วิธีปลูกถั่วลิสง (Peanut)

ถั่วลิสง

การปลูกถั่วลิสงให้ได้ผลผลิตสูง คุณภาพดี ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ต้องพิจารณาถึงการปฏิบัติดูแลรักษา รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

สภาพอากาศที่เหมาะสม

  • ถั่วลิสงสามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทยที่มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,000-1,500 มิลลิเมตร และมีการกระจายตัวดี
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของถั่วลิสงระหว่างกลางคืนกับกลางวันควรอยู่ระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส
  • มีแสงแดดจัด

สภาพพื้นที่

  • สภาพพื้นที่ที่เหมาะสม คือ ที่ราบเชิงเขา ที่ดอน
  • ที่ราบที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง

แหล่งน้ำ

  • มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้เมื่อเวลาจำเป็น ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดน้ำในกรณีที่ฝนทิ้งช่วงนานๆ
  • ถ้าถั่วลิสงขาดน้ำในระยะช่วงออกดอกถึงติดฝักอ่อน จะทำให้ผลผลิตลดลงมาก ระยะวิกฤตของการขาดน้ำอยู่ระหว่าง 30-70 วันหลังงอก

ลักษณะดิน

  • ดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนเหนียว
  • ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.5
  • การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี
  • ระดับหน้าดินลึกประมาณ 30 เซนติเมตร
  • มีความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-6.5

การเลือกพันธุ์ถั่วลิสง

การปลูกถั่วลิสงในปัจจุบันปลูกตามความต้องการใช้ผลผลิตของตลาดคือ ใช้ผลผลิตในรูปฝักสด เช่น ถั่วลิสงต้มทั้งฝักสด และการใช้ผลผลิตในรูปฝักแห้ง ซึ่งต้องเลือกพันธุ์ที่ใช้เพาะปลูกให้เหมาะสม คือ

1. พันธุ์ที่ใช้ในรูปฝักสด ถ้าเป็นถั่วลิสงต้มสดทั้งฝักนิยมใช้พันธุ์ที่มีเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อฝัก เช่น สุโขทัย 38 กาฬสินธุ์ 1 ซึ่ง 2 พันธุ์นี้มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง เช่น ที่ปลูกในแถบจังหวัดลพบุรี สระบุรี นครนายก ลำปาง ฯลฯ อย่างไรก็ตามพันธุ์ถั่วลิสงต้มสดทั้งฝักที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีอ่อนยังนิยมปลูกในบางแหล่ง เช่น ที่ จ.ขอนแก่น จ.อุตรดิตถ์ เป็นต้น ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองส่วนพันธุ์ที่ทางราชการรับรองและสามารถทำเป็นถั่วต้มได้ เช่น พันธุ์ขอนแก่น 60-2 และขอนแก่น 4 สำหรับถั่วลิสงต้มอบแห้งนิยมใช้ทั้งพันธุ์ไทนาน 9 และพันธุ์อื่นๆ ขึ้นอยู่กับโรงงานแปรรูปนั้นๆ การเลือกพันธุ์ถั่วลิสงเพื่อใช้เพาะปลูกนั้น ควรพิจารณาเลือกปลูกพันธุ์ตามความต้องการของตลาด โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ปลูกด้วย เช่น ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรเลือกปลูกพันธุ์ที่มีขนาดเมล็ดปานกลาง ในสภาพที่มีฝนช่วงสั้น และค่อนข้างแล้งควรเลือกพันธุ์ที่มีอายุสั้น เช่น ถั่วลิสงต้มสดทั้งฝัก

2. พันธุ์ที่ใช้ในรูปฝักแห้ง นิยมใช้พันธุ์ที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพูอ่อนเท่านั้น สำหรับพันธุ์ที่มีการรับรอง และโรงงานกะเทาะถั่วลิสงต้องการมากคือ พันธุ์ไทนาน 9 ขอนแก่น 60-1 ขอนแก่น 5 และขอนแก่น 4 หรือพันธุ์พื้นเมืองทีมีลายฝักชัดเจนมี 2-3 เมล็ดต่อฝัก เช่น ที่ปลูกในจังหวัดนครสวรรค์และลำปาง

ถั่วลิสงเมล็ดโต (จัมโบ้) แม้ว่าเมล็ดจะเป็นที่ต้องการของตลาดผู้แปรรูปเป็นอย่างมาก แต่โรงงานกะเทาะที่รับซื้อถั่วลิสงพันธุ์นี้ยังไม่มีในท้องถิ่น ดังนั้น หากเกษตรกรผู้สนใสจะปลูกควรสามารถจัดการทั้งระบบได้ เช่น กะเทาะถั่วลิสง

พันธุ์ถั่วลิสง

1. พันธุ์ สข. 38 มีทรงต้นเป็นพุ่มตรง อายุเก็บเกี่ยวฝักสด 85-90 วัน ฝักแก่เต็มที่ 95-105 วัน ติดฝักเป็นกระจุกที่โคนต้น เส้นลายฝักและจะงอยฝักเห็นได้ชัดเจน มี 3-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง น้ำหนัก 100 เมล็ด 38.90 กรัม ให้ผลผลิตฝักสด 510 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักแห้ง 250 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับใช้บริโภคในรูปถั่วต้มสด

2. พันธุ์ลำปาง มีทรงต้นเป็นพุ่มตรง อายุเก็บเกี่ยวฝักสด 85-90 ฝักแก่เต็มที่ 95-110 วัน ติดฝักเป็นกระจุกที่โคนต้น เส้นลายฝักและจะงอยฝักเห็นได้ชัดเจน มี 3-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู น้ำหนัก 100 เมล็ด 40.60 กรัม ให้ผลผลิตฟักแห้ง 280 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับบริโภคในรูปถั่วต้มสด

