมีความต้องการใช้ในประเทศสูง นำมาใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางทั้งการบริโภค และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายรูปแบบ เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เป็นต้น แต่ปัจจุบันถั่วเหลืองกลับมีพื้นที่ปลูกลดลง เนื่องจากเกษตรกรนิยมปลูกพืชแข่งขันตัวอื่นที่ดูแลรักษาง่ายและได้กำไรสูงกว่า และจากวิกฤตการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นถั่วเหลืองเป็นพืชอายุสั้น ปัจจุบันจึงเป็นพืชที่นิยมนำมาปลูกหลังนา หรือปลูกทดแทนนาปรัง เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และยังสามารถช่วยตัดวงจรการระบาดของแมลงศัตรูในระบบการปลูกข้าว และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน เกิดความสมดุลของธาตุอาหาร ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

พันธุ์ถั่วเหลือง

พันธุ์ถั่วเหลืองสามารถแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยวได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพันธุ์อายุสั้นและกลุ่มพันธุ์อายุปานกลาง ทั้งนี้ขอแนะนำพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรยังมีการผลิตในปัจจุบัน ดังนี้

1) กลุ่มถั่วเหลืองพันธุ์อายุสั้น

อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 75-85 วัน ลำต้นไม่ทอดยอด ความสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีจำนวน 3 พันธุ์ ดังนี้

  • พันธุ์นครสวรรค์ 1 ดอกสีม่วง ฝักแห้งเมื่อแกจัดมีสีเหลืองทอง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 73-76 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 220 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าปลูกต้นฤดูฝนหรือกลางฤดูฝนจะให้ผลผลิตสูงต้านทานปานกลางต่อโรคใบจุดนูน อ่อนแอต่อโรคราน้ำค้าง เหมาะสำหรับปลูกในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน
  • พันธุ์เชียงใหม่ 2 ดอกสีม่วงอ่อน ฝักแก่สีน้ำตาลอ่อน อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 77 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 235 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคราน้ำค้างปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้กว้างปลูกได้ในทุกท้องถิ่น
  • พันธุ์ศรีสำโรง 1 ดอกสีม่วง ฝักแก่สีน้ำตาล อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 76-78 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 291 กิโลกรัมต่อไร่ อ่อนแอต่อโรคราน้ำค้าง เหมาะสำหรับปลูกในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน

2) กลุ่มถั่วเหลืองพันธุ์อายุปานกลาง

อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 86-112 วัน ลำต้นไม่ทอดยอด ความสูงประมาณ 60-80 เซนติเมตร มีจำนวน 3 พันธุ์ ดังนี้

  • พันธุ์ สจ.5 ดอกสีม่วง ฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90-96 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 286 กิโลกรัมต่อไร่ ทนทานต่อโรคใบด่าง โรคราสนิมและโรคแอนแทรคโนส เป็นพันธุ์ที่ใช้แนะนำปลูกได้ทั่วไป
  • พันธุ์เชียงใหม่ 60 ดอกสีขาว ฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 88-95 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 284 กิโลกรัมต่อไร่ ทนทานต่อโรคราสนิม และต้านทานต่อโรคราน้ำค้างปานกลาง ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้กว้างปลูกได้ในทุกท้องถิ่น
  • พันธุ์เชียงใหม่ 6 ดอกสีม่วง ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90-99 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 322 กิโลกรัมต่อไร่ ทนทานต่อโรคราสนิม และต้านทานต่อโรคราน้ำค้างสูงกว่าพันธุ์ สจ.5 และพันธุ์เชียงใหม่ 60 ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้กว้างปลูกได้ในทุกท้องถิ่น

สภาพภูมิอากาศที่เหมาะแก่การปลูกถั่วเหลือง

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกถั่วเหลืองอยู่ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมจะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของถั่วเหลือง โดยหลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วการปลูกถั่วเหลืองในฤดูแล้งจะเริ่มปลูกตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม ถ้าสามารถปลูกเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคมจะได้ผลดีมาก แต่ถ้าปลูกไม่ทันก็ไม่ควรเกินกลางเดือนมกราคม เนื่องจากต้องหลีกเลี่ยงช่วงอากาศหนาวเย็นขณะถั่วเหลืองเริ่มงอก และจะเก็บเกี่ยวได้ก่อนช่วงฝนตก เพราะถ้าถั่วเหลืองถูกฝนในช่วงเก็บเกี่ยวจะทำให้ผลผลิตเสียหาย

สภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะแก่การปลูกถั่วเหลือง

สภาพดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของถั่วเหลืองควรเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย ดินมีค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-6.5 โดยถั่วเหลืองไม่ชอบดินเป็นกรดจัด ซึ่งส่งผลทำให้การตรึงไนโตรเจนของเชื้อไรโซเบียมมีประสิทธิภาพลดลง

การเตรียมดินปลูกถั่วเหลือง

ควรมีการเก็บตัวอย่างดิน เพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหารให้ดินถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบ

การปลูกถั่วเหลืองในสภาพนาหลังเก็บเกี่ยวข้าว มีการเตรียมดิน 2 แบบ คือ

  • การเตรียมดินแบบไถพรวน หลังเก็บเกี่ยวให้ไถดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร พร้อมขุดร่องน้ำชิดคันนาทุกด้านและผ่านแปลงนา ร่องกว้าง 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างร่องน้ำประมาณ 3-5 เมตร เพื่อสะดวกต่อการให้น้ำและระบายน้ำออก ตากดินทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ ปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงครึ่งวันแล้ว ระบายน้ำออก ตากดิน 1-2 วัน ให้ดินหมาด แล้วจึงไถพรวนก่อนปลูก
  • การเตรียมดินแบบไม่ไถพรวน หลังเก็บเกี่ยวข้าว ตัดตอซังทิ้งเศษฟางไว้ในแปลงนา ขุดร่องน้ำชิดคันนาทุกด้านและผ่านแปลงนา ร่องกว้าง 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างร่องน้ำประมาณ 3-5 เมตร ปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงครึ่งวันแล้วระบายน้ำออก ตากดิน 1-2 วัน ให้ดินหมาด แล้วจึงปลูก

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง

เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ควรมีคุณภาพดี ความงอกไม่ต่ำกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่ คลุกด้วยเชื้อไรโซเบียม 1 ถุง (200 กรัม) โดยเคลือบเมล็ดด้วยน้ำเชื่อม (น้ำตาลทราย 3-5 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 1 แก้ว) คลุกเคล้าด้วยเชื้อไรโซเบียมเบาๆ ให้ทั่ว หลังจากนั้นผึ้งในที่ร่มประมาณ 20-30 นาที จนเมล็ดถั่วเหลืองแห้ง ก่อนนำไปปลูก

สำหรับการคลุกเคล้าเมล็ดถั่วเหลืองอย่าคลุกเคล้าแรง ควรคลุกในกระสอบบรรจุเมล็ดพันธุ์โดยกลับไปมาให้ทั่ว การคลุกเชื้อไรโซเบียมด้วยวิธีนี้ จะช่วยให้เชื้อไรโซเบียมเกาะติดเมล็ดดี สามารถใช้กับเครื่องหยอดได้โดยไม่ติดเครื่องหยอด

เชื้อไรโซเบียม เป็นแบคทีเรียที่เมื่อเข้าไปอาศัยอยู่ในรากของพืชตระกูลถั่วจะสร้างปม และสามารถตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศมาเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

ถั่วเหลืองต้องใช้เชื้อไรโซเบียมถั่วเหลืองเท่านั้นไม่สามารถนำเชื้อไรโซเบียมจากถั่วชนิดอื่นๆ มาทำให้เกิดปมที่รากของถั่วเหลืองได้

วิธีปลูกถั่วเหลือง

การปลูกถั่วเหลืองในสภาพนามีวิธีการปลูก ดังนี้

  • การปลูกโดยเตรียมดินแบบไถพรวน มีวิธีการปลูก 2 แบบ คือ แบบหว่าน หรือ แบบโรยเป็นแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร จำนวน 20-25 ต้นต่อแถวยาว 1 เมตร (64,000-80,000 ต้นต่อไร่)
  • การปลูกโดยเตรียมดินแบบไม่ไถพรวน ปลูกโดยใช้ไม้แหลม หรือ เครื่องปลูก ทำหลุมกว้าง 2-3 เซนติเมตร ลึก 3-4 เซนติเมตร หยอดเมล็ดพันธุ์ 4-5 เมล็ดต่อหลุม

ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับถั่วเหลือง มีดังนี้

  • ถั่วเหลืองพันธุ์อายุสั้น ใช้ระยะระหว่างแถว 25 เซนติเมตร ระยะระหว่าง 25 เซนติเมตร จะได้ต้นถั่วเหลือง จำนวน 100,000 ต้นต่อไร่
  • ถั่วเหลืองพันธุ์อายุปานกลาง ใช้ระยะระหว่างแถว 40 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 20 เซนติเมตร จะได้ต้นถั่วเหลือง จำนวน 80,000 ต้นต่อไร่

