วิธีการปลูกถั่วเขียว (Mung Beans)

ถั่วเขียว

ถั่วเขียว จัดอยู่ในกลุ่มพืชที่ผลิตไว้ใช้ในประเทศ ถั่วเขียวเป็นพืชที่มีโปรตีนสูง นิยมใช้ทั้งการบริโภคและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายรูปแบบ ได้แก่ ถั่วงอก วุ้นเส้น ขนมหวาน แป้งถั่วเขียว สบู่และครีมทาผิว เป็นต้น รวมถึงการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรในการปรับปรุงบำรุงดิน เนื่องจากถั่วเขียวเป็นพืชอายุสั้นมีประสิทธิภาพการตรึงไนโตรเจนในอากาศ 10-56 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี และต้นถั่วเขียวยังสามารถใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้ดี โดยทั่วไปจะให้ปริมาณไนโตรเจนสูงถึง 5-6 กิโลกรัมต่อไร่

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกถั่วเขียว

สภาพพื้นที่ สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกสภาพพื้นที่ ทั้งเป็นที่ราบ ที่รางเชิงเขาและที่ดอน มีการระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง ควรปลูกถั่วเขียวในดินที่ระบายน้ำได้ดี มีหน้าดินลึก อินทรียวัตถุสูง

สภาพดิน ถั่วเขียวเจริญเติบโตได้ทั้งในดินเหนียวและดินทรายมีความเป็นกรดเป็นด่าง ประมาณ 5.5-7.0 ควรหลีกเลี่ยงดินด่างหรือดินเค็ม (สังเกตเห็นก้อนเล็กๆ สีขาวขึ้นประปราย เช่น ดินชุดตาคลี) เพราะจะทำให้ต้นแคระแกร็น ใบด่างเหลือง ผลผลิตต่ำ และหากดินเป็นกรดจัดหรือดินเปรี้ยวควรหว่านปูนขาวเพื่อลดความเป็นกรดและลดพิษของธาตุอลูมินั่มและเหล็ก

สภาพภูมิอากาศ การกำหนดวันปลูกต้องคำนึงถึงปริมาณความชื้นในดิน ตลอดจนอุณหภูมิขณะมีการเจริญเติบโตทางลำต้น ถั่วเขียวไม่ทนต่อสภาพอากาศหนาว ถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า ถั่วเขียวจะชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะเมื่อต้นยังเล็ก ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการปลูกถั่วเขียวช่วงอากาศหนาวจัด อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการปลูกถั่วเขียวเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส

สภาพน้ำ การปลูกถั่วเขียวในดินนาควรระบายน้ำออกจากแปลงก่อนความชื้นในดินที่เหมาะสมหลังการทำนาจะทำให้ถั่วเขียวเจริญเติบโตและสุกแก่ได้โดยไม่ต้องให้น้ำชลประทานเพราะถั่วเขียวมีอายุสั้น

พันธุ์ถั่วเขียว

ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ ความงอกไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ คุณภาพดี ตรงตามความต้องการของตลาด ต้านทานหรือทนทานต่อโรคและแมลงที่สำคัญ เจริญเติบโตดีเหมาะกับชนิดของดิน และสภาพภูมิอากาศ ถั่วเขียวนิยมปลูกมี 2 ชนิด ได้แก่ ถั่วเขียวผิวมัน หรือที่เรียกว่า ถั่วมันและถั่วเขียวผิวดำ หรือที่เรียกว่า ถั่วแขก

1. ถั่วเขียวผิวมัน

1.1 พันธุ์กำแพงแสง 1 อายุประมาณ 65-75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 208 กิโลกรัมต่อไร่ ลักษณะเด่นคือ ฝักส่วนใหญ่อยู่เหนือทรงพุ่ม น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 69 กรัม ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาลและโรคราแป้งในระดับปานกลาง เหมาะสำหรับการปลูกในฤดูฝนหรือในเขตชลประทาน ข้อด้อยคือ ค่อนข้างอ่อนแอต่อดินด่าง

1.2 พันธุ์กำแพงแสน 2 อายุประมาณ 65-75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 193 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 66 กรัม ลักษณะเด่น ฝักอยู่เหนือทรงพุ่ม ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาลและโรคราแป้งในระดับปานกลาง เหมาะสำหรับปลูกในฤดูแล้งนอกเขตชลประทาน ข้อด้อยคือ อ่อนแอมากต่อดินด่าง