3. พันธุ์ไทนาน 9 มีทรง ต้นเป็นพุ่มตรง อายุเก็บเกี่ยว 95-105 วัน ติดฝักเป็นกระจุกที่โคนต้น เส้นลายฝักเรียบ เมล็ดมี 2 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู น้ำหนัก 100 เมล็ด 42.40 ำำกรัม ให้ผลผลิตฝักแห้ง 260 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับใช้ในรูปถั่วกะเทาะเปลือก (ถั่วเมล็ด)

4. พันธุ์ขอนแก่น 4 มีทรงต้นเป็นพุ่มตรง อายุเก็บเกี่ยวฝักสด 85-90 วัน ฝักแก่เต็มที่ 95-100 วัน ติดฝักเป็นกระจุกที่โคนต้น เส้นลายบนฝักชัดมี 3-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู น้ำหนัก 100 เมล็ด 47.10 กรัม ให้ผลผลิตฝักสด 590 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักแห้ง 270 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับสำหรับใช้ประโยชน์ 2 รูปแบบ คือ ใช้บริโภคในรูปถั่วต้มสดและใช้ประโยชน์ในรูปถั่วกะเทาะเปลือก

5. พันธุ์ขอนแก่น 5 มีทรงต้นเป็นพุ่มกว้างตั้งตรง อายุเก็บเกี่ยว 90-110 วัน ติดฝักเป็นกระจุกที่โคนต้น เส้นลายบนฝักชัด มี 2 เมล็ดต่อฝักเยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพูเข้ม น้ำหนัก 100 เมล็ด 51.10 กรัม ให้ผลผลิต 300 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับใช้ประโยชน์ในรูปถั่วกะเทาะเปลือก

6. พันธุ์ขอนแก่น 6 ทรงพุ่มแผ่กว้าง ออกดอก 21-25 วัน เก็บเกี่ยว 110-120 วัน เปลือกฝักมีลายชัดเจน 2 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู น้ำหนัก 100 เมล็ด 67.4 กรัม ผลผลิต 400 กิโลกรัม มีอายุพักตัว 6 สัปดาห์ ทนทานโรคยอดไหม้

7. พันธุ์ขอนแก่น 60-1 มีทรงต้นเป็นพุ่มตรง อายุเก็บเกี่ยว 95-105 วัน ติดฝักเป็นกระจุกที่โคนต้น เส้นลายฝักชัดมี 2 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู น้ำหนัก 100 เมล็ด 45.90 กรัม ให้ผลผลิตฝักแห้ง 270 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับใช้ในรูปถั่วกะเทาะเปลือก

8. พันธุ์ขอนแก่น 60-2 มีทรงต้นเป็นพุ่มตรง อายุเก็บเกี่ยวฝักสด 85-90 วัน ฝักแก่เต็มที่ 95-105 วัน ติดฝักเป็นกระจุกที่โคนต้นเส้นลายฝักและจะงอยฝักเห็นได้ชัดเจนมี 3-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพูน้ำหนัก 100 เมล็ด 40.70 กรัม ให้ผลผลิตฝักสด 570 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักแห้ง 270 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับใช้บริโภคในรูปถั่วต้มสด

9. พันธุ์ขอนแก่น 60-3 มีทรงต้นเป็นพุ่มกว้างกึ่งเลื้อย ติดฝักกระจายไปตามกิ่งที่ทอดไปบนดินทำให้ฝักแก่ไม่พร้อมกัน อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน เส้นลายบนฝักชัด มี 2 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพูและส้มอ่อนน้ำหนัก 100 เมล็ด 76.20 กรัม ให้ผลผลิต 380 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับใช้ในรูปเมล็ดสำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ถั่วอบเนย ถั่วทอด เมล็ดมีการพักตัว 60 วันหลังเก็บเกี่ยว แก้ไขได้โดยใช้สารละลายอีเทรลเจือจางพรมเมล็ดก่อนปลูก หรือปล่อยเมล็ดไว้จนหมดระยะพักตัวแล้วจึงใช้ปลูก แต่ควรคำนึงถึงข้อเสียที่ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ปล่อยทิ้งจนพ้นระยะพักตัวจะเสื่อมความงอกอย่างรวดเร็ว ถั่วลิสงพันธุ์นี้มีความต้านทานต่อโรคราสนิม โรคใบจุด และต้านทานแมลงปานกลาง จะให้ผลผลิตสูงมากในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง-สูง และควรมีความชื้นเพียงพอตลอดอายุการเจริญเติบโต

10. พันธุ์กาฬสินธุ์ 2 หรือพันธุ์พระราชทาน (พันธุ์ KAC 431) ถั่งลิสงพันธุ์ KAC 431 มีชื่อเรียกในเชิงการค้าหลายชื่อต่างๆ กัน เช่น ถั่วลิสงพันธุ์พระราชทาน ถั่วจัมโบ้ลาย ถั่วราชินี ถั่วหลวง เป็นต้น

การเตรียมพันธุ์ถั่วลิสง

  1. คัดเมล็ดพันธุ์ที่ใหม่มีเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ดสูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป โดยการทดสอบความงอกก่อนปลูก
  2. คลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันโรคโคนเน่า และโคนเน่าขาดที่เกิดจากเชื้อรา โดยใช้ไว้ตาแวกซ์ (Vitavax) ร่วมกับคาร์เบนดาซิม หรือสารเคมีที่จำหน่ายในท้องตลาดอัตราตามคำแนะนำ หากมีการใช้เชื้อไรโซเบียมร่วมด้วยควรเลือกใช้สารเคมีที่ไม่มีผลต่อเชื้อไรโซเบียม
  3. ในกรณีใช้พันธุ์ขอนแก่น 60-3 (ถั่วลิสงเมล็ดโต จัมโบ้) จำเป็นต้องทำลายระยะพักตัวโดยใช้สารอีเทรล ความเข้มข้น 3 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณ 9.5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตร พรมเมล็ดพันธุ์พอหมาดปล่อยทิ้งไว้ 1 วัน ก่อนนำไปปลูก

