วิธีปลูกพริกไทย (Pepper)

พริกไทย

พริกไทย มีถิ่นกำเนิดพริกไทยมีถิ่นกำเนิดในมาลาบาร์ (Malabar) ทางชายฝั่งด้านตะวันตกของอินเดียวใต้ ซึ่งปัจจุบัน คือ รัฐ Kerala ประเทศอินเดีย พริกไทยเจริญเติบโตในพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในแนวระหว่างเส้นรุ้งที่ 20 องศาเหนือ ถึง 10 องศาใต้เส้นศูนย์สูตรกับเส้นแวงที่ 70 องศา ถึง 125 องศา

การกระจายพันธุ์พริกไทยมีการปลูกมานานนับศตวรรษ พริกไทยแพร่กระจายสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอินโดนีเซียและมาเลเซีย เป็นเวลานานมากกว่า 2,000 ปี โดยผู้อพยพชาวฮินดู และแพร่กระจายสู่ประเทศไทย เวียดนาม จีน และศรีลังกา พริกไทยได้แพร่กระจายไปทั่วโลกเมื่อได้มีการค้าขายกับประเทศทางยุโรป แพร่กระจายในบราซิลในปี ค.ศ. 1930 โดยผู้อพยพชาวญี่ปุ่นซึ่งเดินทางผ่านจากเอเชียตะวันออกใต้ได้นำพืชนี้เข้าไปใน Pera State ทางเหนือของประเทศบราซิล

ในประเทศไทยพริกไทยมีการกระจายพันธุ์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยคาดว่ามีการเริ่มต้นปลูกพริกไทยอย่างจริงจังภายหลังปี พ.ศ. 2300 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศฮอลแลนด์ได้ขยายการปลูกพริกไทยมากขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย จังหวัดตรังเป็นแหล่งปลูกพริกไทยคุณภาพดี มีชื่อเสียงไปทั่วโลก พริกไทยจากตรังที่ส่งไปขายยังยุโรปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพริกไทยที่มีคุณภาพดีเยี่ยม เป็นที่ต้องการของตลาดโลกและมีชื่อเรียกตามสำเนียงฝรั่งว่า “ตารัง เปปเปอร์ (Tarang Pepper)”

พันธุ์พริกไทย

พันธุ์พริกไทย ได้แก่ พันธุ์ซาราวัคหรือพันธุ์คุชชิ่ง พันธุ์ซีลอนยอดขาว และพันธุ์ซีลอนยอดแดงมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ ดังนี้

1. พันธุ์ซาราวัค หรือพันธุ์คุซซิ่ง

เป็นพันธุ์ที่ชาวสวนพริกไทยจังหวัดจันทบุรีนิยมปลูกกันมากเป็นพันธุ์ที่นำมาจากรัฐซาราวัคประเทศมาเลเซีย สามารถต้านทานโรครากเน่าได้ดีกว่าพันธุ์จันทบุรี ซึ่งปลูกอยู่แต่เดิม เจริญเติบโตได้เร็วและให้ผลผลิตสูงกว่า ถ้าต้นสมบูรณ์จะให้ผลผลิตน้ำหนักสดเฉลี่ยประมาณ 9-12 กิโลกรัมต่อค้างต่อปี แต่ส่วนใหญ่การเจริญเติบโตในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน ผลผลิตก็แตกต่างกันไป

ลักษณะประจำพันธุ์

ลำต้น ลำต้านอายุ 4 ปี มีขนาดของเส้นรอบวงลำต้นเฉลี่ย 9.90 เซนติเมตร ความยาวปล้องของลำต้นเฉลี่ย 8.07 เซนติเมตร ความยาวของปล้องของกิ่งแขนงแรกเฉลี่ย 9.66 เซนติเมตร ความยาวของปล้องสุดท้ายของกิ่งแขนงที่สามเฉลี่ย 2.48 เซนติเมตร ความกว้างทรงพุ่มเฉลี่ย 162.20 เซนติเมตร