1.3 พันธุ์ชัยนาท 60 อายุเก็บเกี่ยว 55-60 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 175 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 62 กรัม ลักษณะเด่น ทรงพุ่มเล็ก ต้นเตี้ย ฝักอยู่เหนือทรงพุ่มเด่นชัด อายุเก็บเกี่ยวสั้น เหมาะสำหรับการปลูกต้นฝน ทนดินด่าง ข้อด้อยคือ ฝักแก่ค่อนข้างแตกง่าย อ่อนแอต่อโรคใบจุดสีน้ำตาล

1.4 พันธุ์ชัยนาท 36 อายุเก็บเกี่ยว 67 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 216 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 72 กรัม ลักษณะเด่น ขนาดเมล็ดใหญ่ ทนทานดินด่าง ต้านทานใบจุดสีน้ำตาลปานกลาง เหมาะสำหรับการปลูกปลายฝนและฤดูแล้ง เป็นพันธุ์ที่มีการสุดแก่ของฝักชุดแรกและชุดสุดท้ายใกล้เคียงกันมากที่สุด คือ ฝักแรกแก่ห่างจากฝักสุดท้ายประมาณ 12 วัน ข้อด้อย คือ ไม่ต้านทานต่อโรคราแป้ง

1.5 พันธุ์ชัยนาท 72 มีอายุเก็บเกี่ยว 63 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 224-230 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 66 กรัม ลักษณะเด่น ปลูกได้ในทุกฤดูและทุกภาค ต้านทานหนอนแมลงวันเจาะลำต้นปานกลาง

1.6 พันธุ์ มอ.1 ปรับปรุงพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อายุประมาณ 65-75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 208 กิโลกรัมต่อไร่ ลักษณะเด่น เป็นพันธุ์ที่ทนต่อสภาพน้ำขัง เหมาะสำหรับการปลูกในภาคใต้ เช่น ปลูกแซมในสวนยาง มีความต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาลปานกลาง ข้อด้อยคือ ค่อนข้างอ่อนแอต่อดินด่าง

1.7 พันธุ์ มทส.1 อายุประมาณ 65-75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 221 กิโลกรัมต่อไร่ ลักษณะเด่น ฝักมีลักษณะเป็นหวีอยู่เหนือทรงพุ่ม เก็บเกี่ยวง่าย ฝักไม่มีขนฝักเหนี่ยวไม่แตกง่าย เวลาถูกฝนน้ำไม่ซึมผ่านฝักเข้าไปหาเมล็ด ดังนั้น จึงสามารถรอเก็บเกี่ยวฝักรุ่น 1 และรุ่น 2 พร้อมกันได้ ทนทานต่อโรคใบจุดสีน้ำตาลและราแป้งปานกลาง ข้อด้อยคือ ยังมีลักษณะเมล็ดตันหลงเหลืออยู่

2. ถั่วเขียวผิวดำ

2.1 พันธุ์อู่ทอง 2 อายุประมาณ 90 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 180 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 44 กรัม เมล็ดสีน้ำตาลหรือสีแดง ขนาดเมล็ดเล็กสม่ำเสมอ

2.2 พันธุ์พิษณุโลก 2 มีทรงพุ่มเตี้ยแคบและโปร่งกว่าพันธุ์อู่ทอง 2 อายุ ประมาณ 77 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 190 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 50 กรัม

วิธีการปลูกถั่วเขียว

การปลูกถั่วเขียวฤดูแล้ง เป็นการปลูกถั่วเขียวหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี

ช่วงเวลาปลูกถั่วเขียว

การปลูกถั่วเขียวฤดูแล้ง นิยมปลูกในพื้นที่นาหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้วในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ถ้าต้องการผลผลิตสูงไม่ควรปลูกเกินปลายเดือนมกราคม แต่ถ้าอากาศหนาวอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ควรเลื่อนการปลูกออกไปโดยให้เก็บเกี่ยวในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมก่อนฝนตกชุกควรปลูกถั่วเขียวทันทีที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เพราะจะได้อาศัยปริมาณน้ำในดินสำหรับการเจริญเติบโตของถั่วเขียวแทนการให้น้ำชลประทาน

