วิธีปลูกมะเขือ (Eggplants)

มะเขือ

มะเขือ เป็นผักที่นิยมรับประทานกันมากในแถบเอเชีย และน่าจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอินเดีย เพราะที่นั่นมีมะเขือพันธุ์ป่ามากมาย มะเขือมีความสำคัญมากในด้านคุณค่าทางอาหาร คือ มีแคลเซียมและไวตามินเอสูงมาก โดยทั่วไปมะเขือปลูกได้ตลอดปี แต่จะให้ผลดีในเดือนพฤศจิกายนและกุมภาพันธ์ ได้มีการปรับปรุงพันธุ์มะเขือให้ผลใหญ่ขึ้น เราแยกประเภทมะเขือออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ

  1. พวกมีผลกลม หรือค่อนข้างกลม ซึ่งเป็นพวก Solanum melongena var. esculentum ได้แก่ มะเขือเปราะ มะเขือเหลือง มะเขือกลมม่วง มะเขือเสวย มะเขือจาน มะเขือพันธุ์ต่างประเทศสีม่วง (Black Beauty, BlackKing)
  2. พวกที่มีผลกลมยาว เป็นพวก Solanum melongena var. serpentinum เช่น มะเขือยาวขาว มะเขืองาช้าง มะเขือยาวสำลี และมะเขือยาวพันธุ์สีม่วงจากต่างประเทศ เช่น Money Maker, Pingtung long, Millionaire

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของมะเขือ

มะเขือขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี และต้องการหน้าดินลึก มีอินทรีย์วัตถุสูง เนื่องจากมะเขือเป็นพืชที่มีระบบรากลึกมาก ต้องการความชื้นในดินพอเหมาะ ไม่แห้งและน้ำขัง ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน อุณหภูมิที่พอเหมาะประมาณ 21 – 29.5 องศาเซลเซียส มะเขือไม่สามารถเจริญเติบโตในสภาพที่มีอากาศเย็น โดยเฉพาะสภาพที่กลางคืนอากาศเย็นและกลางวันมีชั่วโมงแสงน้อยจะทำให้ผลผลิตต่ำ

การเตรียมดินและการปลูกมะเขือ

การเตรียมดิน สำหรับดินในการเพาะกล้า ควรเป็นส่วนผสมของดิน ทราย และปุ๋ยหมัก และควรใช้ส่วนผสมของทราย ดินปุ๋ยหมักในอัตรา 1:1:1 จะทำให้ได้กล้าแข็งแรงที่สุด กระบะเพาะกล้าควรมีขนาด 30 – 25 – 10 เซนติเมตร ควรให้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตขณะกล้างอกในอัตรา 2.75 กรัมต่อกระบะ จำนวนเมล็ดที่ใช้เพาะกล้าสำหรับปลูกในพื้นไร่ประมาณ 45 – 50 กรัม

สำหรับแปลงปลูก ควรขุดไถลึก 20 – 25 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5 – 7 วัน แล้วใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักเก่า คลุกย่อยลงในดินในอัตรา 5 ต้นต่อไร่ ให้ผิวหน้ามีดินละเอียดพอสมคควร ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ 5 – 10 – 5 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น

การปลูก ก่อนปลูกลงในแปลงต้องเพาะกล้า วิธีการเพาะกล้าในแปลงกล้า หรือในกระบะเพาะ ก็กระทำเช่นเดียวกัน คือ ขั้นแรกนำเมล้ดมาแช่น้ำค้างคืนไว้ 1 คืน แล้วนำมาห่อด้วยผ้าที่ชื้นไว้ประมาณ 3 วัน จนมีปุ่มรากงอกออกมาแล้วนำเมล็ดที่งอกนี้ไปเพาะในดิน ให้ลึก .6 – 1.2 เซนติเมตร แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอก หรือดินละเอียด คลุมด้วยฟางแห้งแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อกล้างอกมีใบจริง ควรถอนแยกต้นอ่อนแอทิ้งไป ให้มีระยะห่างประมาณ 10 เซนติเมตรต่อต้น

ก่อนย้ายกล้า 7 วัน ควรทำการ Hardening เมื่อกล้ามีอายุ 30 วัน กล้าจะสูงประมาณ 15 เซนติเมตร ก็สามารถย้ายไปปลูกได้ โดยให้รากกระทบกระเทือนน้อยที่สุด ควรพลางแสงต้นกล้าไว้ประมาณ 2 – 3 วัน หลังย้ายกล้าจะทำใก้ล้าตั้งตัวได้เร็ว

ระยะปลูก ถ้าเป็นต้องการให้พุ่มเตี้ย ควรใช้ 70 – 90 – 60 – 70 เซนติเมตร ถ้าต้องการให้พุ่มสูง ควรใช้ 75 – 90 – 50 – 60 เซนติเมตร

ในการปลูกเป็นการค้าในหลายท้องที่ อาจใช้ระยะ 100 – 30 เซนติเมตร เพราะจะทำให้ต้นมะเขือสูง ผลมะเขือไม่ห้อยติดดิน แต่ใบมักบังกัน ไม่ค่อยโดนแสงแดดเต็มที่ ทำให้มะเขือโตช้า ต้องมีการตัดแต่งใบออกบ้าง เพื่อให้ประสิทธิภาพในการปรุงแสงสูง