ใบ ใบเป็นพวกใบเดี่ยว ปลายใบแหลมแบบ acuminate แต่งอเล็กน้อย ฐานใบเป็นแบบ abtuse ขอบใบเรียบ ใบค่อนข้างเรียวและหนามีสีเขียวเป็นมัน ขนาดกว้างเฉลี่ย 4.88 เซนติเมตร เฉลี่ยยาว 10.24 เซนติเมตร ก้านใบยาวเฉลี่ย 1.22 เซนติเมตร มีร่องที่ก้านใบ มีเส้นใบประมาณ 5-7 เส้น

ดอก ช่อดอกเป็นแบบ spike ไม่มีก้านดอก ช่อดอกเกิดที่ช่องตรงข้ามกับใบ ในแต่ละข้ออาจมีช่อดอกได้ 1-2 ช่อ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดเพียงช่อเดียว ช่อดอกมีลักษณะห้อยลงดิน ดอกเกิดสลับกันไปเป็นชั้นในแต่ละช่อดอก ช่อดอกยาวเฉลี่ย 6.34 เซนติเมตร ก้านช่อยาวเฉลี่ย 0.67 เซนติเมตร ช่อดอกหนึ่งช่อมีจำนวนดอกเฉลี่ย 64 ดอก ความกว้างของยอดเกสรตัวเมีย (แฉกรูปดาว) เฉลี่ย 0.88 เซนติเมตร รังไข่เป็นแบบ superior ใบมี 1 เซล อับละอองเรณูมีขนาดกว้างเฉลี่ย 0.33 มิลลิเมตร ก้านชูอับละอองเรณูเป็นรูปทรงกระบอก

ผล ผลมีลักษณะเป็นช่อ ไม่มีก้านผล ความยาวช่อผลรวมทั้งก้านช่อเฉลี่ย 9.10 เซนติเมตร ความยาวก้านช่อผลเฉลี่ย 0.75 เซนติเมตร ช่อผลหนึ่งช่อมีจำนวนผลเฉลี่ย 49 ผล ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์จันทบุรี แต่ใหญ่กว่าพันธุ์ปะเหลี่ยมขนาดของผลด้านแป้นเฉลี่ย 0.5 เซนติเมตร ด้านกลมเฉลี่ย 0.56 เซนติเมตร น้ำหนักช่อผลหนึ่งช่อเฉลี่ย 6 กรัม น้ำหนักผลสดต่อ 100 ผล เฉลี่ย 14.43 กรัม ผลเมื่อสุกจะมีสีส้มเป็นส่วนใหญ่

เมล็ด มีลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดของเมล็ดด้านแป้น เฉลี่ย 0.50 เซนติเมตร ด้านกลมเฉลี่ย 0.46 เซนติเมตร น้ำหนักของเมล็ดแห้งดำต่อ 100 เมล็ด เฉลี่ย 6.46 กรัม

2. พันธุ์ซีลอนยอดแดง

เป็นพันธุ์พริกไทยที่นำมาจากประเทศศรีลังกา นิยมปลูกเพื่อขายเป็นพริกไทยสดมากกว่าทำพริกไทยดำหรือขาว ลักษณะของยอดจะออกสีน้ำตาลแดง จึงเรียกกันว่า “ซีลอนยอดแดง”

ลักษณะประจำพันธุ์

ลำต้น ลำต้นอายุ 4 ปี ขนาดของเส้นรอบวงลำต้นประมาณ 11-86 เซนติเมตร ความยาวของปล้องของลำต้นเฉลี่ย 8.2 เซนติเมตร ความยาวของปล้องของกิ่งแขนงรากเฉลี่ย 9.82 เซนติเมตร ความยาวของปล้องของกิ่งแขนงที่สามเฉลี่ย 7.28 เซนติเมตร ความยาวของปล้องสุดท้ายของกิ่งแขนงที่สามเฉลี่ย 3.24 เซนติเมตร ความกว้างทรงพุ่มเฉลี่ย 180.60 เซนติเมตร