การเตรียมดินปลูกถั่วเขียว

การเตรียมดินให้เหมาะสมในการปลูกถั่วเขียวเป็นสิ่งสำคัญมาก วิธีการเตรียมดินขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ และลักษณะดินจะสัมพันธ์กับวิธีการปลูก

กรณีที่เป็นดินร่วนปนทรายหลังเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรตัดตอซังเมื่อดินหมาดหรือความชื้นพอเหมาะจึงหว่านเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว แล้วใช้ผาน 7 ไถกลบในคราวเดียวกัน บางแห่งที่มีปัญหาเรื่องวัชพืชจะไถดะด้วยผาน 3 ตากดินทิ้งไว้และเมื่อเก็บเศษวัชพืชออก ถึงไถด้วยผาน 7 อีกครั้ง ก่อนหว่านเมล็ดถั่วเขียว แล้วคราดกลบเมล็ด

กรณีเป็นดินเหนียวจัด ให้ทำร่องระบายน้ำรอบแปลง และทำการปลูกโดยไม่ไถเตรียมดิน กล่าวคือ หลังเก็บเกี่ยวข้าว พอดินหมาดให้ตัดตอซังทำร่องระบายน้ำรอบกระทงนาแล้วหว่านเมล็ดถั่วเขียว โดยไม่มีการไถเตรียมดินและไถคราดกลบหลังหว่านเมล็ด วิธีนี้เป็นการปลูกโดยไม่ให้น้ำ จะทำได้ในบริเวณที่มีระดับน้ำใต้ดินค่อนข้างสู แต่การใช้วิธีนี้ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ปลูก 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ (เผ็ดเมล็ดไม่งอกและนกมาจิกกินเมล็ดถั่วเขียวหลังปลูก)

กรณีปลูกในเขตชลประทานที่เป็นดินเหนียวจัด ต้องทิ้งไว้ให้ดินแห้งก่อน แล้วปล่อยน้ำเข้าให้ท่วมแล้วระบายน้ำออกทันที ทิ้งให้ดินหมาดจึงค่อยไถพรวนวิธีนี้ดินจะแตกออกเป็นก้อนเล็กได้ง่าย เพราะหากไถพรวนทันทีหลังเกี่ยวข้าวดินยังมีความชื้นสูง เมื่อไถดินจะจับเป็นก้อนโตทำให้กลบเมล็ดพันธุ์ไม่ดี ความชุ่มชื้นในดินจะสูญหายไปเร็วมาก การปลูกถั่วเขียวฤดูแล้งจะต้องรักษาความชื้นในดินให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด

เกษตรกรควรคลุกเชื้อไรโซเบียมกับถั่วเขียวก่อนปลูก โดยใช้เชื้อไรโซเบียมที่ใช้สำหรับคลุกเมล็ดถั่วเขียวโดยเฉพาะ เชื้อไรโซเบียม 1 ถุง หนัก 200 กรัม สามารถคลุกกับเมล็ดถั่วเขียวได้พอสำหรับการปลูก 1 ไร่

ในแปลงที่เคยปลูกถั่วเขียวติดต่อกันและถั่วเขียวมีการติดปมดีแล้วอาจไม่จำเป็นต้องคลุกเชื้อไรโซเบียมอีก มีงานทดลองยืนยันว่าถั่วเขียวสามารถเกิดปมกับเชื้อไรโซเบียมหลายชนิดในดินได้ การคลุกเชื้อไรโซเบียมจะทำให้ถั่วเขียวตรึงไนโตรเจนจากอากาศเพื่อการเจริญเติบโตของถั่วเขียว ปริมาณไนโตรเจนที่ตรึงได้จะเป็นอาหารของต้นถั่วเขียว ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ และเป็นการประหยัดการให้ปุ๋ยไนโตรเจนเป็นการช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น

ข้อควรระวังในการคลุกเชื้อไรโซเบียม คือ

  • ใช้เชื้อไรโซเบียมสำหรับถั่วเขียวเท่านั้น
  • เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวที่คลุกไรโซเบียมแล้วควรใช้ให้หมดทันที
  • ไม่ควรปลูกถั่วเขียวที่คลุกเชื้อไรโซเบียมในดินที่แห้งมากๆ เพื่อรอฝน
  • เมื่อหยอดเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวแล้วควรรีบกลบทันที เพื่อไม่ให้เมล็ดถูกแดดเผา