การดูแลรักษามะเขือ

การให้น้ำแก่มะเขือ จำเป็นมากในระยะแรกของการเจริญเติบโต ต้องมีน้ำเพียงพอและสม่ำเสมอ ในระยะต่อมาไม่ค่อยจำเป็นนัก ลดปริมาณน้ำให้น้อยลง และไม่ควรให้น้ำจนดินแฉะ

การให้ปุ๋ย เนื่องจากต้องการให้ผลของมะเขือมีมากและสมบูรณ์ สัดส่วนของปุ๋ยควรเป็น N:P:K = 1:1:1.5-2 สูตรปุ๋ยที่ใช้คือ 13 – 13 – 21 ในอัตราส่วน 50 – 100 กิโลกรัมต่อไร่ ในระยะแรกของการปลูกคือ หลังย้ายกล้าควรให้ปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนียมไนเตรต ในอัตรา 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับปุ๋ยผสมควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือใส่เป็นปุ๋ยรองพื้น และปุ๋ยโรยข้างหลังจากมะเขือมีอายุ 1 เดือนหลังย้ายกล้า

การพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรปฏิบัติบ่อยครั้งในขณะที่มะเขือเริ่มเจริญเติบโตเพื่อป้องกันวัชพืชมิให้มาแย่งปุ๋ยและน้ำจากมะเขือ นอกจากนั้น ยังทำให้ดินโปร่งระบายน้ำและอากาศดี รากมะเขือจะแผ่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

การป้องกันและกำจัดโรคแมลงของมะเขือ

ในระยะกล้า หากรดน้ำจนดินเปียกมากเกินไป อาจทำให้มะเขือมีโคนเน่า (Damping off) หลังจากเพาะกล้าได้ 1 สัปดาห์ กล้าจะมีใบ 2 ใบ ควรฉีดยากันโรคและแมลง เช่น Sevin และ Zineb โดยฉีดทุกๆ 1 สัปดาห์

มะเขืออยู่ในแปลงปลูก แมลงที่พบมักเป็นเพลี้ยอ่อน (Aphids) เพลี้ยไฟ (Thripe) ไร (mites) หมัด (Flea beetle) ควรใช้ยา Malathion, Parathion, Nicotin Sulphate นอกนี้ยังพบหนอนเจาะต้นมะเขือ มักพบในระดับ 2 – 3 นิ้วเหนือพื้นดิน ตัวหนอนมักมีสีขาวขุ่นๆ หากพบต้องทำลายโดยการถอนทิ้ง

โรคมะเขือที่พบคือ โรคใบด่าง (Mosaic) โรคเหี่ยว (Wilt) โรคแอนแทรกโนส (Anthracnose) โรคผลเน่า (Fruit-rot) โรคที่เกิดจากเชื้อรานี้บางชนิดจะติดไปกับเมล็ดมะเขือด้วย (Seed borne) มีวิธีการที่จะหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคมะเขือได้โดยทำความสะอาดแปลงที่จะปลูกมะเขือโดยการเผาเศษหญ้าหรือทำการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับมะเขือ และอีกวิธีหนึ่งคือ เมื่อจะปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที

การเก็บเกี่ยวมะเขือ

อายุของมะเขือที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 60 – 85 วันหลังย้ายกล้าและจะให้ผลผลิตอยู่นานถึง 6 – 8 เดือน ระยะที่เก็บผลควรอ่อน หากเก็บตอนผลแก่ คุณภาพของผลผลิตจะเลวลง ในบางครั้งชาวสวนนิยมทำมะเขือตอ โดยปลูกก่อนฤดูหนาวเล็กน้อย และทิ้งมะเขือให้พักตัวในแปลงผ่านฤดูหนาว เมื่อเข้าฤดูฝนใหม่ มะเขือนั้นจะให้ผลผลิตเร็วและมากกว่ามะเขือที่เริ่มปลูกในฤดูฝน จะทำให้ได้ราคาดี เฉลี่ยผลผลิตมะเขือประมาณ 2.5 ต้นต่อไร่

พันธุ์มะเขือ

มะเขือถูกคัดพันธุ์โดยการกลายพันธุ์และชาวสวนมักจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง พันธุ์เหล่านี้ได้แก่ มะเขือเปราะเจ้าพระยา มะเขือยาวงาช้าง มะเขือยาวสำลี มะเขือเสวย สำหรับพันธุ์ต่างประเทศที่นำเข้ามาปลูกมักเป็นมะเขือสีม่วง มีทั้งผลกลมและผลยาวพันธุ์ต่างๆ ที่นำเข้ามา มีดังนี้

  1. Blackberry ผลกลมไข่ สีม่วงเข้ม
  2. BlackKing Hybrid ผลคล้ายพันธุ์ Black Beauty น้ำหนักผลประมาณ 500 กรัม ต้นเตี้ย ออกดอกติดผลเร็ว ผลมีคุณภาพในการขนส่งดี
  3. Money Maker Hybrid ผลกึ่งยาวเฉลี่ยผลยาวประมาณ 14 – 15 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6.5 เซนติเมตร ผลสีม่วง
  4. Pingtung Long ผลยาวผอมเรียว ขนาดประมาณ 30 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร น้ำหนัก 130 กรัมต่อผล ผลสีม่วง ให้ผลผลิตสูงและต้านทานโรคดีมาก