การใช้ไรโซเบียม

การคลุกเมล็ดถั่วลิสงด้วยเชื้อไรโซเบียมก่อนปลูกจะช่วยให้รากถั่วมีปมติดมากขึ้น ทำให้ถั่วลิสงสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ช่วยลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนทำให้ถั่วลิสงเจริญเติบโตดีและเป็นประโยชน์ต่อพืชที่ปลูกต่อเนื่อง

เชื้อไรโซเบียมที่กรมวิชาการเกษตรผลิตจำหน่ายเป็นเชื้อแบบผง บรรจุในถุงพลาสติกจำนวนถุงละ 200 กรัม เพียงพอสำหรับใช้คลุกเมล็ดถั่วลิสงประมาณ 15-20 กิโลกรัม เพื่อปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ การคลุกเชื้อไรโซเบียมทำได้โดยเคล้าเมล็ถั่วลิสงด้วยน้ำแล้วเทเชื้อลงคลุกให้ทั่ว

เมล็ดที่คลุกไรโซเบียมแล้วควรนำไปปลูกให้หมดภายในวันนั้นหรือหากเก็บไว้ไม่ควรเก็บนานเกิน 24 ชั่วโมง โดยเก็บไว้ในที่ร่มและมีภาชนะปิด

การปลูกถั่วลิสง

การปลูกถั่วลิสงในประเทศไทย สามารถปลูกได้ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้งโดยมีช่วงระยะเวลาเพาะปลูกที่เหมาะสม ดังนี้

ฤดูฝน ส่วนใหญ่เป็นการเพาะปลูกในพื้นที่ดอนหรือที่พื้นที่สภาพไร่แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ

  • ต้นฤดูฝน ควรปลูกในช่วง เมษายน-พฤษภาคม เก็บเกี่ยวประมาณ กรกฎาคม-สิงหาคม
  • กลางฤดูฝน ควรปลูกในเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวประมาณ กันยายน-ตุลาคม
  • ปลายฤดูฝน ควรปลูกในช่วง กรกฎาคม-สิงหาคม เก็บเกี่ยวประมาณ ตุลาคม-พฤศจิกายน

ฤดูแล้ง เป็นการปลูกถั่วลิสงในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วแบ่งตามการใช้น้ำได้ คือ

  • การปลูกโดยอาศัยน้ำชลประทาน ควรปลูกในช่วงธันวาคม-มกราคม เก็บเกี่ยวประมาณเมษายน-พฤษภาคม
  • การปลูกโดยอาศัยความชื้นที่เหลือในดิน มีเงื่อนไขคือ จะต้องเป็นแหล่งที่มีน้ำใต้ดินตื้น โดยปลูกให้เร็วที่สุดหลังจากเสร็จสิ้นการทำนา

การเตรียมดินปลูกถั่วลิสง

สิ่งที่เกษตรกรควรปฏิบัติในการปลูกถั่วลิสงในขั้นตอนการเตรียมดิน คือ ดินต้องร่วนซุย ควรปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5.5-6.5 การปรับสภาพดินให้เหมาะสมจะช่วยให้ธาตุอาหารพืชสามารถละลายออกมา และเป็นประโยชน์กับรากพืชที่จะดึงดูดไปใช้ในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ ในดินที่เป็นด่างจัดควรใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์

การไถเตรียมดิน

  1. ในพื้นที่ที่ไม่มีวัชพืช สามารถไถเปิดร่องแล้วหยอดเมล็ด โดยไม่ต้องเตรียมดิน
  2. ในพื้นที่ที่มีวัชพืชหนาแน่น ควรไถพรวนดินลึก 10-20 เซนติเมตรประมาณ 1-2 ครั้ง
  3. การปลูกในฤดูแล้งโดยใช้น้ำชลประทาน หลังจากไถพรวนดิน ควรยกร่องปลูก ความกว้างของสันร่องขึ้นอยู่กับเนื้อดิน ถ้าดินแน่นควรใช้สันร่องแคบประมาณ 0.6-1.0 เมตร ปลูกถั่วลิสงได้ 2 แถว ถ้าดินมีการระบายน้ำดีอาจขยายกว้างขึ้นถึง 1.5 เมตร ทั้งนี้จะต้องให้น้ำซึมเข้าไปได้ถึงกลางของสันร่องและปลูกถั่วลิสง 3-4 แถว

ระยะปลูก

ระยะการปลูกถั่วลิสงที่เหมาะสมโดยทั่วไป ระยะระหว่างแถว 40-60 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 10-20 เซนติเมตร มีจำนวน 1-3 ต้นต่อหลุม หรือในระยะ 1 เมตร ควรมีจำนวนต้นกระจายอยู่ 10 ต้น ปลูกลึกประมาณ 5-8 เซนติเมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 20-25 กิโลกรัมฝักแห้งต่อไร่ สำหรับถั่วเมล็ดโตเมล็ดพันธุ์ใหญ่หรือเล็กสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน แต่ในขั้นตอนการปลูกควรแยกกลุ่มตามขนาดเมล็ด โดยกลุ่มที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ให้ปลูกในกลุ่มเดียวกัน ส่วนขนาดเมล็ดเล็กถึงปานกลางก็ให้แยกกลุ่ม เพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอในการเจริญเติบโตในพื้นที่ กลุ่มเมล็ดขนาดเล็กสามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้ดี เช่นเดียวกับกลุ่มกลุ่มขนาดใหญ่

