วิธีปลูกพริก (Chilli)

พริก

พริก เป็นผักที่ปลูกเพื่อรับประทานผล มีทั้งพวกที่นำมารับประทานเป็นผักสดโดยตรงและพวกที่ปลูกเพื่อนำผลมาใช้เป็นเครื่องปรุงแต่งรสอาหาร นอกจากนี้ ยังใช้ในอุตสาหกรรมทำซอส อาหารแต่ละมื้อมักจะไม่ขาดพริก ซึ่งจะมาในรูปต่างๆกัน พริกเป็นสินค้าออกที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศไทยสูงมาก

ในด้านคุณค่าของอาหาร พริกเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมากทุกอย่างและให้พลังงานต่อร่างกาย ให้ไวตามินและแร่ธาตุหลายชนิด พริกมีต้นกำเนิดอยู่ทางแถบร้อนของทวีปอเมริกา พบก่อนประวัติศาสตร์จากหลุมฝังศพในเปรู ต่อจากนั้น โคลัมบัสเป็นผู้นำไปเผยแพร่ในยุโรป ในปี ค.ศ. 2493 และหลังจากนั้นมีผู้นำเข้าไปในอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1548 ชาวปอร์ตุเกสนำไปปลูกที่อินเดีย ใน ค.ศ. 1585 ต่อจากนั้น พริกก็ได้แพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพริกมีเมล็ดขนาดเล็ก และมีน้ำหนักเบา จึงสามารถนำไปที่ต่างๆได้ง่าย

พริกที่ทำการเพาะปลูกกันอย่างแพร่หลายมีอยู่ 4 species

  1. Capsicum pendulum มักปลูกในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้
  2. Capsicum pubescens
  3. Capsicum annuum
  4. Capsicum brutescens

ชนิดที่ 2 – 4 นิยมปลูกกันทั่วโลก

Capsicum annuum ได้แก่ พริกที่มีอายุสั้น ให้ผลสีเขียว เมื่ออ่อน เมื่อผลแก่อาจเป็นสีแดงเข้ม ส้ม เหลือง น้ำตาล ขาว แล้วแต่พันธุ์ปลายผลอาจชี้ขึ้นหรือห้อยลง พริกพวกนี้มีความเผ็ดมากน้อยต่างกัน หรืออาจไม่เผ็ดเลย พริกพวกนี้ได้แก่ พริกยักษ์ พริกหยวก พริกชี้ฟ้า พริกมัน พริกขี้หนู

Capsicum pubescens เป็นพริกที่มีอายุยืนกว่า สามารถเจริญได้ 2 – 3 ปี ผลอาจเกิดเป็นกลุ่ม ขนาดของผลเล็ก โคนผลใหญ่ ปลายผลเรียวเล็ก ขนาดความยาวของผลประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร ส่วนใหญ่ผลจะมีสีแดงหรือเหลืองเมื่อแก่ และรสเผ็ดมาก พริกพวกนี้ได้แก่ พริกขี้หนูสวน พริกทาบาสโก (Tabasco) เป็นต้น

หากจะแบ่งตามคุณภาพของพริก จะแบ่งพริกออกได้เป็น 2 พวก คือ

1) พวกผลยาวและเผ็ด ขนาดความยาวและใหญ่ของผลต่างกันแล้วแต่ชนิด ได้แก่ พริกขี้หนูสวน พริกเหลือง พริกชี้ฟ้า

2) พวกผลเป็นรูประฆังเผ็ดน้อย พริกพวกนี้ผลใหญ่ เช่น พริกหยวก พริกยักษ์ พันธุ์ที่ปลูกกันแพร่หลายคือ พันธุ์ห้วยสีทน พันธุ์บางช้าง พันธุ์เชียงใหม่ พริกพวกนี้สามารถปลูกทำพริกแห้งได้เช่นกัน

พริกมีรสเผ็ดเกิดจากสาร Capsaicin ซึ่งมีสูตรทางเคมี C18H27NO3 สารนี้ละลายในแอลกอฮอล์ สารนี้สร้างอยู่ตรงส่วนที่ติดกับพลาเซนต้า (Placenta) ส่วนผนังด้านนอกของผลไม่มีสารนี้ และที่เมล็ดก็ไม่มีเช่นกัน สีของผลจะเปลี่ยนไปเมื่อผลสุก อาจแดง หรือเหลือง ซึ่งเกิดจาก Xanthophyll หรือ Carotene สำหรับลักษณะทางพันธุกรรม ผลที่ห้อยจะข่มผลตั้งและดินฟ้าอากาศจะเปลี่ยนแปลงความเผ็ดโดยเฉพาะอุณหภูมิต่ำจะทำให้ความเผ็ดลดลง