วิธีการปลูกและระยะปลูกถั่วเขียว

1. การปลูกถั่วเขียวแบบหว่าน

การปลูกถั่วเขียวหลังนาโดยอาศัยความชื้นในดิน หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วให้ไถดินขณะที่ดินยังมีความชื้นเพียงพอสำหรับการงอกของเมล็ด ควรเตรียมดินให้ละเอียด ให้หว่านเมล็ดถั่วเขียวแล้วพรวนดินกลบทันทีเพื่อปิดผิวหน้าดินกันการระเหยของน้ำใต้ดิน ในกรณีดินเหนียวที่แห้งเกินไป ความชื้นไม่เพียงพอสำหรับการงอก ควรปล่อยให้ดินแห้งจนแตกระแหงแล้วจึงปล่อยน้ำเข้าให้ท่วมและระบายออกทันที ทิ้งไว้จนดินหมาดหรือความชื้นพอเหมาะ แล้วจึงไถพรวน

2. การปลูกถั่วเขียวเป็นแถว

ใช้เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวอัตรา 4-5 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกแบบแถวคู่บนสันร่องระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ระยะระหว่าง 10 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้นต่อหลุมได้จำนวนต้น 64,000 ต้นต่อไร่

3. การใช้เครื่องปลูกถั่วเขียว

ควรเตรียมดินให้ละเอียด และสม่ำเสมอก่อนปลูก ใช้ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร จำนวน 20-25 ต้น ต่อแถวยาว 1 เมตร ได้จำนวนต้น 64,000-80,000 ต้นต่อไร่

การดูแลรักษาถั่วเขียว

การใส่ปุ๋ยถั่วเขียว

ถั่วเขียวเป็นพืชที่มีความต้องการไนโตรเจนสูง แต่โดยธรรมชาติของพืชตระกูลถั่ว สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาใช้เป็นประโยชน์โดยการทำงานของจุลินทรีย์ไรโซเบียมที่ปมราก จึงควรคลุกเมล็ดด้วยเชื้อไรโซเบียมถั่วเขียวก่อนปลูก

  • ถ้าดินมีความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาวหรือปูนมาร์ล อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ พรวนกลบแล้วปล่อยทิ้งไว้ 14 วัน ก่อนปลูก
  • ถ้าในดินมีอินทรียวัตถุสูงกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสเป็นประโยชน์มากกว่า 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และโพแตสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้มากกว่า 60 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี

การใส่ปุ๋ยเคมี

  • ปุ๋ยไนโตรเจนไม่จำเป็นต้องใส่ หากมีการคลุกเชื้อไรโซเบียมก่อนปลูก
  • ปุ๋ยฟอสฟอรัส มีหลักเกณฑ์การใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส ดังตารางต่อไปนี้
ปริมาณฟอสฟอรัสในดิน ปริมาณปุ๋ยฟอสฟอรัส (P2 O5) ที่ให้ 1 ไร่
น้อยกว่า 8 พีพีเอ็ม 9-15 กิโลกรัม
ระหว่าง 8-15 พีพีเอ็ม 3-6 กิโลกรัม
สูงกว่า 15 พีพีเอ็ม ไม่ต้องใส่

* พีพีเอ็ม (ppm) : ปริมาณส่วนในล้านส่วน

ปุ๋ยฟอสโปแตสเซียม ควรให้เมื่อดินที่ปลูกเป็นดินทรายจัดและมีโปแตสเซียมต่ำกว่า 40 ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม) ควรใช้ปุ๋ยโปแตสเซียมไม่เกิน 6 กิโลกรัม K2 O ต่อไร่แต่สำหรับดินเหนียวนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ การให้ปุ๋ยอาจทำได้โดยการหว่านปุ๋ยลงในดินก่อนการไถเตรียมดินเพื่อปลูกถั่วเขียว

การให้น้ำถั่วเขียว

ถั่วเขียวเป็นพืชทนแล้ง ใช้น้ำน้อยตลอดฤดูปลูกประมาณ 220 มิลลิเมตร แต่ช่วงวิกฤติถั่วเขียวไม่ควรขาดน้ำ คือ ระยะออกดอก และติดฝัก ต้นถั่วเขียวควรได้รับน้ำเพียงพอ มิฉะนั้นผลผลิตอาจตกต่ำได้