การให้น้ำถั่วลิสง

  • ต้องให้น้ำทุกๆ 10-15 วัน อย่าให้ถั่วลิสงขาดน้ำในระยะออกดอก (30-40 วันหลังงอก) และช่วงลงเข็ม เพราะจะทำให้ผลผลิตลดลงมาก
  • ในช่วงฤดูฝน ควรมีแหล่งน้ำที่สามารถช่วยลดความเสียหายหากถั่วลิสงเกิดกระทบแล้ง
  • ในช่วงฤดูแล้ง อาศัยน้ำชลประทาน ควรควบคุมการให้น้ำอย่าให้แฉะเกินไป เพราะจะทำให้ถั่วลิสงเจริญเติบโตไม่ดีและเกิดโรคโคนเน่าได้ง่ายและอย่าปล่อยให้ถั่วลิสงขาดน้ำจนแสดงอาการใบเหี่ยว ในการให้น้ำก็ไม่ควรให้น้ำท่วมหลังแปลงปลูก การให้น้ำปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้งจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดถั่วลิสงเจริญเติบโตได้ดีกว่าการให้น้ำครั้งละมากๆ แต่น้อยครั้ง

การกำจัดวัชพืชและพูนโคน

กำจัดวัชพืชครั้งแรกที่อายุ 15 วัน และครั้งที่ 2 ที่อายุ 30 วันหลังงอก ถ้ายังมีวัชพืชตกค้างในแปลงมาก ควรมีการกำจัดอีกครั้งเมื่ออายุ 60 วัน แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนต่อการลงเข็มของต้นถั่ว หรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เช่น อะลาคลอร์ เมโทลาคลอร์ อิมาเซ็ททาเพอร์ แลคโตเฟน ฮาล็อคซิฟอพเมทิล เป็นต้น ในกรณีที่เป็นการใช้แรงงานคนในการกำจัดวัชพืชมักจะทำพร้อมกับการพรวนดินและพูนโคน ซึ่งควรทำหลังจากถั่วลิสงออกดอกและก่อนลงเข็ม หรือเมื่อต้นถั่วอายุ 30-40 วัน การพูดโคนไม่ควรกองดินสูง ควรพูนโคนเตี้ยๆ และให้แผ่กว้างออกจากโคนต้น ทั้งนี้เนื่องจากการติดฝักไม่ได้ กระจายอยู่บริเวณโคนแต่จะแผ่กระจายออกจากแนวโคนต้นเล็กน้อย

การใส่ปุ๋ยถั่วลิสง

ก่อนการใส่ปุ๋ยควรมีการวิเคราะห์ค่าความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ที่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดินหรือกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อจะเลือกใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมสำหรับคำแนะนำทั่วไปในดินเหนียวหรือดินร่วนเหนียว ควรใส่ปุ๋ยเคมีในอัตรา ดังนี้

  • ดินร่วนอัตรา 3-9-0 กิโลกรัมต่อไร่ ของ N-P2 O5 – K2 O
  • ดินร่วนเหนียวปนทรายอัตรา 3-9-6 กิโลกรัมต่อไร่ ของ N-P2 O5 – K2 O หรือใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่

ส่วนช่วงเวลาใส่ปุ๋ยอาจใส่ก่อนปลูกหรือหลังจากงอกไม่เกิน 15 วัน ซึ่งอาจจะใส่พร้อมกับการกำจัดวัชพืช โดยโดยปุ๋ยและพรวนคลุกเคล้ากับดินข้างแถวปลูก ในดินทรายที่มีแคลเซียมต่ำกว่า 120 ส่วนในล้านส่วน การใส่ปุ๋ยแคลเซียมจะช่วยลดปริมาณฝักที่มีเมล็ดลีบ เพิ่มเปอร์เซ็นต์การกะเทาะและผลผลิตแหล่งของปุ๋ยแคลเซียม ได้แก่ ปูนขาว 100 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ก่อนปลูก หรือ ใส่ยิปซัม 50 กิโลกรัมต่อไร่ โรยโคนต้นเมื่อออกดอก หรือถั่วลิสงอายุประมาณ 30 วัน

การใส่ยิปซัม

ยิปซัม เป็นแหล่งธาตุอาหารรองที่เป็นประโยชน์กับพืชโดยเฉพาะถั่วลิสง ธาตุอาหารดังกล่าวได้แก่ แคลเซียม (Ca) มีประมาณร้อยละ 23-24 และกำมะถัน (S) มีประมาณร้อยละ 14-17

วิธีการใช้ยิปซัม สำหรับถั่วลิสงใช้ยิปซัมอัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ โรยตามแถวในระยะเริ่มออกดอกแรก 20-30 วันหลังปลูก และพรวนกลบโคนต้น หากดินที่ปลูกถั่วลิสงมีธาตุแคลเซียมในดินต่ำ อาจจำเป็นต้องใช้ยิปซัมในอัตราสูงขึ้นระหว่าง 50-100 กิโลกรัมต่อไร่

สำหรับถั่วลิสงเมล็ดใหญ่ (จัมโบ้) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ยิปซัมตามอัตราแนะนำระหว่าง 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ช่วงออกดอกหรือระยะลงเข็มไม่ควรใส่ในขั้นเตรียมดินเนื่องจากจะถูกชะล้างสูญเสียได้ง่าย