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโต

พริกชอบดินร่วนปนทราย และชอบความชื้นในดินพอประมาณ ไม่แห้งและต้องไม่มีน้ำขัง ต้องการแสงแดดตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับพริกยักษ์ ประมาณ 21-24oซ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับพริกขี้หนู พริกชี้ฟ้าประมาณ 24-29oซ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าพริกสามารถปลูกได้ตลอดปี ถ้ามีน้ำพอเพียง ในกรณีที่ใช้น้ำฝนมักปลูกในฤดูฝน มักเพาะกล้า ในเดือนมีนาคมและเมษายน และย้ายปลูกในแปลงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

การเตรียมดิน เนื่องจากพริกนิยมโดยการย้ายกล้า ดังนั้น แปลงที่เตรียมดินจึงแบ่งได้ 2 อย่าง คือ

แปลงกล้า ควรขุดไถดินลึกประมาณ 15 ซม. ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักสลายตัวดีแล้วให้มาก คลุกกับดินในแปลงพรวนและย่อยให้ละเอียด หากต้องการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ควรใส่สูตร 15-15-15 ในอัตราประมาณ 100-200 กรัม/1 ตารางเมตร แล้วพรวนกลบลงในดินแปลงเพาะควรยกให้สูง 15-20 เซนติเมตร

แปลงปลูก ควรขุดไถดินให้ลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเท่าในอัตราประมาณ 3-4 ต้น/ไร่ พรวนย่อยให้ผิวหน้าดินเรียบ หากดินเป็นกรด ควรปรับสภาพให้เป็นกลางโดยใส่ปูนขาว โดยทั่วไปฤทธิของปูนอยู่ได้ 3 ปี หลังจากใส่ปูนแล้ว 20 วัน จึงย้ายกล้าพริกมาปลูกได้ แปลงปลูกอาจยกร่องขนาดของแปลงกว้าง 4-5 เมตร ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ หรืออาจยกร่องขนาดกว้าง 1-1.2 เมตร ซึ่งมักเหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก

การปลูกและระยะปลูก เริ่มต้นโดยวิธีการดังนี้

1) การเพาะกล้า หว่านเมล็ดกระจายให้ทั่วทั้งแปลง โรยปุ๋ยหมักกลบ ให้หนาประมาณ 1 ซม. อาจโรยเป็นแถวก็ได้ โดยให้แถวห่างกันประมาณ 15 ซม. แล้วโรยด้วยดินละเอียดกลบหรือใส่ปุ๋ยหมักกลบก็ได้ แล้วใช้ฟางคลุมไว้รดน้ำให้ชุ่ม เมื่อต้นกล้าเริ่มงอก มีใบจริงคือมีอายุประมาณ 12-15 วัน ให้ถอนแยกต้นกล้าที่อ่อนแอเป็นโรคออก นอกนั้นควรถอนแยก จัดระยะให้กล้าห่างกันระหว่างต้นประมาณ 10 ซม. ในการเพาะกล้าโดยใช้เมล็ดพริกหว่านลงในแปลงกล้าเลยนี้ ควรคลุกยากันรากับเมล็ดพริกก่อน แล้วควรรดยาฆ่าแมลงด้วย

เนื่องจากการเพาะเมล็ดกล้านี้อาจทำให้อัตราการงอกเป็นไปไม่สม่ำเสมอ และอาจถูกศัตรูทำลายก่อนงอกด้วย ดังนั้น อีกวิธีหนึ่งที่จะขจัดปัญหาดังกล่าวก็คือ การเพาะให้เมล็ดงอกก่อน โดยนำเอาเมล็ดพริกมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเก็บเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้งไป ส่วนเมล็ดที่จมนำมาห่อด้วยผ้าที่ชื้น แล้วนำไปเก็บไว้ในที่ร่ม ประมาณ 2-3 วัน ตรวจให้ผ้าที่หุ้มชื้นอยู่เสมอ รอจนให้ตุ่มเล็กๆปรายเรียวโผล่ขึ้นมา แสดงว่าเมล็ดเริ่มงอก แล้วจึงนำไปหว่าน แล้วโรยดินละเอียดหรือปุ๋ยคอกเก่ากลบ ควรรดยากันยาและยาฆ่าแมลง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยปกติเมล็ดพริกจะใช้ระยะเวลาในการงอกประมาณ 10-12 วันหลังจากเพาะ

