วิธีปลูกผักกาดเขียวปลี (Leaf mustard)

ผักกาดเขียวปลี

ผักกาดเขียวปลี หรือ ผักกาดเขียว เป็นผักที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นผักที่ผลิตเพื่อแปรรูปโดยเฉพาะ อาทิ การทำดองเค็ม เพราะผักมีคุณภาพดีมาก หลังจากดองแล้ว จะมีความกรอบ ไม่ยุ่ยเปื่อย และยังเป็นผักที่เป็นความต้องการของตลาดต่างประเทศเป็นอย่างมาก ทำให้ผักชนิดนี้กลายเป็นสินค้าที่สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ และต่างประเทศก็มีความต้องการผักชนิดนี้มากขึ้นทุกๆ ปี จึงทำให้ผักชนิดนี้ได้รับความนิยมในการปลูกเป็นอย่างมาก

การเตรียมปลูกผักกาดเขียวปลี

ผักกาดเขียวปลีเป็นผักที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีกับดินทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินร่วนหรือดินเหนียว แต่ดินจะต้องมีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นผักที่ต้องการน้ำจำนวนมากโดยเฉพาะในระยะเริ่มแรกของการปลูก และสามารถลดปริมาณน้ำลงได้เมื่อผักเริ่มเจริญเติบโตเข้าเป็นปลี สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกจะต้องอยู่ที่ประมาณ 15-20 องศาเซลเซียส และต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน

ธาตุ B มีความจำเป็นสำหรับผักชนิดนี้มาก หากผักขาดธาตุนี้แล้วก็จะพบว่า ปลายรากจะแห้งตายเป็นสีดำและต้นผักจะแคระแกร็น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพในการดองเป็นอย่างมาก การขาดธาตุ B มักเกิดขึ้นกับบริเวณพื้นที่ที่ทำการปลูกผักชนิดนี้หลายๆ ครั้งติดๆ กัน จึงทำให้ดินเสื่อมคุณภาพซึ่งส่งผลให้ดินขาดธาตุ B ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ปลูกหรือปลูกสลับกับผักชนิดอื่นๆ เพื่อลดความเสียหายจากโรคขาดธาตุ B สำหรับโรคนี้ชาวสวนมักเรียกกันอีกอย่างว่า โรคไอกึน หรือ โรคโอเก็ง ซึ่งถ้าเป็นผักเป็นโรคเหล่านี้แล้ว โรงงานที่ทำการผลิตผักกาดเขียวดองเค็ม ก็มักจะไม่ยอมรับผักมาผลิตเป็นอันขาด

เนื่องจากผักกาดเขียวปลีเป็นผักที่มีรสขม ดังนั้นจึงไม่เป็นที่นิยมในการบริโภคแบบสด หรือแม้จะทำให้สุกก่อนแล้วก็ยังคงมีรสขม ดังนั้นหากจะทำการปลูกผักชนิดนี้ ก็ควรพิจารณาก่อนว่าจะสามารถขายผักชนิดนี้ได้หรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุน ซึ่งข้อควรพิจารณาก่อนปลูกผักชนิดนี้มีดังนี้

  • ต้องแน่ใจว่าจะมีผู้รับซื้อผลผลิตแน่นอน
  • ปริมาณของผลผลิตตรงกับความต้องการของตลาด
  • ต้องมีการคมนาคมจากที่ปลูกไปตลาดได้สะดวก
  • ราคาของตลาดรับซื้อต้องสูงพอสมควร
  • มีโรงงานที่จะรับซื้อผักเพื่อไปทำการดอง
  • ต้องได้ผลผลิตที่ตรงตามมาตรฐานของการดอง
  • สภาพพื้นที่ต้องเหมาะสมแก่การเพาะปลูก เช่น ต้องมีน้ำในฤดูหนาว ดินมีคุณภาพสูงและมีธาตุ B เป็นต้น

