วิธีปลูกอโลคาเซีย (Alocasia)

อโลคาเซีย

อโลคาเซีย (Alocasia) เป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์ Araceae เช่นเดียวกับบอนสี เผือก หน้าวัว พลูฉีกหรือพลูด่างชนิดต่าง ๆ นั้นเอง ทั้งนี้หากพิจารณารูปร่างโดยทั่วไปของช่อดอก

ไม้ในตระกูลนี้มีประมาณ 40 ชนิด กระจายพันธุ์อยู่ตามป่าดิบเขตร้อน จากอินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย ปาปัวนิวกินี ไปถึงฟิลิปปินส์ แต่ที่มีปลูกเลี้ยงกันขึ้นหน้าขึ้นตาจริง ๆ ก็คงมีอยู่ราวสินกว่าชนิดเท่านั้น ไม่นับรวมถึงลูกผสมข้ามระหว่างชนิดหนึ่ง กับอีกชนิดหนึ่ง

อโลคาเซียชนิดต่าง ๆ

1. Alocasia cucullata Leur Schott

มีชื่อเรียกว่า “ว่านนางกวัก” จัดเป็นไม้เก่าแก่ที่นิยมปลูกกันเป็นว่านมหาโชค ทั้งชาวไทยและชาวจีน มีใบกลมรีรูปหัวใจ สีเขียวสดเป็นมัน ก้านใบยาว ทรงพุ่มแน่น ต้นสูงประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป ถิ่นกำเนิด อินเดีย พม่า จีนใต้ มีปลูกในไทย และมาเลเซียมานานแล้ว

2. A.cuprea Koch

ต้นสูงประมาณ 2 ฟุต สีบรอนซ์คล้ายโลหะ ลักษณะเป็นร่องโค้งตามเส้นใบ ซึ่งมีสีม่วงอมดำ ใบแข็งหนา จะ compact มากเมื่อเป็น F1 Hybrids ใต้ใบสีม่วงพบ ที่เกาะบอร์เนียว ก้านใบ 1 ฟุต

3. A. indica var metallica Schott (กระดาษดำ)

ใบใหญ่รี สีม่วงอมโทนเงิน ไม่ทนโรครากปมที่เกิดจากไส้เดือนฝอย สูง 5 ฟุต ก้านใบสีม่วง ตัวใบขนาด 17 x 6 นิ้ว ถิ่นกำเนิด ชวา

4. A. longiloba Miq

ใบสีเขียวตามเส้นใบ ส่วนตัวใบมีสีเทาเงิน เจริญเติบโตดี พบที่เกาะชวา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ภาคใต้ของไทย ต้นสูงถึง 3 ฟุต

5. A. indica (Roxb) Schott

ก้านใบสีเขียว ยาวประมาณ 2 ฟุต ตัวใบขนาด 12 x 6 นิ้ว พบที่ อินเดีย-ไมโครนีเซีย

6. A. lowii Hook

ต้นสูง 2 ฟุต ใบมีสีเขียวเข้มอมดำ ประดับด้วยเส้นใบสีเงิน ใต้ใบมีสีม่วง ก้านใบสีชมพู นับเป็นชนิดที่สวยงามมากที่สุด พบที่เกาะบอร์เนียว

7. A. macrorhiza Schott (กระดาษ)

มีขนาดใหญ่สูงถึง 4 ฟุต ใบใหญ่หยิกเป็นคลื่น ก้านใบมีสีเขียวนวล นิยมปลูกตามลานสนามหน้าบ้าน พบทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

Var. variegata Hot กระดาษด่างลายขาว ปลูกกันทั่วไป เป็นไม้ด่างที่สวยงามต้นหนึ่ง ที่มีผู้คนละเลยมองข้ามไปจนไม่แพร่หลายในปัจจุบัน

8. A. (Schizocasia) portei Becc

มีขนาดต้นใหญ่ ถึง 8 ฟุต ใบอาจยาวถึง 4 ฟุตก็มี ใบสีเขียวเข้มขอบใบหยัก ลำต้นสูงเห็นเด่นชัด เหนือดิน แตกหน่อที่โคน ในอินโดนีเซีย (เกาะชวา) มีมาก

การปลูกอโลคาเซีย

หากจะเทียบกับไม้อื่นในวงศ์ Araceae แล้ว ไม้จำพวกอโลคาเซียที่กล่าวมานี้ เป็นไม้ประดับที่เลี้ยงง่าย ไม่ใคร่จะมีปัญหามากมายนัก เช่นเดียวกับพลูฉีก จำพวก ฟิโลเดนดรอน (Philodendron) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันทั่วไป ซึ่งหากจะเทียบกับ ฟิโลเดนดรอน ส่วนมากแล้ว มักจะยืดปล้อง หรือก้านในห่าง ทำให้ต้องตัดปลูกและทำหลักให้ไห่เลื้อยขึ้นไป ซึ่งยุ่งยากมากกว่า

