วิธีปลูกผักกาดหอม (Lettuce)

ผักกาดหอม

ผักกาดหอม จัดว่าเป็นผักสลัด ใช้ใบมารับประทานสด เท่าที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทย มีปลูกเป็นการค้าทั่วทุกภาค แต่จะแตกต่างในเรื่องของพันธุ์ ทั้งนี้ขึ้นกับแต่ละพันธุ์ต้องการสภาพแวดล้อมต่างกัน อย่างไรก็ดี เราสามารถแยกผักกาดหอมออกเป็น 4 พวกใหญ่ๆ คือ

  1. Crisp head หรือ Iceburg คือ ผักกาดหอมห่อหรืออาจเรียกว่าผักกาดแก้ว (Lactuca sativa var. capitata) ชอบเจริญเติบโตอยู่ในที่ที่อุณหภูมิค่อนข้างเย็น จะห่อหัวคล้ายกะหล่ำปลี ใบจะบางกรอบมาก ใบแยกเป็นคลื่น
  2. Leaf หรือ Loose leaf หรือ Loose head คือผักกาดหอมใบ (Lactuca sativa var. crispa) เป็นผักกาดหอมที่ปลูกได้ทั่วไป นิยมปลูกมากในประเทศไทย เพราะเจริญเติบโตได้ในแทบทุกท้องที่ ใบหยักเป็นคลื่นไม่ห่อหัวอาจมีสีของใบเป็นสีแดงม่วงก็ได้
  3. Butter head หรือ Bibb เป็นผักกาดหอมห่อเช่นเดียวกัน แต่ห่อหัวหลวมๆ ใบเปราะบางมาก ใบข้างนอกเป็นสีเขียว ข้างใบเป็นสีครีม ใบกรอบฉีกขาดง่าย ไม่ทนทาน ไม่มีคุณภาพใบการขนส่ง พวกนี้ก็คือ Lactuca sativa var. capitcta
  4. Cos หรือ Romaine เป็นผักกาดหอมแบบลำต้นตั้งตรง มีลำต้นสูงถึง 25 เซนติเมตร ใบแคบเรียว ใบมีความกรอบมากที่สุดเมื่อเทียบกับผักกาดหอมพันธุ์อื่นๆ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lactuca sativa var. longifolia

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของผักกาดหอม

ผักกาดหอมเป็นผักล้มลุก มีอายุในแปลงไม่เกิน 70 วัน ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วน ความชื้นในดินสม่ำเสมอ และต้องไม่ชื้นจนเกินไป แปลงต้องได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน อุณหภูมิที่พอเหมาะสำหรับพันธุ์ใบไม่ห่อหัวประมาณ 21-26.6 องศาเซลเซียส

การเตรียมแปลงปลูกและการปลูกผักกาดหอม

มักจะปลูกผักกาดหอมโดยการย้ายกล้า ดังนั้นจึงควรเตรียมแปลงกล้าโดยขุดไถดินลึกประมาณ 15 เซนติเมตร และตากดินไว้ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกที่เน่าสลายดีแล้ว ทำหน้าดินให้ละเอียดที่สุด เพราะเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมมีขนาดเล็กมาก หากตกลงลึกจะทำให้งอกช้าหรือไม่งอกเลย การเพาะกล้าโดยการโรยเป็นแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร แล้วใช้ดินละเอียดกลบบางๆ แล้วเอาฟางคลุม แล้วรดน้ำระบบฝอยให้ทั่ว รักษาแปลงให้ขึ้นสม่ำเสมอ

การเตรียมแปลงปลูก จะขุดไถดินลึกประมาณ 18-20 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน ต้องใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วลงไปด้วยหากจะปลูกโดยการหว่านเมล็ดโดยตรงลงในแปลงปลูก ต้องย่อยผิวหน้าดินให้ละเอียดมาก หากปลูกโดยวิธีย้ายกล้าก็ไม่จำเป็นต้องให้ดินละเอียดนัก ควรระวังในเรื่องความเป็นกรดของดินด้วย ปรับโดยการใส่ปูนขาว

ผักกาดขาวพันธุ์ใบ นิยมหว่านกระจายทั่วแปลงปลูกเลย ในกรณีนี้แปลงปลูกมักมีขนาดกว้าง 1-1.5 เมตร หรือกว้าง 4-5 เมตร และมีร่องน้ำข้างแปลง เมื่อหว่านเมล็ดลงในแปลงปลูกโดยตรงแล้ว (ในการหว่านควรคลุกเมล็ดด้วยทราย เพื่อให้มีการกระจายของเมล็ดดี) กลบเมล็ดลงด้วยปุ๋ยคอกและใช้ฟางคลุม รดน้ำให้ชุ่ม เมื่องอกมีใบจริงประมาณ 2-3 ใบ ถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป จัดระยะระหว่างต้นประมาณ 25-30 เซนติเมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ 100-160 กรัมต่อไร่

ผักกาดหอมห่อนั่นมักปลูกโดยวิธีย้ายกล้าในแปลงกล้า ใช้เมล็ดพันธุ์โรยเป็นแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 50-80 กรัม ในพื้นที่เพาะกล้า 2.0-2.5 ตารางเมตร จะได้กล้าเพียงพอสำหรับปลูกในพื้นที่แปลงปลูก 1 ไร่ เมื่อกล้างอกต้นเล็กๆ ถอนกล้าออกบ้างอย่าให้กล้าแน่นเกินไป โดยทั่วไปจะให้กล้าแต่ละต้นห่างกัน 5-10 เซนติเมตร หากกล้าเบียดกันแน่นเกินไปจะทำให้เป็นโรคเน่าได้ เมื่อกล้าอายุได้ 25-30 วัน หรือมีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ ควรย้ายปลูก ก่อนย้ายควรทำให้กล้าแข็งแรงเสียก่อน โดยการให้ปุ๋ยสตาร์ทเตอร์และให้น้ำให้น้อยลง ควรย้ายกล้าตอนไม่มีแดดจัด หรืออาจย้ายลงใส่ในถุงพลาสติกถุงละต้นก่อน เพื่อให้กล้าแข็งแรงและดัดขนาดให้สม่ำเสมอแล้วจึงลงปลูกในแปลง หลังจากปลูกในแปลงปลูกควรรดน้ำทันทีและอาจหาใบไม้มาปกคลุมไว้ป้องกันแดดจัดสัด 2-3 วัน เพื่อให้ผักกาดหอมตั้งตัวได้ดี

