วิธีปลูกบวบเหลี่ยม (Luffa acutangula)

บวบเหลี่ยม

บวบเหลี่ยม หรือ บวบ อยู่ในตระกูลเดียวกันกับมะระและใช้ผลมารับประทานเป็นอาหาร โดยนำมา ผัด ต้ม แกง ในขณะที่ผลยังอ่อนอยู่ บวบขึ้นได้ดีในแถบร้อน ดังนั้น จึงปลูกกันมากใน จีน อินเดีย ฮ่องกง บวบเป็นพืชเถาเลื้อย มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ผลของบวบเหลี่ยมจะยาวและมีเหลี่ยมไปตลอดความยาวของผล ผิวขรุขระเล็กน้อย เมื่อผลแก่เต็มที่ จะมีส่วนของผลที่เป็น fiber ซึ่งมีประโยชน์ในการประดิษฐ์ทำเป็นเครื่องใช้ต่างๆ ได้ ลำต้นมีสีเขียวอ่อน เมื่อเจริญเต็มที่จะมีขี้ผึง (wax) ฉาบอยู่ที่ผิว น้ำจากลำต้น (sap) ใช้ทำเครื่องสำอาง หรือใช้ทำยาสมุนไพรได้ด้วย

การเตรียมปลูกและวิธีปลูกบวบเหลี่ยม

เนื่องจากบวบเป็นผักที่ชอบอากาศร้อน ดังนั้น จึงเหมาะที่จะปลูกในประเทศไทยหรือบริเวณที่มีอากาศร้อน อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตที่ดีอยู่ที่ประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส และต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดทั้งวัน ความชื้นในดินต้องมีความสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลปลูก โดยเฉพาะในช่วงที่ออกผลจะขาดน้ำไม่ได้เลย อีกทั้งยังเป็นผักที่ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ปลูกได้ตลอดปีและจะมีผลผลิตมากในฤดูฝน

บวบเหลี่ยมเป็นผักที่มีระบบรากลึกในระดับปานกลาง ดังนั้นในการเตรียมดินเพื่อปลูกควรเตรียมดินโดยการขุดไถดินให้ลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร และใส่ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้วลงไปด้วย

การปลูกนั้นนิยมปลูกแบบหยอดเมล็ดลงในแปลงเลย สาเหตุที่ไม่นิยมปลูกแบบย้ายกล้าก็เพราะต้นกล้านั้นเปราะ หักได้ง่ายและเหี่ยวง่ายในขณะที่ทำการย้ายกล้าและจะมีโอกาสที่กล้าจะได้มาก ในการหยุดเมล็ดเพื่อปลูกนั้นจะทำการหยอดหลุมละ 3-5 เมล็ด ลึกลงในดินประมาณ 2-4 เซนติเมตร และกลบด้วยปุ๋ยคอกเก่าหรือดินผสม รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยฟาง โดยทั่วไปนั้นจะนิยมปลูกแบบยกร่อง โดยทำการยกร่องให้สูง 75 เซนติเมตร และกว้าง 1.5 เมตร ซึ่งบนร่องจะทำการปลูกได้ถึง 2 แถว

การดูแลรักษาบวบเหลี่ยม

เมื่อต้นกล้าอายุได้ 15 วัน ควรถอนต้นที่อ่อนแอในแต่ละหลุมทิ้งไป ให้เหลือเพียงหลุมละ 2 ต้น ระยะปลูกหรือระยะห่างระหว่างต้นที่ใช้คือ 75-100 เซนติเมตร หรือ 90 เซนติเมตร ในฤดูฝนเป็นฤดูที่บวบเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านมาก ดังนั้นหากปลูกในช่วงฤดูฝน ควรใช้ระยะห่างระหว่างต้นให้มากขึ้น และเมื่อบวบเหลี่ยมอายุได้ประมาณ 15-20 วัน ควรทำค้างหรือร้านเพื่อให้บวบเกาะขึ้นไปให้สูง วิธีการทำค้างหรือร้าน สามารถทำได้ดังนี้