การปลูกและการดูแลผักกาดเขียวปลี

ในเรื่องของการเตรียมดินนั้น เนื่องจากผักกาดเขียวปลีเป็นผักที่มีรากตื้น ดังนั้นการเตรียมดินจึงยึดหลักเดียวกับผักตระกูลกะหล่ำ ส่วนวิธีปลูกผักกาดเขียวปลีนั้นจะนิยมปลูกแบบหว่าน หรือโรยเป็นแถวในแปลงปลูกโดยตรง สำหรับพื้นที่ที่ขุดเป็นคู มักทำแปลงขนาดกว้างประมาณ 5-6 เมตร แล้วหว่านเมล็ดลงบนแปลง เมื่องอกจนกระทั่งมีใบ 2-3 ใบแล้วก็ให้ถอนแยกโดยเหลือไว้เฉพาะต้นที่มีห่างระหว่างต้นประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ที่ปลูกเป็นไร่ จะยกร่องและปลูกเป็นแถวเดี่ยวและมักให้แถวห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร และมีระยะห่างระหว่างต้นที่ 50 เซนติเมตร ส่วนการปลูกแบบยกร่องปลูกเป็นแถวคู่ มักใช้กับแปลงที่มีขนาดเล็ก

การเพาะกล้านั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าใดนัก เพราะราคาเมล็ดพันธุ์ไม่ค่อยแพงจึงไม่ต้องระมัดระวังมากเท่าใด ประกอบกับผักกาดเขียวปลีนั้นค่อนข้างจะอ่อนแอ หากย้ายกล้าก็อาจจะทำให้ตายได้ ดังนั้นหากจะเพาะปลูกแบบย้ายกล้าจริงๆ ควรย้ายตอนที่กล้ามีอายุได้ 20 วัน และย้ายลงในถุงเพาะชำก่อนแล้วดูแลกล้าในถุงเพาะชำต่อไปประมาณ 10 วัน แล้วถึงจะย้ายกล้าลงแปลงปลูกจริง และเมื่อย้ายกล้าแล้วควรใส่ใจดูแลในเรื่องของการรดน้ำให้ดี เพราะหากกล้าได้รับน้ำไม่เพียงพอก็อาจทำให้กล้าตายได้ เพราะการปลูกผักกาดเขียวปลีมักปลูกกันในฤดูหนาว ซึ่งอาจจะทำให้กล้าไม่ได้รับน้ำได้ดีพอ

การดูแลรักษาผักกาดเขียวปลีนั้นจะต้องใช้ปุ๋ยไนโตรโจนและโปแตสเซียมในสัดส่วนพอๆ กัน ดังนั้นการให้ปุ๋ยควรใช้สูตร 14-14-21 หรือ 13-13-21 และการให้ปุ๋ยควรแบ่งออกเป็น 2 ครั้ง โดยครั้งแรกให้ใส่เมื่อผักอายุได้ 15 วัน และครั้งที่สองให้ใส่เมื่อผักอายุได้ 1 เดือน โดยใส่แบบโรยข้างแถว นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยยูเรียเสริมด้วย เนื่องจากผักกาดเขียวปลีเป็นผักที่รับประทานใบเป็นส่วนใหญ่ โดยใส่ปุ๋ยยูเรีย 2 ครั้ง ในอัตรา 20-25 กิโลกรัม / ไร่ ใส่แบบหว่านแล้วรดน้ำตาม และเนื่องจากผักกาดเขียวปลีเป็นผักที่กระทบกระเทือนต่อการขาดธาตุโบรอน (B) ดังนั้นจึงควรให้ธาตุโบรอนในรูปของ Borax หรือ Sodium pentabolate โดยใส่ลงในดินในอัตราประมาณ 2-4 กิโลกรัม / ไร่ หรืออาจจะละลายน้ำแล้วฉีดพ่นทางใบ ในอัตราส่วน 40 กรัม / น้ำ 20 ลิตร แล้วฉีดให้ทั่วทุกต้นในระยะเริ่มแรกของการปลูกหรือระยะเริ่มแรกของการเจริญเติบโต

การเก็บเกี่ยวผักกาดเขียวปลี

ผักกาดเขียวปลีพันธุ์ที่ปลูกในบ้านเราไม่ว่าจะปลูกแบบหว่านหรือปลูกแบบย้ายกล้าก็ตาม จะสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุประมาณ 55-75 วัน โดยวิธีเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้โดยการใช้มีดคมๆ ตัดที่บริเวณโคนต้นแล้วย้ายไปไว้เป็นกองๆ โดยไม่ต้องใส่เข่งหรือภาชนะใดๆ แต่ให้ย้ายขึ้นรถบรรทุกขนส่งโรงงานได้เลย