การใส่ปุ๋ยให้ถั่วเหลือง

1) การใส่ปุ๋ยเคมีกับถั่วเหลืองหลังปลูกข้าวในเขตชลประทาน ดินที่ใช้ปลูกข้าวนาปรังมักจะเป็นดินเหนียว หรือร่วนเหนียว ร่วนเหนียวปนทราย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าดินดอนหรือดินไร่ เกษตรกรที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่จะใส่ปุ๋ยเคมีทุกครั้ง ทำให้มีปุ๋ยเคมีตกค้างที่มีประโยชน์กับถั่วเหลืองที่ปลูกหลังนา แต่จะมีธาตุอาหารฟอสฟอรัสต่ำให้ใส่ปุ๋ยทริปเปิ้ลฟอสเฟต สูตร 0-46-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ก็เพียงพอกับการปลูกถั่วเหลืองหลังนา และอาจสลับด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 หรือ สูตร 16-20-0 ในบางปี อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดจากการใช้ปุ๋ยเคมีควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมด้วยเสมอ และควรมีการวิเคราะห์ดินเป็นระยะ (3-5 ปีต่อครั้ง) จะได้มีแนวทางการพิจารณาใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม

2) การใส่ปุ๋ยเคมีตามชนิดดินและการวิเคราะห์ดิน การใช้ค่าวิเคราะห์ดินประกอบการพิจารณาการใส่ปุ๋ยเคมี เป็นแนวทางการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดเงิน โดยการใช้แม่ปุ๋ยที่มีขายนำมาผสมปุ๋ยใช้เองตามสัดส่วนของธาตุอาหารที่ต้องการ

*** ข้อคำนึงในการใช้ปุ๋ยเคมี

  1. ปลูกเป็นแถว ใส่ปุ๋ยเคมีรองพื้นพร้อมปลูก
  2. ปลูกแบบหว่าน ใส่ปุ๋ยเคมีก่อนถั่วเหลืองออกดอก ไม่ควรเกิน 15-20 วันหลังปลูก
  3. หากต้องการใส่ปุ๋ยหลังปลูก มักกระทำหลังจากกำจัดวัชพืชครั้งแรก (ภายใน 2 สัปดาห์หลังปลูก) เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วควรกลบดินหรือพูนโคนต้น
  4. หากดินเป็นกรดจัด ให้หว่านปูนก่อนพรวนดินเพื่อลดความเป็นกรดของดิน ปล่อยแปลงไว้ไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ หรือหลังจากฝนตกหรือใช้น้ำชลประทานอย่างน้อย 1 ครั้ง จึงทำการปลูกถั่วเหลือง

การให้น้ำถั่วเหลือง

การปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่นา ควรให้น้ำแบบท่วมแปลงแล้วปล่อยให้ซึมลงชั้นดินให้หมดภายในครึ่งวัน หรือระบายน้ำส่วนเกินออกอย่าให้ท่วมข้ามวันการให้น้ำแต่ละครั้งควรเว้นระยะเวลาห่างกัน 10-15 วันต่อครั้ง แต่ถ้าปลูกถั่วเหลืองแล้วคลุมด้วยฟาง อาจให้น้ำระยะเวลาห่างกัน 15-20 วันต่อครั้ง ข้อควรระวังในช่วงการเจริญเติบโตของฝักและเมล็ด (ประมาณ 60 วันหลังปลูก) จะต้องไม่ให้ถั่วเหลืองขาดน้ำ

วัชพืชของถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด

วัชพืชที่พบและเป็นปัญหาในแปลงถั่วเหลือง คือ วัชพืชฤดูเดียว และวัชพืชข้ามปี พบทั้งวัชพืชใบแคบ ใบกว้าง และกก วัชพืชจะมีปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ภูมิอากาศ และการเขตกรรมของเกษตรกร วัชพืชที่พบโดยทั่วไป มีดังนี้

1) วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ครบวงจรชีวิตภายในฤดูเดียว ส่วนมากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด แบ่งเป็น