ใบ เป็นพวกใบเดี่ยวปลายใบแหลมแบบ acuminate ฐานใบเป็นแบบ obtuse ขอบใบเรียบ ใบค่อนข้างกว้าง สีเขียวเข้มค่อนข้างหนา ใบมีขนาดกว้างเฉลี่ย 7.22 เซนติเมตร ยาวเฉลี่ย 12.62 เซนติเมตร ก้านใบยาวเฉลี่ย 1.42 เซนติเมตร มีร่องที่ก้านใบ และมีเส้นใบประมาณ 5-7 เส้น

ดอก ช่อดอกลักษณะเช่นเดียวกับพันธุ์ซาราวัค ช่อดอกยาวประมาณ 15-17 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาวเฉลี่ย 1.12 เซนติเมตร ช่อดอกหนี่งช่อจำนวนดอกเฉลี่ย 106 ดอก

ผล ผลมีลักษณะเป็นช่อไม่มีก้านผล ผลมีขนาดใกล้เคียงพันธุ์จันทบุรี มีลักษณะค่อนข้างกลมขนาดของผลด้านแป้นเฉลี่ย 0.60 เซนติเมตร ด้านกลมเฉลี่ย 0.62 เซนติเมตร ผลสดสีเขียวเข้มผลสุกมีสีแดงเข้ม ความยาวช่อผลประมาณ 16-19 เซนติเมตร

เมล็ด เมล็ดมีขนาดใกล้เคียงกับพันธุ์ซาราวัค

3. พันธุ์ซีลอนยอดขาว

พันธุ์พริกไทยที่นำมาจากประเทศศรีลังกา เช่นเดียวกันกับพันธุ์ซีลอนยอดแดง พริกไทยพันธุ์นี้ความจริงเป็นพริกไทยพันธุ์ PSNIYUT-1 ซึ่งเป็นพริกไทยพันธุ์ลูกผสมของประเทศอินเดียระหว่างพ่อพันธุ์ Uthirankota กับแม่พันธุ์ Cheriyakaniyakadan พริกไทยพันธุ์นี้จะมีลักษณะเถาอ่อนสีจะเขียวอ่อนเกือบขาว โดยเฉพาะที่ยอดอ่อน จึงนิยมเรียกว่า “ซีลอนยอดขาว” ลักษณะต่างๆ จะคล้ายกับพันธุ์ซีลอนยอดแดง ที่แตกต่างกันชัดเจนก็คือส่วนยอด ช่อผลจะยาวกว่าพันธุ์ซีลอนยอดแดงเล็กน้อย การเจริญเติบโตเร็วกว่าพันธุ์ซาราวัค ผลสดจะมีลักษณะโตกว่าพันธุ์ซาราวัค นิยมปลูกเพื่อจำหน่ายเป็นพริกไทยสด

แหล่งจำหน่ายพันธุ์พริกไทย

  • ขยายพันธุ์ หรือซื้อยอดจากแหล่งผลิตของเกษตรกรในพื้นที่
  • แหล่งขายพันธุ์ไม้ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

การเตรียมดินปลูกพริกไทย

การเตรียมดินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พริกไทยเจริญเติบโตได้ดี และสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดโรครากเน่าและโคนเน่าของพริกไทย การเตรียมดินไม่ให้เหมาะสมกับการเจริญและพัฒนาของเชื้อสาเหตุโรค สามารถทำได้ ดังนี้