การดูแลรักษาผักกาดหอม

การให้น้ำ ผักกาดหอมต้องการน้ำตลอดระยะเวลาการปลูก ควรให้น้ำสม่ำเสมออย่าให้ผักกาดหอมเหี่ยวได้ เพราะจะชะงักการเจริญเติบโตและทำให้คุณภาพเสียไป

การพรวนดิน เพื่อกำจัดวัชพืช ควรทำบ่อยๆ ในขณะที่เริ่มปลูกในแปลง แต่การพรวนนี้ต้องระวังเนื่องจากผักกาดหอมมีระบบรากตื้น จึงอาจทำอันตรายกับรากของผักกาดหอมได้ โดยเฉพาะพันธุ์ห่อหัว จะทำให้ผลผลิตลดลง

การใส่ปุ๋ย ปุ๋ยสูตรที่ใช้มักเป็น 15-15-15 สำหรับผักกาดหัวพันธุ์ใบ และสำหรับพันธุ์ห่อหัว ใช้สูตร 13-13-21 อัตราที่ใช้ 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับพันธุ์ใบ ควรให้ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรีย เสริมในอัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ ในระยะเริ่มตั้งตัว เนื่องจากผักกาดหอมพันธุ์ใบมีอายุสั้น จึงควรให้ครั้งเดียวเป็นปุ๋ยรองพื้นในพวกห่อหัว อาจให้เป็นปุ๋ยรองพื้นครั้งแรกในปริมาณ 2 ใน 3 ส่วน ครั้งหลังอีก 1 ใน 3 ส่วน ใส่ระหว่างแถวพรวนกลบเมื่อผักกาดหอมอายุได้ 20 วัน สำหรับปุ๋ยไนโตรเจนควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง เมื่อผักกาดหอมอายุได้ 10 วันและ 15 วันโดยหว่าน

การเก็บเกี่ยวผักกาดหอม

พันธุ์ใบใช้เวลาประมาณ 40-50 วัน หลังจากหว่านลงในแปลงจะเก็บเกี่ยวได้ ส่วนพันธุ์ห่อหัวใช้เวลาประมาณ 55-70 วัน หลังจากย้ายกล้าจะเก็บเกี่ยวได้ พันธุ์ใบนั้นควรสังเกตดูด้วยว่าใบยังอ่อน กรอบ ส่วนพันธุ์ห่อหัวนั้นต้องให้หัวแน่นเต็มที่ และหากทิ้งช้าเกินไป หัวจะหลวมเพราะผักเริ่มจะแทงช่อดอก

การเก็บโดยใช้มีดคมๆ ตัดบริเวณโคนต้น แล้วตัดแต่งใบรอบนอกที่ไม่สวยออกทิ้งไป พันธุ์ห่อหัวควรเอาปูนแดงทาบริเวณรอยตัดที่โคนต้น และวางผึ่งไว้ให้รอยตัดแห้ง เพื่อป้องกันการเน่าเสีย การบรรจุต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะผักกาดหอมเป็นผักที่ช้าเสียหายได้ง่าย ผลผลิตผักกาดหอมห่อเฉลี่ยจะได้ประมาณ 370-780 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตจะดีในเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม แต่จะปลูกได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมกราคม และชอบที่ที่อุณหภูมิต่ำ ส่วนผักกาดหอมใบปลูกได้ตลอดปีแต่ผลผลิตจะมากในช่วงเดือนตุลาคม ถึง เมษายน

พันธุ์ผักกาดหอม

พันธุ์ใบที่นิยมปลูกกันมากคือ Grand Rapid จะมีใบสีเขียวอ่อน ใบม้วนและหยักอัดกันแน่น ต้นมีขนาดใหญ่

พันธุ์ห่อหัวที่ปลูกกัน มีดังนี้

Great Lake 659 เป็นพันธุ์หนักปานกลางหัวห่อกลมขนาดใหญ่ ใบสีเขียวเข้มเป็นหยักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องใบไหม้ (Sun burn) พันธุ์ Lake 366 เป็นพันธุ์เบา หัวห่อกลมมีใบสีเขียวเข้มรอบนอก ใบหยักมีความต้านทานโรคปลายใบแห้ง (Tip burn) พันธุ์ Summer Lake เป็นพันธุ์เบา หัวห่อกลม สีเขียวอ่อนใบหยัก

โรคที่เข้าทำลายบ่อยคือ Downy Mildew เกิดจากเชื้อราและโรคเน่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียและโรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อรา

สำหรับแมลงไม่ค่อยมีรบกวนผักกาดหอมมากนัก

แหล่งผลิตผักกาดหอม

ผักกาดหอมปลูกมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีพื้นที่ปลูก 5,161 ไร่ ในจังหวัดหนองคาย บุรีรัมย์ อุดรธานี รองลงมาคือภาคเหนือมีพื้นที่ปลูก 2,056 ไร่ ในจังหวัดลำปาง นครสวรรค์ เชียงใหม่ และในเขตตะวันตกมีพื้นที่ปลูก 1,363 ไร่ ในจังหวัดกาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์