  • ประเภทใบแคบ เช่น หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนนก หญ้าตีนกาและหญ้าดอกขาว เป็นต้น
  • ประเภทใบกว้าง เช่น ผักยาง เทียนนา ผักโขม ผักเบี้ยหิน ผักไผ่น้ำ ผักตีนตุ๊กแก ผักคราดหัวแหวน และสาบแร้งสาบกา เป็นต้น
  • ประเภทกก เช่น กกทราย เป็นต้น

2) วัชพืชข้ามปี เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยต้น ราก เหง้า หัว และไหลได้ดีกว่าการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด แบ่งเป็น

  • ประเภทใบแคบ เช่น หญ้าแพรก และหญ้าชันกาด เป็นต้น
  • ประเภทใบกว้าง เช่น สาบเสือ ไมยราบเครือ และเถาตอเชือก เป็นต้น
  • ประเภทกก เช่น แห้วหมู และกกดอกตุ้ม เป็นต้น

การป้องกันกำจัดวัชพืชของถั่วเหลือง

  1. ไถดิน 1 ครั้ง แล้วตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วจึงคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
  2. กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคนหรือเครื่องจักร เมื่อถั่วเหลืองมีอายุ 15-20 วัน หรือก่อนถั่วเหลืองออกดอก
  3. คลุมดินด้วยเศษซากวัชพืชหรือฟางข้าวทันทีหลังปลูก
  4. ถ้ากำจัดวัชพืชไม่ได้ผล ควรพ่นด้วยสารกำจัดวัชพืชตามคำแนะนำ

โรคของถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด

โรคถั่วเหลืองแยกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ โรคที่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ และโรคที่ไม่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ ดังนี้

1) โรคที่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์

1.1) โรคราน้ำค้าง เกิดจากเชื้อรา Peronospora manshurica

ลักษณะอาการ เชื้อราจะสร้างเส้นใยสีขาวปนเทาฟูอยู่บนรอยแผลด้านใต้ใบ รอยแผลอายุมากจะมีสีน้ำตาล แห้งกรอบ เมล็ดที่มีเชื้อราเข้าไปอาศัย จะมีสีขุ่น ผิวเมล็ดด้านไม่เป็นมันเหมือนเมล็ดปกติ เชื้อราน้ำค้างชอบอากาศค่อนข้างเย็น และมีน้ำค้างจัดในช่วงเวลาเช้าอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง

1.2) โรคใบจุดนูน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv. Glycines

ลักษณะอาการ พบจุดแผลเล็กบนใบคล้ายแผลราสนิม พบบนใบอ่อนในระยะถั่วเหลืองเริ่มออกดอก เริ่มแรกจุดแผลจะเป็นตุ่มใสสีเขียวอ่อนนูนขึ้นมาบนผิวใบแล้วยุบตัวแห้งลงเป็นจุดสีน้ำตาล แตกต่างกับจุดแผลราสนิมที่ภายในไม่มีสปอร์สีน้ำตาล แผลที่เกิดขึ้นติดต่อกันจะทำให้ผิวใบขาดเป็นรู เป็นช่องทางให้เชื้อราแอนแทรคโนสเข้าทำลายซ้ำ โรคระบาดในสภาพฝนตกชุก อากาศร้อนอบอ้าว และลมพัดแรง

1.3) โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum truncatum

ลักษณะอาการ เข้าทำลายตั้งแต่ระยะกล้า เชื้อโรคเข้าไปแอบแฝงอยู่ในต้นและเจริญเข้าไปในดอกแล้วไปอยู่ในฝักอ่อน ทำให้ฝักและเมล็ดลีบ

1.4) โรคเมล็ดสีม่วง เกิดจากเชื้อรา Cercospora kikuchii

ลักษณะอาการ พบเมล็ดมีสีชมพู หรือสีม่วงอ่อนถึงม่วงเข้ม เนื่องจากเชื้อสาเหตุพักตัวอยู่ระหว่างชั้นของเปลือกหุ้มเมล็ดและปล่อยสารที่มีสีชมพูถึงม่วง ถ้าเมล็ดมีสีม่วงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ความงอกเมล็ดจะลดลง โรคนี้มักเกิดในสภาพอากาศอบอุ่นและมีความชื้นสูง

1.5) โรคไวรัสใบด่าง เกิดจากเชื้อรา Soybean Mosaic Virus (SMV)