ไม้จำพวกอโลคาเซียหลายชนิด พบได้ในสภาพป่าตามธรรมชาติทางภาคใต้ของไทย มาเลเซีย เกาะชวา และอินโดนีเซีย ซึ่งมักพบ อโลคาเซีย ดังนี้

ก. ชนิดที่มีลำต้นและใบใหญ่ เช่น A. macrorhiza, A. indica และ A. longiloba ชอบขึ้นอยู่ตามพื้นดินในป่าทึบใกล้ลำห้วย น้ำตก ที่มีความชื้นสูง อินทรีย์วัตถุในดินได้แก่ ใบไม้ผุ ผสมกับดินธรรมชาติในป่า ซึ่งอาจจะเป็นดินเหนียว ดินตะกอน หรือ ทรายหยาบก็ได้

ข. ชนิดที่ลำต้นและใบเล็ก เช่น A. lowii, A. veitchii, A. watsoniana จำพวกนี้มักพบตามภูเขาหิน ซึ่งอาจเป็นหินปูนหรือแกรไนต์ โดยขึ้นอยู่ตามซอกหินที่มีใบไม้ผุ ๆ หล่นร่วงไปทับถมกันอยู่

จากการสังเกต จึงอาจอนุมานได้ว่า ดินปลูกไม้จำพวกอโลคาเซียนั้น ควรเป็นดินที่มีส่วนผสมของใบไม้ผุ ดินตะกอนและอิฐมอญทุบ เป็นหลักดังนี้

  1. ดินตะกอน 1 ส่วน
  2. อิฐมอญทุบ (ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย) 2 ส่วน
  3. ใบก้ามปู หรือใบทองหลางผุ 2 ส่วน
  4. ปุ๋ยคอกเก่า ๆ 1 ส่วน

การดูแลอโลคาเซีย

สำหรับปุ๋ยคอกที่ควรใช้ ได้แก่ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากปลา (soluble fish emulsion) เจือจาง ละลายน้ำรดให้ทุก ๆ สองสัปดาห์ ต้นจะเจริญเติบโตแข็งแรงดีมาก โดยจะเห็นได้ว่า มีรากสีขาวพันกันเต็มกระถาง ซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนกระถางบ่อย ๆ

ปัจจัยในเรื่องของแสง และความชื้นนั้นนับว่า มีความสำคัญแก่การเจริญเติบโตของ “อโลคาเซีย” ทั้งนี้ จากการสังเกต ทั้งในสภาพธรรมชาติ และในสภาพการปลูกเลี้ยงที่กรุงเทพฯ พบว่า ความชื้นในอากาศควรจะให้อยู่ในระดับสูง 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป โดยให้สัมพันธ์กับปริมาณแสงซึ่งต้องบังคับให้อยู่ในช่วง 20-30 เปอร์เซ็นต์

ในเรื่องศัตรูที่รบกวนทำลายต้นอโลคาเซียนั้นไม่ค่อยมีมากนัก แต่เท่าที่พบก็มักจะได้แก่โรครากเน่า ซึ่งเกิดจากการที่เครื่องปลูกในกระถางแฉะเกินไป ทำให้รากเน่าเสียหายและมีเชื้อแบคทีเรียเข้าซ้ำเติม ทำให้ใบเหี่ยวแห้ง ต้นหยุดการเจริญเติบโต และอาจจะเน่าตายไปทั้งกระถางก็ได้

นอกจากนี้ยังมีโรครากปม ซึ่งเกิดจากไส้เดือนฝอยในดิน ซึ่งทำให้ต้นหยุดการเจริญเติบโต ใบเหลือง แคระแกร็น ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดก็คือการรื้อกระถางตัดรากออกให้หมด ตัดใบทิ้งให้เหลือใบเดียว ล้างต้นให้สะอาด นำไปแช่ในสารละลายพาราไธออน (1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1.5 ลิตร) เป็นเวลา 1 นาที ผึ่งให้แห้งในร่ม นำไปปลูกในเครื่องปลูกใหม่ที่สะอาด วางกระถางในที่ร่มจัดเป็นเวลา 2-3 วัน แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มแสงให้พร้อมกับการพ่นน้ำให้เป็นละออง เพิ่มความชื้น และเริ่มรดปุ๋ยอินทรีย์เจือจางในจนครบ สองสัปดาห์จึงเสร็จสิ้นขบวนการ (กระถางปลูกที่ใช้แล้ว และมีโรคปรากฎ ควรนำไปล้างด้วยน้ำยา Clorox 1 ส่วนต่อน้ำ 25 ส่วน)