โรคที่สำคัญของถั่วลิสงและการป้องกันกำจัด

1. โรคโคนเน่า หรือโคนเน่าขาด

  • สาเหตุ : เชื้อรา Aspergillus niger
  • ลักษณะอาการ : ต้นเหี่ยวเหลือง ยุบตัว โคนต้นเป็นแผลสีน้ำตาล พบกลุ่มสปอร์สีดำปกคลุมบริเวณแผล เมื่อถอนขึ้นมาส่วนลำต้นจะขาดจากส่วนราก
  • ช่วงเวลาระบาด : รุนแรงในระยะต้นกล้า อายุ 1-4 สัปดาห์ ในสภาพดินทรายหรือร่วนทราย อุณหภูมิของดินและอากาศสูง 30-35 องศาเซลเซียส
  • การป้องกันกำจัด :
    – ไม่ควรปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้นานเกินไป
    – คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยสารเคมี benomyl + mancoceb, carboxin และ iprodione
    – เก็บเกี่ยวถั่วลิสงตามอายุของพันธุ์

2. โรคลำต้นเน่า หรือโคนเน่าขาว (Sclerotium stem rot)

  • สาเหตุ : เชื้อรา Sclerotium rolfsii
  • ลักษณะอาการ : ยอด กิ่ง และลำต้นเหี่ยวยุบเป็นหย่อมๆ พบแผลเน่าที่ส่วนสัมผัสกับผิวดิน บริเวณที่ถูกทำลายจะมีเส้นใยสีขาว รวมทั้งเม็ดสเคลอโรเทียของเชื้อราที่มีสีขาว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกพืชแน่นเกินไป และปลูกซ้ำที่เดิม พบพืชเป็นโรคในช่วงหลังจากติดฝักถึงเก็บเกี่ยว
  • ช่วงเวลาระบาด : พบมากในฤดูฝน สภาพทีมีความชื้นสูง หรือมีฝนตกชุก
  • การป้องกันกำจัด :
    – ปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชตระกูลถั่ว เช่น ข้าวฟ่าง
    – ถอนต้นที่เป็นโรคตั้งแต่เริ่มแสดงอาการ เผาทำลายนอกแปลงปลูก
    – เก็บเกี่ยวถั่วลิสงตามอายุของพันธุ์
    – พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตาราง 1

3. โรคยอดไหม้ (Bud necrosis)

  • สาเหตุ: เชื้อไวรัส Groundnut bud necrosis virus
  • ลักษณะอาการ : ในระยะ 2 สัปดาห์หลังต้นถั่วงอกใบจะมีจุดสีซีด หรือเป็นปื้นสีน้ำตาลบนใบที่เชื้อเข้าทำลาย จากนั้นเส้นใบซีดหรือจุดกระสีซีดบนใบยอด ก้านใบและกิ่งโค้งงอ ถ้าเป็นโรคในระยะกล้าถั่วลิสงจะตายหรือแคระแกร็นไม่ติดฝัก ถ้าเป็นโรคระยะต้นโตทำให้การติดฝักลดลง
  • ช่วงเวลาระบาด : ระบาดรุนแรงในฤดูแล้ง
  • การป้องกันกำจัด :
    – การปลูกถั่วลิสงในฤดูแล้ง โดยอาศัยน้ำชลประทาน ควรปลูกให้เร็วขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน อาจจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ เนื่องจากระยะที่เพลี้ยไฟเคลื่อนย้ายมาที่ต้นถั่วนั้นเป็นระยะที่ออกดอกหรือติดฝักแล้ว ซึ่งถั่วลิสงจะเป็นโรคยากขึ้น
    – ถอนต้นที่เป็นโรคตั้งแต่เริ่มแสดงอาการ เผาทำลายนอกแปลงปลูก
    – พ่นสารป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟพาหะนำโรค ตามคำแนะนำในตาราง 1

4. โรคใบจุด

  • สาเหตุ : เชื้อรา Cercospora arachidicola
  • ลักษณะอาการ : แผลเป็นจุดสีดำหรือสีน้ำตาล ขนาด 1-8 มิลลิเมตร ขอบแผลอาจมีวงสีเหลืองล้อมรอบ ระยะแรกพบที่ใบล่างต่อมาลุกลามสู่ใบบนอาการรุนแรงทำให้ใบเหลือง ขอบใบบิดเบี้ยว ไหม้แห้งดำ และร่วงก่อนกำหนดพบโรคทุกแหล่งปลูก สปอร์ปลิวไปตามลมและน้ำ แพร่กระจายโดยนกและแมลงโดยทั่วไประบาดร่วมกับโรคราสนิม
  • ช่วงเวลาระบาด : ระบาดรุนแรงในฤดูฝน โดยเฉพาะในสภาพที่มีฝนตกติดต่อกัน 6-7 วัน
  • การป้องกันกำจัด :
    – เผาทำลายเศษซากพืชที่เป็นโรคหลังการเก็บเกี่ยว
    – ปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และข้าวฟ่าง
    – พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตาราง 1

5. โรคราสนิม

  • สาเหตุ : เชื้อรา Puccinia arachidis
  • ลักษณะอาการ : แผลเป็นตุ่มสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม ขนาดเท่าหัวเข็มหมุดกระจายทั่วบนใบ ต่อมาแผลจะแตก พบสปอร์ของเชื้อราสีน้ำตาลคล้ายสนิมเหล็กจำนวนมากคลุมบริเวณปากแผล สปอร์ปลิวไปตามลมและน้ำแพร่กระจายโดยนกและแมลง โดยทั่วไประบาดร่วมกับโรคใบจุด
  • ช่วงเวลาระบาด : ระบาดรุนแรงในฤดูฝน
  • การป้องกันกำจัด :
    – ปลูกพันธุ์ต้านทานต่อโรค คือ กาฬสินธุ์ 2
    – เผาทำลายเศษซากพืชที่เป็นโรค หลังการเก็บเกี่ยว
    – พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตาราง 1