ลักษณะอาการ อาการใบยอดด่างสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวเข้มใบเล็กลง ผิวใบย่นเป็นคลื่น ยอดบิดเบี้ยว ต้นไม่เติบโต ออกดอกน้อยหรือไม่ติดเมล็ดต้นถั่วเหลืองที่แสดงอาการเมื่อต้นโตจะสร้างเมล็ดได้ แต่เมล็ดลีบเล็ก เมล็ดด่างเชื้อไวรัสติดไปกับเมล็ดและการสัมผัส แมลงพาหะ ได้แก่ เพลี้ยอ่อน

2) โรคที่ไม่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์

2.1) โรคราสนิม เกิดจากเชื้อรา Phakopsora pachyrhizi

ลักษณะอาการ พบแผลจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กด้านใต้ใบบนใบจริงคู่แรก เมื่อถั่วเหลืองเริ่มติดฝักอ่อนจะลุกลามจากใบล่างขึ้นไปยังใบบนและพบสปอร์สีน้ำตาลในรอยแผล สปอร์จะปลิวฟุ้งไปในอากาศเมื่อมีลมพัดแรง หากมีอาการรุนแรงใบจะแห้งกรอบ ใบร่วงก่อนกำหนดโรคนี้มักชอบอากาศค่อนข้างเย็น และมีฝนตกพรำติดต่อกันประมาณ 1-2 สัปดาห์

2.2) โรคลำต้นเน่าดำ เกิดจากเชื้อรา Macrophomina phaseolina

ลักษณะอาการ อาการเหี่ยว ใบเหลือง ก้านใบลู่ลง ปลายรากมีสีดำขาดปลาย พบเม็ดสีดำเล็กคล้ายผงถ่านฝังในเนื้อไม้บนโคนลำต้นติดดิน เชื้อสาเหตุอาศัยอยู่ในดิน

2.3) โรคใบยอดย่น เกิดจากเชื้อรา Soybean Crinkle Leaf Virus

ลักษณะอาการ พบหลังจากถั่วเหลืองงอก 3-4 สัปดาห์ ต้นจะเตี้ยแคระใบมีขนาดเล็กลงแต่เนื้อใบจะหนาขึ้น เส้นใบด้านบนช้ำ ใบบุ๋มลึกเป็นรูปถ้วย ใบบนบิดเบี้ยวหรืององุ้ม ต้นถั่วเหลืองแตกแขนงมากกว่าปกติ บางครั้งออกดอกมากกว่าปกติแต่ดอกร่วงไม่ติดเมล็ดหรือติดฝักน้อย ฝักหดสั้น ลีบ ป้าน แบน หรือบิดเบี้ยว ผิวฝักย่น ต้นที่แสดงอาการรุนแรงจะแก่ช้าไปประมาณ 3-4 สัปดาห์

แมลงศัตรูพืชของถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด

แมลงศัตรูพืชที่ทำความเสียหายให้กับผู้ปลูกถั่วเหลือง ดังนี้

1) หนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่ว (Melanagromyza sojae Zehntner, Ophiomyia phaseoli Tryon)

ลักษณะและการทำลาย ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันขนาดเล็กสีเทาดำขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ปีกใสวางไข่เป็นฟองเดี่ยวในเนื้อเยื่อใต้ใบ หนอนเจาะเข้าไปกัดกินที่ไส้กลางของลำต้น และใต้ผิวเปลือกบริเวณโคนต้นแล้วเข้าดักแด้ ทำให้ต้นถั่วเหลืองแคระแกร็น ถ้าระบาดมากทำให้ต้นถั่วเหลืองตาย ระบาดรุนแรงในระยะกล้า

2) หนอนเจาะฝักถั่ว (Etiella zinckenella Treitschke)

ลักษณะและการทำลาย ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก ปีกสีน้ำตาล วางไข่เป็นฟองเดี่ยวที่กลีบดอก บนฝักอ่อนบริเวณฐานฝักหรือลำต้นใกล้ฝัก เมื่อฟักออกจากไข่หนอนจะเจาะเข้ากัดกินภายในฝัก หนอนมีลำตัวสีเขียว สีเขียวเข้มหรือแดงม่วงตามระยะการเจริญเติบโต จะเจาะฝักออกมาเมื่อเข้าดักแด้ จะระบาดรุนแรงในระยะติดฝัก ช่วงระบาดตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม และเมื่ออากาศแห้งแล้งและอุณหภูมิสูง

3) แมลงหวี่ขาวยาสูบ (Bemisia tabaci Gennadius)