จากการสังเกตพบว่า ซึ่งปลูกเลี้ยงไว้ที่บ้าน มักจะมีไรแดงเกาะดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ผิวใบ ทำให้ใบเหลืองซีด ต้นแคระแกร็นไม่เติบโตเท่าที่ควร ซึ่งในกรณีนี้การใช้พาราไธออน หรือมาลาไธออน พ่นให้ได้ใบสามารถกำจัดไรแดงได้ทันที

การขยายพันธุ์อโลคาเซีย

อโลคาเซีย เป็นไม้ประดับที่ขยายพันธุ์ง่าย เช่นเดียวกับฟิโลเดนดรอนและบอนเหมือนกัน ต้นที่เจริญเติบโตดีมักจะแทงหัว (offsets) ที่โคนต้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราอาจจะค่อย ๆ ขุดแยกออกมาปลูกใหม่ได้ทันทีที่หัวมีขนาดใหญ่ และใบที่หุ้มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ เราควรตัดหัวพวกนี้ออกนำมาลอกกอบใบแก่ ๆ ออกให้หมด จุ่มในสารเคมีป้องกันรา แล้วชำในวัสดุชำที่ประกอบด้วยทรายหยาบ หรืออิฐมอญทุบละเอียด คลุมผิวด้วยปุ๋ยมะพร้าวเพียงบาง ๆ

ต้นแก่ของอโลคาเซียนั้น เราอาจจะตัดออกเป็นชิ้น ๆ ได้ด้วยมีดคม ๆ แต่ละแว่นควรมีตาอยู่ 1-2 ตา ส่วนยอดนั้นควรเหลือลำต้นไว้ให้ห่างมาจากใบแข็งแรงใบสุดท้ายประมาณ 1 นิ้ว ชุบสารป้องกันเชื้อรา หรืออาจใช้ปูนแดง ทาให้ทั่วแผล ทิ้งให้แห้ง และชำในวัสดุชำ

การผลิตเมล็ดก็เป็นวิธีค่อนข้างยุ่งยากและมักไม่ค่อยทำกัน ยกเว้นแต่ในกรณีของการผสมข้ามชนิด เพื่อให้ได้ลูกผสมแปลก ๆ ในยุโรปทำกันมาก และในอเมริกาปัจจุบัน ก็เริ่มมีผู้กระทำการทดลองได้ลูกผสมกันไว้มาก ช่อดอกของอโลคาเซียจริง ๆ นั้นเรียกว่า spike ถูกห่อหุ้มด้วยกาบสีเขียว ๆ ที่เรียกว่า spathe ในส่วนบนของเดือยที่โผล่ขึ้นมานี้จะเป็นที่ตั้งของดอกเพศผู้

ส่วนล่างที่ซ่อนอยู่ในกาบซึ่งมีรูปเป็นกระเปาะกลม ๆ นั้นเป็นส่วนของดอกเพศเมีย บริเวณที่คั่นกลางระหว่างกลุ่มดอกทั้ง 2 เพศนี้เรียกว่า บริเวณที่เป็นหมัน ในวันแรกที่ออกดอก ส่วน spathe จะอ้าออกเต็มที่ และเกสรตัวเมียจะพร้อมที่จะรับการผสม โดยมีของเหลวเหนียว ๆ เยิ้มออกมา ในวันที่สอง ส่วนของ spathe จะกลับปิด และจะเปิดอ้าเพียงเล็กน้อยอีกครั้งในวันที่สาม ซึ่งในวันที่สามนี้เอง anther จะปล่อยละอองเรณูออกมา แต่ก็ไม่ผสมเนื่องจากดอกตัวเมียจะถูกห่อมหุ้มอยู่ภายใน

ดังนั้น ถ้าเราใช้พู่กันแตะเอาละอองเรณู และใช้นิ้วเผยอ spathe ที่หุ้มดอกเพศเมียเพียงเล็กน้อย สอดปลายพู่กันที่มีเรณูติดอยู่เข้าไปแตะให้ทั่ว ก็จะผสมเกสรได้ตามต้องการ

เวลาที่ผสมได้ดีที่สุดคือ ในตอนเช้า และเราอาจเก็บละอองเรณูเอาไว้ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง ถ้าเราผสมติดเป็นผลสำเร็จ ช่อดอกจะยังคงตั้งตรงอยู่ แต่ถ้าผสมไม่ติดช่อดอกจะงอโค้งเหี่ยวไปภายในไม่กี่วัน และกว่าเมล็ดจะแก่ก็กินเวลา 4-6 เดือน ซึ่งในระยะเดือนท้าย ๆ นั้น spathe จะเหี่ยวแห้งหลุดไป เผยให้เห็นผล (berries) สีส้มเป็นส่วนใหญ่

*** การเพาะด้วยเมล็ดอโลคาเซีย ต้องล้างเมล็ดให้หมดคลุกยากันรา และเพาะทันที ประมาณ 2 อาทิตย์ เมล็ดก็จะงอกให้เห็น