  1. แปลงปลูกจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำได้ดี ไม่ชื้นแฉะหรือเป็นแอ่งน้ำ ปรับพื้นที่ไม่ให้มีสภาพน้ำขัง ไถพรวนดินลึก 40-60 เซนติเมตร ตากดิน 15 วัน
  2. ทำแปลงปลูกให้มีสภาพเป็นลอนลูกฟูก เพื่อให้มีการระบายน้ำดี
  3. หากดินเป็นกรด ควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมด์ เพื่อให้ความเป็นกรดน้อยลง โดยค่า pH ของดินควรเป็น 5.5
  4. ปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ โดยการใส่ปุ๋ยคอก เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดี และรากพืชสามารถพัฒนาและนำอาหารไปใช้ได้ง่าย
  5. เสริมสร้างสภาพแวดล้อมของดินปลูกให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ปฏิปักษ์และจุลินทรีย์อื่นๆ ที่มีประโยชน์ในดิน ได้แก่ เชื้อราไตรโคเดอม่า เชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis เป็นต้น นำไปใส่ในแปลงปลูกร่วมกับอินทรีย์วัตถุต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ในแปลงปลูกให้มากขึ้น

การกำหนดระยะปลูกพริกไทย

  • พันธุ์ซาราวัค ใช้ระยะ 2 x 2 เมตร
  • พันธุ์ซีลอน ใช้ระยะปลูก 2.25 x 2.25 หรือ 2.25 x 2.5 เมตร

อัตราการใช้พันธุ์/ไร่

  • จำนวนค้างต่อไร่ 400 ค้าง ค้างละ 2 ต้น รวม 800 ต้น/ไร่

การเตรียมกิ่งพันธุ์พริกไทย

ใช้ลำต้น (เถา) ของส่วนยอดหรือส่วนอื่นที่ไม่แก่จัดของพริกไทย ที่มีอายุอยู่ระหว่าง 1-2 ปี โดยควรตัดจากต้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ ให้ผลผลิตสูง ไม่เป็นโรคและไม่มีแมลงทำลายเมื่อคัดต้นพันธุ์ได้แล้ว จึงค่อยๆ แกะตีนตุ๊กแกให้หลุดออกจากค้าง อย่าให้ต้นหักหรือช้ำ จากนั้นนำกิ่งพันธุ์มาตัดเป็นท่อนๆ ยาว 40-50 เซนติเมตร มีข้อ 5-7 ข้อ ริดใบทิ้งและตัดกิ่งแขนงตรง 3-4 ข้อล่างออก นำยอดไปปักชำในกระบะชำหรือชำใส่ถุงพลาสติก ให้ข้ออยู่ใต้ระดับดิน 3-4 ข้อ จนรากออกแข็งแรงดีจึงย้ายไปปลูก

วิธีการปลูกพริกไทย

ใช้ค้างไม้แก่นหรือค้างปูนซีเมนต์ ขนาด 4x4x4 เมตร ฝึกลึก 50-60 เซนติเมตร กลบดินให้แน่น หลังจากนั้น ขุดหลุมจาก 40×60 เซนติเมตร ลึก 40 เซนติเมตร ค้างละ 1 หลุม ห่างจากโคนค้าง 15 เซนติเมตร ผสมดินกับปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 1:1 แล้วใส่ในหลุมประมาณครึ่งหลุมนำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้ให้ปลูกหลุมละ 2 กิ่ง ให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้าง หันค้างที่มีราก (ตีนตุ๊กแก) ออกด้านนอกค้าง กลบดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม

การพรางแสงให้พริกไทย

ใช้สแลนหรือวัสดุพรางแสงอื่นๆ เช่น ทางมะพร้าว หรือ ใบปรงทะเล พรางแสงประมาณ 3-6 เดือน จนกว่าพริกไทยจะตั้งตัวได้

การให้น้ำ

เลือกระบบน้ำตามสภาพแวดล้อมที่ให้พริกไทยได้รับน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง การให้น้ำแบบร่องต้องปรับพื้นที่ให้เรียบและมีความลาดเท การใช้มินิสปริงเกอร์เป็นวิธีที่ประหยัดน้ำกว่า

ระยะเวลาการให้น้ำ หลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน เมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ ลดเหลือ 2-3 วัน/ครั้ง พริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้วควรให้ 3-4 วัน/ครั้ง ตามสภาพดินฟ้าอากาศ