ตารางที่ 1 : การใช้สารป้องกันกำจัดโรคถั่วลิสง

โรคสารเคมีอัตราการใช้/วิธีการใช้/อัตราใช้ข้อควรสังเกต
โคนเน่าหรือโคนเน่าขาด– แคปตาโพล
– ไธแรม
ใช้สาร 1 ช้อนแกงต่อเมล็ด 1 กก.คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกอาจใช้แคปแตนหรือพีซีเอ็นบีแทน
ลำต้นเน่าหรือโคนเน่าขาว– คาร์บอกซี่
– พีซีเอ็นบี
ใช้ 2 ก้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นสารบริเวณโคนต้น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 10 วันอาจใช้คลุกเมล็ดถ้าพบว่าพื้นที่ปลูกมีโรคนี้ระบาดมากในฤดูก่อน
ใบจุดและราสนิม– สารผสมเบโนมิลกับแมนโคเซบ
– คลอโรธาโลนิล
– สารผสมคอปเปอร์กับมาเนีย
– ไตรเฟนิลอะซีเตท
ผสมน้ำฉีดพ่นใช้สาร 2-4 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตรเมื่อพบโรคระบาดในระยะออกดอกถึงติดฝักให้พ่นสาร 3-5 ครั้ง ห่างกัน 7-14 วัน ตามความรุนแรงของโรคโรคใบจุดอาจดื้อสารเบโนมิลให้เปลี่ยนใช้สารไตรเฟนิลอะซิเตท ใช้เพียง 1 ช้อนแกง

แมลงศัตรูที่สำคัญของถั่วลิสงและการป้องกันกำจัด

1. หนอนชอนใบถั่วลิสง

ลักษณะและการทำลาย : ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนสีน้ำตาลยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร หนอนฟักออกจากไข่และชอนเข้าไปกัดกินเนื้อเยื่อของใบเหลือไว้แต่ผิวใบบนและด้านล่าง ต่อมาใบจะแห้งเป็นสีขาว เมื่อหนอนโตมากขึ้นจะออกมาพับใบถั่วหรือชักใยเอาใบถั่วมารวมกัน อาศัยกักกินและเข้าดักแด้ในใบนั้น ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ต้นถั่วแคระแกร็น ใบร่วงหล่นผลผลิตลดลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

ช่วงเวลาระบาด : ระบาดรุนแรงในสภาพอากาศแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานเกิน 15 วัน

การป้องกันกำจัด : พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ตามคำแนะนำในตาราง 2

2. เพลี้ยอ่อนถั่ว

ลักษณะและการทำลาย : เป็นแมลงขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร เคลื่อนไหวช้า หัวมีขนาดเล็กกว่าส่วนอก ส่วนท้องโต ลักษณะอ้วนป้อม มีท่อเล็กๆ ยื่นยาวไปทางส่วนท้าย 2 ท่อ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก และเข็ม ทำให้ต้นแคระแกร็น ใบอ่อนและยอดอ่อนหงิกงอ ดอกร่วง

ช่วงเวลาระบาด : ระบาดรุนแรงในสภาพอากาศแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานเกิน 15 วัน

การป้องกันกำจัด : พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

3. เพลี้ยไฟ

ลักษณะและการทำลาย : เพลี้ยไฟที่ทำลายถั่วมีหลายชนิด เป็นแมลงขนาดเล็กยาวไม่เกิน 2 มิลลิเมตร สีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำ เคลื่อนไหวว่องไว ดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดอ่อน ใบ และดอก ทำให้ใบหงิกงอ บิดเบี้ยว มีรอยขีดข่วน เพลี้ยไฟบางชนิดทำลายใบ ทำให้มีลักษณะเหมือนไขติดอยู่เส้นกลางใบและหลังใบ สีน้ำตาลคล้ายสนิม ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ยอดไหม้และตาย เพลี้ยไฟบางชนิดเป็นพาหะนำโรคยอดไหม้ ทำให้ต้นถั่วชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

ช่วงเวลาระบาด : ระบาดรุนแรงในสภาพอากาศแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานเกิน 15 วัน

การป้องกันกำจัด : พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

4. เพลี้ยจักจั่น

ลักษณะและการทำลาย : เพลี้ยจักจั่นมีลำตัวยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร สีเขียวอ่อน ตาสีขาว บินได้ว่องไว ตัวอ่อนเดินออกด้านข้างเป็นเส้นทแยงมุมตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบ ทำให้ใบเหลือง ปลายใบเป็นรูปตัววี ถ้าจะระบาดรุนแรงมากใบจะไหม้เป็นสีน้ำตาลและร่วง ผลผลิตลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

ช่วงเวลาระบาด : ระบาดรุนแรงในสภาพอากาศแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานเกิน 15 วัน

การป้องกันกำจัด : พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

5. เสี้ยนดิน

ลักษณะและการทำลาย : เสี้ยนดินเป็นมดชนิดหนึ่ง ขนาดเท่ามดแดงความกว้างของส่วนหัว 1.2-1.6 มิลลิเมตร ความยาวของส่วนหัว 1.4-1.9 มิลลิเมตร ทำลายฝักถั่วลิสง โดยการเจาะเปลือกถั่วเป็นรูแล้วกัดเมล็ดในฝักหลังจากนั้นจะนำดินเข้าไปไว้ในฝักแทนเมล็ดที่ถูกทำลาย

ช่วงเวลาระบาด : ระบาดรุนแรงในถั่วลิสงที่ปลูกในป่าเปิดใหม่ ในดินร่วนปนทรายหรือแหล่งที่ปลูกตามหลังพืชอาหารอื่นๆ ของเสี้ยนดิน เช่น ข้าวโพดและอ้อย เป็นต้น

การป้องกันกำจัด :

  • ไม่ปลูกถั่วลิสงในแหล่งหรือแปลงที่เคยพบการระบาดของเสี้ยนดิน
  • ในแหล่งที่พบการทำลายของเสี้ยนดิน ควรทำการสุ่มสำรวจการทำลายเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะถั่วลิสงสร้างฝักและเมล็ด โดยใช้มะพร้าวทั้งผลผ่าซีกคว่ำฝังดิน ลึกจนถึงด้านบนกะลามะพร้าว หากพบเสี้ยนดินให้ผลมะพร้าวเผาทำลาย
  • พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 : การใช้สารป้องกันกำจัดโรคถั่วลิสง

แมลงศัตรูพืชสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชอัตราการใช้/น้ำ 20 ลิตรวิธีการใช้/ข้อควรระวังหยุดการใช้สารก่อนเก็บเกี่ยว (วัน)
หนอนชอนใบถั่วลิสง – ไตรอะโซฟอส (40% อีซี)
– อะซีเฟต (75% เอสพี)
– 40 มิลลิลิตร
– 20 กรัม
พ่นเมื่อใบถูกทำลาย 30% ในระยะถั่วเป็นต้นอ่อน หรือเริ่มติดฝักพ่นซ้ำเมื่อพบการระบาด– 14
– 14
เพลี้ยอ่อนถั่วคลอร์ไพริฟอส (20% อีซี)100 มิลลิเมตรพ่นเมื่อพบเพลี้ยอ่อนระบาดมากในระยะถั่วแทงเข็ม เฉพาะบริเวณที่พบการระบาด พ่นซ้ำเมื่อพบการระบาด 7
เพลี้ยไฟ– อะซีเฟต (75% เอสพี)
– ไตรอะโซฟอส (40% อีซี)
– เมทิโอคาร์บ (50% ดับบลิวพี)
– 20 กรัม
– 50 มิลลิลิตร
– 30 กรัม
พ่นเมื่อพบเพลี้ยไฟทำลายใบประมาณ 30-40% ในระยะถั่ว เริ่มติดฝักพ่นซ้ำเมื่อพบการระบาด-14
-14
-14
เพลี้ยจักจั่นอะซีเฟต (75% เอสพี)20 กรัมพ่นเมื่อใบถูกทำลาย 40% พ่นซ้ำเมื่อพบการระบาด14
เสี้ยนดินควินาลฟอส (5% จี)4 กิโลกรัม/ไร่โรยพร้อมกับปุ๋ยข้างแถวถั่วหลังดายหญ้าครั้งที่ 2 หรือเมื่อถั่วอยู่ในระยะแทงเข็มหรือติดฝัก
 คลอร์ไพริฟอส (20% อีซี)750 มิลลิเมตร/น้ำ 80 ลิตร/ไร่พ่นลงดินระหว่างแถวถั่ว โดยพ่นครั้งแรกเมื่อถั่วอยู่ในระยะแทงเข็มหรือติดฝัก และพ่นซ้ำอีกครั้งหลังพ่นครั้งแรกประมาณ 1 เดือน

การเก็บเกี่ยวถั่วลิสง

การเก็บเกี่ยวถั่วลิสงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ในการผลิตถั่วลิสงให้มีคุณภาพดีซึ่งมีกิจกรรมที่ควรปฏิบัติ คือ

1. การกำหนดอายุเก็บเกี่ยวถั่วลิสง

  • การนับอายุ : ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ถั่วลิสงแต่ละพันธุ์จะใช้เวลาค่อนข้างคงที่ ในการเจริญเติบโตจนถึงให้ผลผลิต โดยทั่วไปถั่วลิสงที่ปลูกในประเทศไทยจะมีอายุเก็บเกี่ยวฝักสด (เพื่อการบริโภคในรูปถั่วต้ม) ประมาณ 85-95 วัน และมีอายุเก็บเกี่ยวฝักแก่เต็มที่อายุประมาณ 95-110 วัน
  • การสังเกตสีของเปลือกฝักด้านใน : ทำการสุ่มถอนต้นถั่วลิสงหลายๆ จุดในแปลงมาตรวจนับ หากมีเปอร์เซ็นต์ของฝักที่มีเปลือกฝักด้านในเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลดำมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าถึงอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

2. การถอนหรือขุดต้นถั่วลิสง

การเก็บเกี่ยวในขณะที่ดินยังมีความชื้นบ้างจะช่วยในถอนต้นถั่วขึ้นโดยง่าย แต่ถ้าดินแห้งจะต้องใช้จอบหรือเครื่องมือช่วยขุด การใช้เครื่องมือในการขุดจะต้องระมัดระวังไม่ให้ฝักถั่วลิสงเกิดรอยแผลหรือเกิดได้น้อยที่สุด

3. การปลิดฝัก

ปลิดฝักด้วยมือ หรือเครื่องปลิด ร่วนดินออกแล้วคัดฝักเสีย ฝักเน่าและฝักที่เป็นแผลออกหลังจากปลิดฝักถั่วแล้ว ต้นถั่วสามารถใช้เลี้ยงสัตว์หรือไถกลบบำรุงดิน ทำให้พืชที่ปลูกตามีการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

4. การตาก

ควรตากฝักถั่วลิสงฝักแห้งบนตะแกรงตาข่าย แคร่ หรือผ้าใบ โดยไม่ให้ฝักถั่วสัมผัสพื้นดิน กองถั่วหนาไม่เกิน 5 เซนติเมตร พลิกกลับกองถั่ววันละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ฝักแห้งสม่ำเสมอทั่วทั้งกอง ในช่วงที่มีแดดจัดใช้เวลาตากประมาณ 3-5 วัน เพื่อให้ความชื้นลดลงต่ำกว่า 9 เปอร์เซ็นต์