เมื่อกล้างอกแล้วต้องการให้กล้าโตเร็ว ควรใช้แอมโมเนียมซัลเฟต 4 กำมือหรือยูเรีย 2 กำมือ ละลายในน้ำ 20 ลิตร รดกล้าในระยะที่กล้ามีความสูงประมาณ 5 ซม. หรือก่อนย้ายปลูกประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วรดน้ำตาม เมื่อกล้าสูงประมาณ 6 นิ้ว สามารถย้ายปลูกในแปลงปลูกได้ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาที่อยู่ในแปลงกล้าทั้งหมดประมาณ 30-40 วัน

จากการทดลองพบว่า หากทำการย้ายกล้าพริก 2 ครั้ง กล้าจะแข็งแรงดี กล่าวคือ เมื่อกล้าในแปลงกล้าโตมีใบจริง 1 ใบ ก็ย้ายลงชำในถุงพลาสติก ถุงละ 1 ต้น ในการย้ายควรให้ดินติดรากไปมากที่สุด รดน้ำในแปลงเพาะให้ชุ่ม และพรวนดินให้ส่วนล่างร่วนก่อนย้ายกล้า ระยะเวลาที่กล้าอยู่ในถุงพลาสติกประมาณ 15-20 วัน กล้าสูงประมาณ 6 นิ้ว ก็ย้านลงปลูกในแปลงได้ การปลูกพริกในบริเวณที่อากาศร้อน และแสงแดดไม่จัด มีอาการครึ้มฟ้าครึ้มฝน เช่น ในฤดูฝนควรฉีดสารละลายน้ำตาลซูโครส 10% ลงบนใบพริกทุกๆ 3 วัน ก่อนพ่นสารละลายน้ำตาล ควรทำให้ใบพริกเปียกก่อน การฉีดควรทำก่อนย้ายปลูกประมาณ 2 สัปดาห์และควรทำการ Hardening กล้าด้วย

วิธีย้ายปลูก การย้ายปลูกควรทำอย่างระมัดระวัง หากย้ายจากแปลงเพาะกล้าต้องให้รากกระทบกระเทือนน้อยที่สุด หากย้ายจากถุงพลาสติกให้เอาดินจากถุงหุ้มไปให้หมด หลังจากย้ายกล้าลงแปลงปลูกแล้ว ควรรดน้ำทันทีถ้าต้องการให้กล้าตั้งตัวเร็ว ควรหาวัสดุเช่น ใบตอง หรือกรวยกระดาษคลุมกล้าไว้ 2-3 วัน เมื่อกล้าตั้งตัวได้แล้วจึงเอาออก ถ้าไม่คลุมกล้าควรโปรยน้ำตอนบ่ายให้มาก โดยเฉพาะวันที่แดดจัด สำหรับการปลูกแบบเอาน้ำเข้าร่อง (Furrow system) ควรเอาน้ำเข้าให้สูงครึ่งหนึ่งของความสูงของแปลง

แปลงปลูกอาจยกร่องได้ 3 แบบ คือ

1) ยกร่องแบบสามเหลี่ยม สั้นห่างกัน 1 เมตร ปลูกแถวเดียวบนสันร่อง ระยะปลูก 50 ซม. ในระยะแรกที่ปลูก สันร่องสูง 20 ซม. ต่อไปจะทำการพูนโคนให้สันสูง 40-50 ซม.

2) ยกแปลงแบบหลังแบน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่ม ระบายน้ำยาก ขนาดแปลงกว้าง 1.50 ซม. ลึก 50 ซม. ปลูก 2 แถว ระยะระหว่างแถว .75-1.0 เมตร ระยะระหว่างต้น 50 ซม.

3) ปลูกแบบไม่ยกแปลง ร่องแบบหลังเต่าขนาดใหญ่ มักปลูกแถวปทุมธานี ธนบุรี ในเขตที่มีการระบายน้ำดี ระยะระหว่างแถวประมาณ 60-75 ซม. ระยะระหว่างต้น 50 ซม.

การดูแลรักษา มีการปฏิบัติดูแลพริกดังนี้

1) การพรวนดิน ต้องคอยพรวนดินขณะที่พริกเจริญเติบโต การพรวนดินจะทำไปควบคู่กับการกำจัดวัชพืชด้วย ถ้าไม่พรวนดินจะทำให้ผิวหน้าของดินก็จับตัวเป็นก้อนแข็ง การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศไม่ดี ทำให้พริกไม่เจริญเติบโต แต่การพรวนดินนี้ต้องระวังอย่าให้รากกระทบกระเทือน เพราะพริกจะเหี่ยวเฉาง่ายและยังเป็นแนวทางให้เชื้อโรคเข้าทางบาดแผลที่รากได้ การปลูกพริกแบบเอาน้ำเข้าร่อง จะต้องพรวนดินหลังจากให้น้ำ 3 วันทันที การพรวนดินจะทำได้ยาก เมื่อพริกโตเป็นพุ่ม ดังนั้น จึงมักไม่ค่อทำเมื่อพริกโตมากแล้ว