ในฤดูแล้งอาจประหยัดการให้น้ำโดยการคลุมดินในแปลงปลูกด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง แต่ในฤดูฝนไม่ควรคลุมดินจนชิดโคนต้นควรเว้นห่างเพื่อไม่ให้โคนต้นชื้นแฉะเกินไปละเกิดโรค เตรียมให้น้ำระบายออกจากแปลงปลูกอย่างรวดเร็ว และขณะดินชื้นแฉะไม่ควรเหยียบย่ำในแปลงจะทำให้ดินแน่นทึบ รากเสียหายได้

การใส่ปุ๋ย

  • ใส่ dolomite หรือปูนขาว ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 400-500 กรัม/ค้าง ก่อนใส่ปุ๋ยเคมี 2-4 สัปดาห์ เฉพาะในกรณีที่ดินมีสภาพเป็นกรด
  • ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง อัตรา 2-5 กิโลกรัม/ค้าง หรือแบ่งใส่ปีละ 2-3 ครั้ง ปุ๋ยดังกล่าวจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด – ด่างของดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพริกไทยและช่วยทำให้ดินโปร่งมีความสามารถดูดซับความชื้นและเพิ่มแร่ธาตุจำเป็นต้องใช้ควบคู่กับปุ๋ยเคมีในการบำรุงรักษาแต่ละปี

การใส่ปุ๋ยเคมี

  • ปีที่ 1 : สูตร 15-15-15 หรือ 12-12-17+2Mg อัตรา 400-500 กรัม/ค้าง แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง
  • ปีที่ 2 : สูตร 15-15-15 หรือ 12-12-17+2Mg อัตรา 800-1,000 กรัม/ค้าง แบ่งใส่ 3-4 ครั้ง
  • ปีที่ 3 และปีต่อๆ ไป
    – ครั้งที่ 1 สูตร 15-15-15 อัตรา 400-500 กรัม/ค้าง ใส่หลังเก็บเกี่ยว
    – ครั้งที่ 2 สูตร 8-24-24 อัตรา 400-500 กรัม/ค้าง ใส่ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
    – ครั้งที่ 3 สูตร 12-12-17+2Mg อัตรา 400-500 กรัม/ค้าง ใส่ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม

การขึ้นค้าง

หลังจากปลูกพริกไทยได้ประมาณ 30-50 วัน พริกไทยจะเริ่มแตกยอดอ่อน ให้เลือกยอดอ่อนที่สมบูรณ์ไว้ต้นละประมาณ 3 ยอด จัดยอดให้เรียงขนานขึ้นรอบค้าง อย่าให้รอบทับกันเพราะจะทำให้ได้ทรงพุ่มที่ไม่ดี ใช้เถาวัลย์หรือเชือกฝากผูกยอด ให้แนบติดกับค้าง โดยผูกข้อเว้นข้อ ผูกยอดจนกระทั่งยอดท่วมค้าง ใช้เวลาประมาณ 10-12 เดือน ปีที่ 1 หลังจากที่เลือกยอดสมบูรณ์ขึ้นค้างแล้ว ถ้ามียอดอ่อนแตกออกมา ให้คอยปลิดยอดอ่อนทิ้ง จนกระทั่งพริกไทยอายุ 1 ปี ตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตร จากระดับผิวดิน ปีที่ 2 ตัดแต่งเช่นเดียวกับปีแรก จนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไปประมาณ 30 เซนติเมตร ให้ผูกไว้บนยอดค้าง และใช้เชือกไนล่อนผูกทับเถาวัลย์เดิมเป็นเปลาะๆ ห่างกัน 40-50 เซนติเมตร