  • การตีไม้เป็นร้าน ให้บวบเลื้อยขึ้นเจริญอยู่ด้านบนร้าน เพื่อผลที่เกิดมาจะได้ห้อยลง ผลบวบตรงและสะดวกในตอนที่ทำการเก็บเกี่ยว
  • ปักไม้ค้าง ใช้ไม้รวกยาวประมาณ 2-2.5 เมตร ปักแต่ละหลุมของบวบ แล้วเอนปลายเข้าหากัน ผูกมัดไว้ด้านปลาย แล้วใช้ไม้พาดทางขวางแต่ละช่วงห่างกัน 40-50 เซนติเมตร
  • ใช้กิ่งไม้หรือต้นไม้แห้งปักไว้ให้บวบเลื้อยขึ้นตามธรรมชาติ
  • หมายเหตุ : หากไม่ทำไม้ค้างหรือร้านให้บวบ จะทำให้บวบเลื้อยไปตามพื้นดิน เมื่อออกผลจะทำให้ผลโค้งงอ ซึ่งไม่เป็นที่นิยมและตลาดไม่ต้องการผลในลักษณะดังกล่าว

การให้น้ำควรให้ให้อย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่ทำการปลูก และต้องระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้ขาดน้ำในช่วงที่ออกดอกและติดผล ระบบการให้น้ำแบบเข้าร่องจะให้ผลดีที่สุด เพราะทำให้บวบไม่เปียกน้ำที่ใบ หากให้น้ำระบบฝอยเมื่อใบเปียก จะทำให้มีโอกาสเกิดโรคที่ใบและลำต้นได้มาก

การพรวนดินและการจำกัดวัชพืชนั้น ควรทำในคราวเดียวกันกับการให้ปุ๋ยโดยทำหลังจากการให้ปุ๋ย ในดินเหนียวหลังจากการถอนแยกควรพรวนดินทันที และควรเก็บวัชพืชไปในคราวเดียวกันเลย (เมื่อบวบโตแล้วจะไม่ค่อยมีวัชพืช) ส่วนการให้ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมก่อนทำการเพาะเมล็ดพันธุ์ สำหรับปุ๋ยผสมควรใช้สูตร 5-10-5 ในอัตรา 30-50 กิโลกรัม / ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกใส่ครึ่งหนึ่งเป็นปุ๋ยรองพื้น และที่เหลือใส่เมื่อบวบอายุได้ 20-30 วัน โดยโรยข้างแถวแล้วจึงพรวนกลบลงในดินพร้อมทั้งลดน้ำตาม ส่วนปุ๋ยไนโตรเจนให้ใส่ในอัตรา 3-5 กิโลกรัม / ไร่ โดยใส่ในระยะแรกของการเจริญเติบโต (ประมาณ 15 วันแรก)

การเก็บเกี่ยวบวบเหลี่ยม

อายุของการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ประมาณ 40-60 วัน หลังจากที่ทำการหยอดเมล็ดพันธุ์ นิยมเก็บผลที่อ่อน เนื้อของผลอ่อนนุ่ม ในระยะนี้บวบเหลี่ยมจะมีขนาดยาวประมาณ 22-33 เซนติเมตร ต้องเก็บก่อนผลเริ่มแข็ง อย่าให้มีบวบแก่ติดกับต้นมากนัก เพราะจะทำให้บวบชุดหนังมีขนาดเล็ก โดยทั่วไปผลผลิตจะได้ประมาณ 860-1,050 กิโลกรัม / ไร่ เฉลี่ย 920 กิโลกรัม / ไร่ ส่วนการเก็บเมล็ดพันธุ์นั้น ในเมืองไทยมักเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง โดยการเอาเมล็ดพันธุ์นั้นสามารถทำได้โดยการปล่อยให้บวบแก่กับต้น เมื่อแก่เมล็ดพันธุ์จะมีดำ มีเปลือกเมล็ดหนา และเมล็ดพันธุ์จะมีลักษณะของผิวเป็นคลื่นคล้ายกับร่างแห ขอบเมล็ดจะไม่คม