2) การให้ปุ๋ย เนื่องจากผลผลิตของพริกขึ้นอยู่กับความดกของผล สัดส่วนของปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม มักเป็น 1:1:1.5 ปุ๋ยผสมสมควรใช้สูตร 15:15:15 หรือ 14:14:21 ในอัตรา 50-100 กก./ไร่ ในระยะแรกควรให้ไนโตรเจนในรูปของยูเรียอัตรา 10-20 กก./ไร่ เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของต้นพริก หลังย้ายกล้าประมาณ 10-14 วัน ส่วนปุ๋ยสูตรผสมควรใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูกครึ่งหนึ่ง และใส่เป็นปุ๋ยโรยข้างแถวพริก เมื่อหลังจากย้ายกล้าได้ 30 วัน คือ เมื่อพริกเริ่มพร้อมที่จะสร้างตาดอก

การให้น้ำ พริกไม่สามารถทนสภาพน้ำขังได้ แต่สามารถทนสภาพขาดน้ำได้ดีกว่า อย่างไรก็ดี หากการให้น้ำไม่เพียพงอ เช่น ขาดน้ำในระยะการเจริญเติบโต จะทำให้ต้นพริกแคระแกรน หากขาดน้ำในช่วงที่พริกออกดอก จะทำให้ดอกร่วง ในระยะที่พริกกำลังสร้างดอก พริกต้องการน้ำมากเป็นพิเศษ ดังนั้น หากในช่วงนี้มีสภาพอากาศร้อนแล้ง ควรรดน้ำเช้าเย็น มิฉะนั้นดอกและผลอ่อนจะร่วงหมดในสภาพอากาศเย็นประมาณ 10-15oซ จะทำการเจริญเติบโตของพริกไม่ดี มีดอกน้อย ดอกร่วง เมื่อผลของพริกโตเริ่มแก่ ควรให้น้ำลดลง เช่น วันเว้นวัน หากน้ำมากเกินไปในระยะนี้จะทำให้สีของผลไม่สวย

การใช้ยาป้องกันกำจัดศัตรูพืช พริกนับว่าเป็นผักที่มีศัตรูโดยเฉพาะแมลงรบกวนมากที่สุด นอกจากนั้น แมลงยังเป็นพาหะของโรคไวรัสด้วย ระยะที่พริกอ่อนแอมากคือ ระยะ 1 เดือนหลังย้ายกล้า ซึ่งเป็นระยะที่พริกโตพร้อมจะออกดอก ระยะนี้ควรใช้ยากำจัดและป้องกันแมลงไว้สัปดาห์ละครั้ง อนึ่ง การใช้ยาฆ่าแมลงควรใช้ตามอัตราที่กำหนด หากใช้มากเกินไปจะทำให้ดอกและผลของพริกร่วงได้

การเก็บเกี่ยว มักเก็บผลผลิตได้เมื่อพริกมีอายุ 2 เดือน หลังย้ายกล้า ในระยะแรกจะเก็บผลผลิตได้น้อย และต่อไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะลดลงเมื่อพริกเริ่มแก่ ควรเก็บเกี่ยวพริกทุกๆ 10 วัน โดยทั่วไปเมื่อพริกมีอายุ 6-7 เดือน มักจะรื้อแปลงทิ้งและปลูกใหม่ หากมีการทำนุบำรุงอย่างดี อาจทิ้งไว้ในแปลงได้ถึง 1 ปี

การเก็บรักษาพริกสด เมื่อพริกแก่จัดสามารถทิ้งไว้กับต้นได้อีกระยะหนึ่ง โดยไม่เสื่อมคุณภาพ เมื่อเก็บจากต้นมาควรรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 0 oซ ความชื้น 95-98% ทำให้ความสดของพริกอยู่ได้นาน 40 วัน โดยมีผลเหี่ยวย่น โดยเฉลี่ย 4% ถ้าเก็บที่อุณหภูมิ 8-20 oซ ความชื้น 85-90% จะเก็บได้นาน 8-10 วัน

การทำพริกแห้ง มีขั้นตอนของการทำดังนี้

1) บ่ม เก็บพริกที่แก่เต็มที่มาสุมกองไว้ในเข่ง 2 คืน เพื่อให้พริกสุกแดงเสมอกัน

2) อบหรือย่าง นำพริกมาย่างบนตะแกรง โดยใช้ไฟอ่อนๆ ทำให้พริกแห้งเร็วหรืออาจเอาเข้าเตาอบ ทำให้พริกสุก และแห้งขึ้น มักใช้เวลาอบประมาณ 8 ซม.