5. การเก็บรักษา

5.1 การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

  • ฝักถั่วลิสงที่จะนำเข้าเก็บต้องทำความสะอาดให้ปราศจากฝุ่นผงเศษซากพืชและคัดฝักเน่าเสียคละฝักลีบไม่สมบูรณ์ออก
  • ในห้องที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ ควรเก็บในรูปฝักแห้งจะเก็บได้นานกว่าในรูปเมล็ดแห้ง ประมาณ 2 เดือน เนื่องจากเปลือกฝักช่วยปกป้องเมล็ดได้อีกชั้นหนึ่ง
  • ถั่วลิสงเมล็ดขนาดปานกลางเก็บรักษาได้นานกว่าเมล็ดขนาดใหญ่และเล็ก
  • ควรกะเทาะถั่วลิสงฝักแห้งภายใน 3 เดือน เพื่อรักษาคุณภาพด้านการบริโภค

5.2 การเก็บรักษาผลผลิต และการบรรจุ

5.2.1 ถั่วลิสงฝักสด

  • ควรบรรจุถั่วลิสงฝักสดในกระสอบป่านที่สะอาด มีการถ่ายเทอากาศได้ดี และนำส่งตลาดให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาคุณภาพด้านรสชาติ
  • ควรส่งถึงตลาดภายใน 24 ชั่วโมง ล้างให้สะอาดแล้วต้มทันที
  • ไม่ควรกองถั่วให้นานเกิน 1 วัน เพราะอาจเกิดเชื้อรา ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

5.2.2 ถั่วลิสงฝักแห้ง

  • บรรจุฝักในกระสอบป่านที่สะอาดและเก็บรักษาในโรงเก็บหรือส่งจำหน่ายให้พ่อค้า
  • โรงเก็บต้องเป็นอาคารโปร่ง อากาศถ่ายเทดี ป้องกันความเปียกชื้นจากฝนได้ ไม่มีมอด หนู หรือสัตว์เลี้ยง เข้ารบกวน ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ ให้หาวัสดุรองกระสอบป่าน เช่น ไม้ไผ่ เสาคอนกรีต เพื่อไม่ให้ถั่วลิสงดูดความชื้นจากพื้นซีเมนต์เพราะจะทำให้ถั่วเกิดเชื้อราได้ ควรดูแลทำความสะอาดโรงเก็บเมล็ดพันธุ์อยู่เสมอ

5.3 สภาพแวดล้อมของการเก็บรักษา

ควรมีการระบายอากาศได้ดี ถ้าเก็บในสภาพห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพันธ์จะมีอายุในการเก็บรักษาได้นานขึ้น ในห้องที่มีอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสและมีความชื้นสัมพัทธ์ 50 เปอร์เซ็นต์ สามารถเก็บได้นานถึง 18 เดือน

การเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากการใช้เครื่องกะเทาะในห้องที่มีอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพันธ์ 50-60 เปอร์เซ็นต์ สามารถเก็บไว้ได้นาน 12 เดือน

อะฟลาทอกซิน คืออะไร

อะฟลาทอกซิน คือสารพิษที่สร้างขึ้นโดยเชื้อราที่อาศัยอยู่ในดิน 2 ชนิด คือ แอสเปอร์จิลลัส ฟลาวัส (Aspergillus flavus) แอสเปอร์จิลลัส พาราซิติกัส(Aspergillus parasiticus) แบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ อะฟลาทอกซิน B1 B2 G1 G2 ซึ่งพบมากในเมล็ดถั่วลิสง ข้าวโพด ฝ้าย ส่วนชนิด M1 พบในน้ำนมของสัตว์ที่กินอาหารปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน อะฟลาทอกซิน B1 มีอันตรายร้ายแรงที่สุด และมักพบในปริมาณที่สูงกว่าชนิดอื่น

การปนเปื้อนของอะฟลาทอกซินในถั่วลิสง

การปนเปื้อนของอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงอาจเกิดขึ้นได้ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ทั้งในแปลงปลูกและในระหว่างการเก็บรักษา สาเหตุของการเกิดอะฟลาทอกซิน สรุปได้ดังนี้

  • สภาวะความแห้งแล้งในช่วง 30 วันก่อนเก็บเกี่ยว
  • ฝักถูกทำลายจากโรค แมลงในดิน
  • การขาดแคลเซียม ทำให้เกิดโรคจากเชื้อราที่ฝัก
  • เก็บเกี่ยวเมื่อถั่วแก่เกินไป
  • ใช้ระยะเวลานานในการตาก เพื่อลดความชื้นลงจนถึงจุดที่ปลอดภัยหรืออาจจะเปียกฝนในขณะที่ตาก

การควบคุมการปนเปื้อนของเชื้อราและสารพิษอะฟลาทอกซิน

คำแนะนำการปฏิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซินซึ่งเกิดจากเชื้อราในเมล็ดถั่วลิสง มีแนวทางในการปฏิบัติ ดังนี้

  • ไม่ปลูกถั่วลิสงต่อเนื่องในพื้นที่เดียวกันทุกปี ควรปลูกสลับด้วยข้าวฟ่าง ถั่วเหลืองหรือถั่วเขียว
  • เนื่องจากถั่วลิสงเป็นพืชที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อลดโอกาสเข้าทำลายของเชื้อราที่เหลือในแปลง ไม่ควรปลูกถั่วลิสงตามข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  • กำจัดแหล่งสะสมเชื้อรา เช่น ซากต้นถั่วลิสง ซากต้นและฝักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  • อย่าให้ถั่วลิสงขาดน้ำออกดอก แทงเข็มและพัฒนาการเป็นฝักต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หากต้นถั่วลิสงขาดน้ำ จะทำให้ถั่วลิสงอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อรา
  • หลังจากกะเทาะเปลือก ต้องรีบคัดแยกเมล็ดที่ถูกศัตรูเข้าทำลายมีเชื้อรา เมล็ดเสีย เมล็ดเน่า ออกทิ้งทันที ห้ามนำเมล็ดที่คัดทิ้งไปบริโภคหรือใช้เลี้ยงสัตว์อย่างเด็ดขาด