ลักษณะและการทำลาย ตัวเต็มวัยมีปีก 1 คู่ ปกคลุมด้วยผงสีขาวขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร วางไข่เป็นฟองเดี่ยวสีเหลืองอ่อน ลักษณะเรียวยาว ตัวอ่อนมีลักษณะคล้ายรูปไข่สีเหลืองปนเขียว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ เป็นพาหะนำโรคใบยอดย่น การระบาดสามารถระบาดได้ตลอดฤดูปลูก

4) มวนเขียวข้าว (Nezara viridula Linnaeus)

ลักษณะและการทำลาย ตัวมีรูปร่างคล้ายโล่ สีเขียว วางไข่เป็นกลุ่มหลายแถวเรียงกันเป็นระเบียบ ไข่มีสีขาวครีม ใกล้ฟักจะมีสีชมพู ตัวอ่อนวัยแรกจะรวมกันเป็นกลุ่ม ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและฝักอ่อนระบาดรุนแรงในระยะออกดอกถึงเก็บเกี่ยว เมื่อสภาพอากาศมีความชื้นสูง

5) มวนเขียวถั่ว (Piezodorus hybneri Gmelin)

ลักษณะและการทำลาย ตัวมีรูปร่างคล้ายมวนเขียวข้าว แต่มีขนาดเล็กกว่าตัวเต็มวัยมีสีอ่อนหรือเขียวอมเหลือง ส่วนท้ายของสันหลังปล้องแรกมีขอบด้านข้างสีน้ำตาลอ่อน หรือสีน้ำตาลแดง มีแถบสีขาวนวลหรือสีชมพูพาดขวางด้านบน วางไข่เรียงกัน 2 แถว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและฝักอ่อน ระบาดรุนแรงในระยะออกดอกถึงเก็บเกี่ยว เมื่อสภาพอากาศมีความชื้นสูง

6) มวนถั่วเหลือง (Piptortus linearis Fabricius)

ลักษณะและการทำลาย ตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลแดง ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวเรียงยาว มีแถบสีเหลืองนวลพาดตามความยาวของลำตัวข้างละแถบ ขายาว ปล้องแรกของขาคู่หลังขยายใหญ่กว่าขาคู่หน้า ตัวอ่อนลักษณะคล้ายมด ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและฝักอ่อน ระบาดรุนแรงในระยะออกดอกถึงเก็บเกี่ยว เมื่อสภาพอากาศมีความชื้นสูง

7) หนอนกระทู้ผัก (Spodoptera litura Fabricius)

ลักษณะและการทำลาย ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดกลาง ลำตัวสีน้ำตาลปกคลุมทั้งตัว หนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ มีขนาดเล็กสีเขียวอ่อน หัวดำตัวใสอยู่รวมกัน เมื่อโตมีสีเขียวและน้ำตาลอ่อนมีลายสีดำหรือน้ำตาลไหม้คาดตามขวางบนสันหลังและบนส่วนปล้องที่ 7-8 จะหากินเวลากลางคืน และซ่อนตัวตามซอกใบหรือใต้ดินในเวลากลางวัน พบระบาดทั่วไปในแปลงถั่วเหลืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งถั่วเหลืองที่ปลูกหลังนา

ระยะเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองที่เหมาะสม

  • เก็บเกี่ยวตามอายุของพันธุ์ที่ปลูก หรือ 95 เปอร์เซ็นต์ ของฝักถั่วเหลืองเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
  • เมื่อเมล็ดถั่วเหลืองมีความชื้น 15-17 เปอร์เซ็นต์

วิธีการเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง

  • ใช้เคียวเกี่ยวโคนต้น หรือใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางราย
  • ใช้เชือกมัดเป็นฟ่อน นำไปกองบนแคร่ไม้ที่สะอาดยกพื้นสูง 50 เซนติเมตร

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง

  • นวดด้วยเครื่องที่พัฒนามาจากเครื่องนวดข้าว ที่มีความเร็วรอบ 350-500 รอบต่อนาที ขณะที่เมล็ดถั่วเหลืองมีความชื้น 15-17 เปอร์เซ็นต์
  • นำเมล็ดที่นวดแล้วไปตากแดด 1-3 แดด เพื่อลดความชื้นในเมล็ดให้เหลือประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์
  • บรรจุเมล็ดถั่วเหลืองในกระสอบป่านที่ไม่ชำรุด สะอาด และเย็บปิดปากกระสอบให้เรียบร้อย
  • วางกระสอบที่บรรจุเมล็ดถั่วเหลืองในที่ร่ม บนพื้นที่มีไม้รอง