การกำจัดวัชพืช

ต้องทำตั้งแต่การเตรียมดิน การกำจัดวัชพืชต้องปฏิบัติสม่ำเสมอขณะวัชพืชมีขนาดเล็กเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนรากพริกไทยซึ่งไม่หยั่งลึกมากนักแต่แพร่กระจายในระดับเดียวกับระดับรากวัชพืช ไม่ควรใส่สารเคมีในการกำจัดวัชพืช

การตัดแต่งกิ่งและควบคุมทรงพุ่มพริกไทย

ต้นพริกไทยจะออกดอกได้ดีขึ้นกับการเตรียมต้น หลังการเก็บเกี่ยวให้สมบูรณ์ โดยการตัดแต่งกิ่งและการใส่ปุ๋ย การเพิ่มการติดผล ขึ้นกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต้องไม่แห้งแล้ง ควรมีความชื้นสูง

วิธีการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้พริกไทยต้นสมบูรณ์ ออกดอกและให้ผลผลิตสูง

  • ตัดยอดที่เจริญเติบโตพ้นค้างทิ้ง
  • ตัดไหลและปรางบริเวณผิวดินโคนต้นเหนือพื้นดินประมาณ 8-10 เซนติเมตร
  • เด็ดใบที่เกิดบริเวณข้อของลำต้นในทรงพุ่มออกให้หมด เพื่อให้โคนต้นโปร่งป้องกันการเกิดโรครากเน่า
  • ตัดกิ่งที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ กิ่งที่เป็นโรคออกให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของโรคแมลง

โรครากเน่าและโคนเน่าของพริกไทย

สาเหตุ : เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Phytophthora parasitica

ลักษณะอาการ : อาการระยะแรกเถาจะเหี่ยวใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วง ต่อมาปราง (กิ่งแขนง) เริ่มหลุดเป็นข้อๆ ตั้งแต่โคนต้นถึงยอดขั่วกิ่งเป็นสีเหลืองและดำ ส่วนรากเน่าดำและมีกลิ่นเหม็น

การระบาด : สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาด คือ ในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำไม่ดี ต้นพริกไทยอ่อนแอ และเกิดการสะสมของเชื้อราสาเหตุ

การป้องกันกำจัด :

1. การลดความเสียหายจากโรคในแปลงปลูก โดย

  • การจัดการดินในพื้นที่แปลงปลูกให้มีการระบายน้ำได้ดี ไม่มีสภาพน้ำขัง
  • ปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ โดยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดี และรากพืชสามารถพัฒนาและนำอาหารไปใช้ได้ง่าย
  • หากดินเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์
  • ตัดแต่งกิ่งหรือแขนงตามบริเวณโคนต้นออกให้โปร่ง เพื่อลดความชื้นและให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น
  • เก็บใบ กิ่ง ก้าน ที่ร่วงหล่นอยู่ตามบริเวณโคนต้นออกไปเผาไฟ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมโรค
  • เลือกยอดพันธุ์จากแหล่งปลูกหรือแปลงปลูกที่ไม่มีการระบาดของโรค

2. การป้องกันกำจัดโดยชีวะวิธี โดยการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมของดินปลูก ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ และจุลินทรีย์อื่นๆ ที่มีประโยชน์ในดิน ได้แก่ เชื้อราไตรโคเดอม่า เชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis เป็นต้น หรือนำจุลินทรีย์ซึ่งมีผู้ผลิตขายเป็นการค้าในรูปผง ไปใส่ในแปลงปลูกร่วมกันอินทรียวัตถุต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในแปลงปลูกให้มากขึ้น และควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นพริกไทยยังมีอายุน้อย 1-2 ปี นอกจากนี้การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพชนิดต่างๆ ราดดิน ช่วยยับยั้งการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าพริกไทยได้

3. การป้องกันกำจัดเมื่อพบต้นที่เป็นโรคโดยใช้สารเคมี ฉีดพ่นด้วยสารเคมีเช่นฟอสอีทิลอลูมเนียม 820% WP และฟอสฟอริค แอซิค 40%L ต้นที่เป็นโรคตายขุดเผาทำลายแล้วแล้วรดดินหลุมปลูกด้วยสารเมตาแลกซิลให้ทั่วแล้วจึงปลูกซ่อม การปลูกซ้ำควรเว้นระยะห่าง 1 ปี