3) การตากแดด พริกที่ย่างหรืออบเพื่อทำให้สุกและแห้งลงบ้างแล้วนั้น เอาไปแผ่บนลานตาก บางแห่งใช้ทรายโรยเป็นพื้นทำให้ร้อนระอุดี ตากแดดเฉพาะกลางวัน ส่วนกลางคืนสุมไว้รวมกัน ตากประมาณ 5 วันก็ใช้ได้ เลือกเมล็ดเสียออกและเก็บพริกที่แห้งแล้วเข้ายุ้งพริกแห้ง นิยมทำพริกแห้งกับพริกชี้ฟ้าและพริกขี้หนู

พันธุ์พริก พันธุ์พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้าและพริกหยวก เป็นพริกพันธุ์ที่ประเทศไทยเราปรับปรุงขึ้นมาใช้เอง ส่วนพันธุ์พริกยักษ์นั้นนำเข้ามาจากต่างประเทศ

1) พริกขี้หนู มีพันธุ์ห้วยสีทน 1 (กส.3 กรมวิชาการ) ผลขนาดยาว 3-4 ซม. ผลชี้ขึ้น ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงจัด รสเผ็ดจัด โดยผลใหญ่และเรียวไปทางปลาย ผลผลิตประมาณ 800-1,000 กก./ไร่ ได้จากการปรับปรุงคัดเลือกจากพริกพันธุ์จินดา

2) พริกชี้ฟ้า มีพันธุ์ Cayenne Long Slim เมื่ออ่อนผลสีเขียวเข้ม และเมื่อแก่ผลสีแดง ขนาดของผล 12.5 -2 ซม. พันธุ์ Passion Hybrid ทนอากาศร้อนและเย็น ขนาดของผล 1.8 – 17 ซม. รสเผ็ด

3) พริกหยวก มีพันธุ์ Hangarian Yellow Wax ผลสีเหลืองเมื่ออ่อนและแดงเมื่อแก่ เนื้อหนาปานกลาง ขนาดผล 4 – 14 ซม.

4) พริกยักษ์ มีพันธุ์ California Wonder 300 ผลใหญ่ขนาด 10 – 10 ซม. มี 4 พู ผลสีเขียวเข้ม เนื้อหา พันธุ์ Bell Boy Hybrid

ขนาดของผล 9 – 11.5 ซม. สีเขียวเข้ม เมื่อแก่สีแดงเนื้อหนา มี 3-4 พู พันธุ์ Wonder Bell Hybrid ผลขนาด 8.5-8.5 ซม. ผลมี 3-4 พู เนื้อหนาสีเขียวเข้ม

ปริมาณการผลิตและแหล่งผลิต โดยทั่วไปเกษตรกรปลูกพริกขี้หนูเฉลี่ยได้ผลผลิต 280 กก./ไร่ ถ้าเป็นพริกใหญ่ (ชี้ฟ้า) ได้ 340 กก./ไร่ โดยทั่วไปผลผลิตดีในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ส่วนพริกยักษ์ชอบอากาศหนาว ควรปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม

พริกขนาดใหญ่ ปลูกมากที่สุดที่ภาคเหนือ พื้นที่ 105,653 ไร่ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เชียงใหม่ ลำปาง รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ประมาณ 59,287 ไร่ ที่จังหวัดเลย ขอนแก่น นครราชสีมา และที่จังหวัดทางตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี และสุพรรณบุรี

พริกขนาดเล็ก ปลูกมากที่สุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ 100,007 ไร่ ได้แก่ อุบลราชธานี เลย นครราชสีมา รองลงมาคือภาคเหนือ พื้นที่ 67,609 ไร่ ได้แก่ ลำปาง เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ และจังหวัดทางตะวันตก เช่น ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี และราชบุรี

โรค โรคพริกที่สำคัญได้แก่ ไวรัส (Mosaic) ทำให้ใบด่างหยิก โรคกุ้งแห้งเกิดจาก Anthracnose โรคใบจุดและโรคเหี่ยว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และโรครากปมซึ่งเกิดจากไส้เดือนฝอย (Nematode) และพบโรคผลเน่า (Fruit rot) ซึ่งเกิดจากเชื้อรา

แมลง ที่พบว่าเข้าทำลายพริกมากคือ เพลี้ยไฟ (Thrips) ไรขาว (Broad mite) และแมลงหวี่ขาว (White Fly)