  • การปลูกถั่วเขียวในฤดูแล้งเขตชลประทาน ควรให้น้ำทันทีหลังปลูกหรือเมื่อดินมีความชื้นไม่เพียงพอสำหรับการงอก โดยทั่วไปจะให้น้ำประมาณ 3-4 ครั้ง ตลอดฤดูกาล
  • ในพื้นที่ที่ระดับน้ำใต้ดินสูงและลักษณะดินเป็นดินเหนียวหรือดินร่วนปนเหนียว สามารถปลูกถั่วเขียวโดยการให้น้ำเพียงครั้งเดียวหรือไม่ให้น้ำเลย เช่น ในกรณีปลูกในนาหลังเกี่ยวข้าว หว่านเมล็ดแล้วไถกลบถั่วเขียว ก็สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงพอสมควร
  • ในกรณีที่มีน้ำจำกัด ควรใช้วัสดุ เช่น ฟางข้าวคลุมดิน เพื่อลดความรุนแรงของการขาดน้ำ

*** ข้อควรระวัง อย่าให้ถั่วเขียวขาดน้ำในระยะงอก ออกดอก และติดฝัก เพราะจะทำให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก

การเก็บเกี่ยวถั่วเขียว

ถั่วเขียวเป็นพืชที่มีการสุกแก่ของฝักในต้นเดียวกันไม่พร้อมกัน อายุการเก็บเกี่ยวถั่วเขียวขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อม ถ้าสภาพการเพาะปลูกมีอุณหภูมิต่ำและความชื้นสูง ความชื้นต่ำ อายุการเก็บเกี่ยวจะสั้นลง โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยว 2 ครั้ง โดยเก็บเกี่ยวครั้งแรกประมาณ 14 วัน เก็บเกี่ยวโดยใช้มือปลิด แต่ถ้าเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรกลจะทำให้เก็บเกี่ยวถั่วเขียวได้เร็ว แต่สามารถเก็บเกี่ยวถั่วเขียวได้เพียงครั้งเดียว ทำให้สูญเสียเมล็ดถั่วเขียวที่ยังไม่แก่

การตากถั่วเขียว

นำฝักถั่วเขียวมาตากแดด ในกรณีที่ตากบนพื้นดินให้ใช้ผ้าใบ หรือผ้าพลาสติกรองพื้นกันความชื้น ตากประมาณ 1-2 แดด เพื่อให้ความชื้นฝัก และเมล็ดลดลงเหลือประมาณร้อยละ 11-13

การนวดถั่วเขียว

สามารถทำได้ 3 วิธี ได้แก่

  • ใช้แรงงานคน โดยเอาฝักถั่วเขียวใช้กระสอบผ้าหรือพลาสติกแล้วใช้ไม้ทุบ การใช้วิธีนี้ใช้เวลานาน สิ้นเปลืองแรงงาน แต่ได้เมล็ดคุณภาพดี มีการแตกหักของเมล็ดน้อยมาก
  • ใช้รถเหยียบย่ำ วิธีนี้ทำได้โดยกองฝักถั่วเขียวสูงประมาณ 25 เซนติเมตร บนที่แห้ง ลานซีเมนต์ หรือลานดินที่อัดแน่นและรองพื้นด้วยผ้าใบใช้รถไถเดินตามหรือรถแทร็กเตอร์ย่ำ ควรปล่อยลมยางให้อ่อนและใช้ความเร็วรอบของเครื่องต่ำ เพื่อลดการแตกหักของเมล็ดถั่วเขียว
  • ใช้เครื่องกะเทาะเมล็ดถั่วเขียว ซึ่งจะสามารถกะเทาะถั่วเขียวที่มีความชื้นของเมล็ด 11.0-13.5 เปอร์เซ็นต์ อัตราทำงาน 550 รอบต่อนาที

การเก็บรักษาถั่วเขียว

หลังนวดเสร็จแล้ว ทำความสะอาดเมล็ดโดยฝักหรือใช้แรงลมเพื่อ เอาเศษเปลือกฝักหรือสิ่งเจือปนอื่นๆ ออก แล้วนำเมล็ดไปผึ่งแดดเพื่อลดความชื้นให้เหลือประมาณ 11-12 เปอร์เซ็นต์ บรรจุเมล็ดถั่วเขียวในกระสอบที่สะอาด มัดให้มิดชิดเพื่อเก็บรักษาหรือส่งจำหน่ายต่อไป