ศัตรูพืชของพริกไทย

สาเหตุ : แมลงสาเหตุมี 2 ชนิด ชื่อ Ferrisiana virgate และ Planococcus citri

ลักษณะอาการ : ฝักตัวดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อรวง ตั้งแต่เริ่มออกช่อรวงจนกระทั่งติดเมล็ดทำให้พริกไทยไม่ค่อยติดเมล็ด หรือติดเมล็ดก็จะด้อยคุณภาพ

ช่วงเวลาการระบาด : เพลี้ยแป้งบนช่อรวงพริกไทยสามารถมีการระบาดได้ตลอดทั้งปีและพบมากในช่วงฤดูฝนต่อฤดูแล้ง เป็นแมลงศัตรูสำคัญของพริกไทย

การป้องกันกำจัด :

  • หมั่นตรวจแปลง และสำรวจศัตรูพืช ในช่วงที่สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การระบาดพบเพลี้ยแป้ง พบเพลี้ยแป้งบนยอดหรือช่อดอก 1-3 ตัว ควรแก้ไข
  • ห้ามใช้สารเคมีที่มีอันตราย เพราะมักจะมีการปนเปื้อนของสารฆ่าแมลงโดยเฉพาะในการผลิตเพื่อส่งออกพริกไทยอ่อน
  • ใช้สารที่ปลอดภัยและมีอันตรายน้อย น้ำมันธรรมชาติ เช่น white oil, petroleum spray oil
  • สารเคมีที่ให้ผลดีที่สุดในการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งบนช่อรวงพริกไทยคือ carbaryl (Sevin 85% WP) อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

การเก็บเกี่ยวพริกไทย

  • พริกไทยอ่อน : บริโภคสด เก็บเกี่ยวหลังติดผล 3-4 เดือน
  • พริกไทยดอง : เพื่อส่งโรงงานทำพริกไทยดอง เก็บเกี่ยวหลังติดผล 4-5 เดือน
  • พริกไทยดำ : เก็บ เกี่ยวผลแก่ที่ยังเขียวอยู่เมื่อผลสีเขียว แก่จัดแต่ไม่สุก ระยะเวลา หลังติดผล 6-8 เดือน
  • พริกไทยขาว:  ต้องเก็บเกี่ยวพริกไทยที่แก่จัด และผลเริ่มสุกเป็นสีแดงที่โคนช่อ ประมาณ 3-4 ผล ระยะเวลาหลังติดผล 6-8 เดือน

อุปกรณ์และวิธีเก็บเกี่ยว ใช้มือปลิดทั้งรวง ภาชนะบรรจุขณะเก็บเกี่ยวต้องสะอาดแรงงานต้องมีความชำนาญ

จุดเน้นหรือข้อควรระวัง เพื่อให้มีคุณภาพดีควรเก็บเกี่ยวพริกไทยในระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมกับชนิดพริกไทยที่ต้องการ

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวพริกไทย

พริกไทยอ่อน

  • เก็บเกี่ยวโดยใส่ภาชนะที่สะอาดจากแปลง นำมายังจุดรวบรวมผลผลิต
  • เกลี่ยบนพื้นที่รองด้วยวัสดุสะอาด
  • จากนั้นคัดแยกโรค แมลง เช่น เพลี้ยแห้ง เพลี้ยหอย หรือ สิ่งเจือปน เช่น ใบ
  • เมื่อทำความสะอาดแล้ว บรรจุด้วยถุงพลาสติกและคลุมด้วยผ้าสะอาดเปียกชื้นเพื่อรักษาความชื้น รอการขนส่งต่อไป

พริกไทยดำ

  • นำพริกไทยมากองรอมบนลานที่มีการรองพื้นที่สะอาดบ่มไว้ประมาณ 3 วัน
  • แยกผลพริกไทยออกจากก้านโดยใช้เครื่องนวด
  • นำไปร่อนด้วยเครื่องแยกโดยผ่านตะแกรงเพื่อแยกก้านออกจากรวง
  • การทำแห้งโดยการอบแห้ง ใช้เครื่องอบแห้งอบร้อน ที่อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียสหรือการตากแดด ซึ่งต้องเข้มงวดในเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย วางผลผลิตพริกไทยในภาชนะสะอาด บนพื้นที่ยกสูงมีวัสดุรองรับเพื่อป้องกันฝุ่นละออง และสิ่งเจอปนอื่นๆ รวมทั้งการปนเปื้อน
  • เมื่อผลพริกไทยแห้งสนิท จะเปลี่ยนเป็นสีดำ แล้วนำไปร่อน ด้วยตะแกรงหรือกระด้งเพื่อแยกเอาเศษฝุ่น และเมล็ดที่ลีบออก
  • บรรจุพริกไทยในถุงภาชนะที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน
  • อัตราการทำแห้ง พริกไทยสด 100 กิโลกรัม จะได้พริกไทยดำ 33 กิโลกรัม
  • การทำพริกไทยดำคุณภาพสูง หลังจากนำเข้าเครื่องแยกผลจากรวง จะต้องล้างทำความสะอาดพริกไทยโดยใช้เครื่องล้าง 3-4 ครั้ง เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ ลวกด้วยน้ำร้อนเพื่อให้ผิวของพริกไทยดำและเป็นมัน แล้วอบให้แห้งด้วยเครื่องอบแห้งแบบลมร้อนที่อุณหภูมิ 55-60 องศาเซลเซียส หรือตากให้ถูกแดดอย่างสม่ำเสมอประมาณ 3 แดด จะสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดเชื้อราในพริกไทยได้

พริกไทยขาว

  • นำผลพริกไทยที่เก็บมาแล้วตากแดดเล็กน้อย หรือผึ่งลมค้างคืน เพื่อให้ขั้วผลหลุดง่ายขึ้น
  • นำเข้าเครื่องนวด เพื่อแยกผลออกจากรวง
  • นำผลพริกไทยแช่น้ำในบ่อซีเมนต์ หรือถังไม้ หรือภาชนะอื่นที่เหมาะสม นานประมาณ 7-14 วัน
  • นำพริกไทยขึ้นจากน้ำที่แช่ แล้วนำมานวดเพื่อลอกเปลือกออก
  • นำมาเกลี่ยบนตะแกรงเหล็ก หรือตะแกรงไม้ไผ่สะอาดที่มีช่องให้เปลือกพริกไทยหลุดออกได้ ใช้น้ำล้างเปลือกออกจนหมด
  • การทำแห้ง หลังล้างทำความสะอาดแล้ว นำไปทำให้แห้งสนิทโดยการอบแห้ง ใช้เครื่องอบแห้งลมร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 60% เซลเซียส หรือการตากแดด ซึ่งต้องเข้มงวดในเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย วางผลผลิตพริกไทยในภาชนะสะอาด บนพื้นที่ยกสูงมีวัสดุรองรับเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งเจือปนอื่นๆ รวมทั้งการปนเปื้อน
  • กระบวนการทำแห้งเพื่อลดความชื้นในพริกไทยให้มีความชื้นตามมาตรฐานกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ 12
  • บรรจุกระสอบหรือภาชนะบรรจุที่สะอาดเพื่อการจำหน่าย
  • ในการผลิตพริกไทยขาวไม่ควรใช้สารฟอกขาวใดๆ ที่อาจตกค้างในผลผลิต โดยต้องมีการดำเนินการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจการบริโภคพริกไทยที่ปลอดภัย โดยส่งเสริมการบริโภคพริกไทยที่มีสีตามธรรมชาติ