วิธีให้น้ำ แก่พืชผักผลไม้

วิธีการให้น้ำแก่พืช

ปริมาณของน้ำในดินมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืช คุณภาพของผลผลิต โรคของรากพืช ความรุนแรงของการระบาดของโรค และปริมาณของแร่ธาตุในดิน ดังนั้น ระบบการให้น้ำที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการปลูกพืช ก่อนที่เกษตรจะให้น้ำแก่พืชที่ปลูกอย่างถูกต้อง เขาจะต้องมีความรู้วิธีการที่น้ำซึมผ่านลงดิน ดินที่ใช้ปลูกพืช คุณภาพของน้ำที่ให้กับพืชและระบบการให้น้ำ

วิธีการที่น้ำผ่านลงดิน

เมื่อน้ำตกถึงผิวดิน น้ำส่วนหนึ่งจะซึมเข้าไปในดิน เราเรียกขบวนการที่น้ำซึมลงไปในดินว่า water infiltration น้ำส่วนที่เหลือจะไหลไปตามผิวดินออกจากที่เพาะปลูก ซึ่งเราเรียกว่า runoff ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการซึมผ่านของน้ำลงสู่ใต้ดินมีดังนี้ คือ ชนิดของพืช, ชนิดของดิน, วัตถุที่ปกคลุมดิน, อุณหภูมิ และระยะเวลาการให้น้ำ

พืชที่มีการคายน้ำได้ดี เช่น ต้นมะม่วง ต้นเงาะ ต้นข้าว ฯลฯ ย่อมจะดูดน้ำได้ดีกว่าพืชที่มีระบบการคายน้ำช้า เช่น ต้นกระบองเพชร ต้นหางจระเข้ เป็นต้น

น้ำจะซึมผ่านดินที่ร่วนซุย และมีผิวหน้าหยาบขรุขระได้ดีกว่าดินที่อัดกันแน่น และมีผิวหน้าเรียบ ดินที่มีผิวหน้าขรุขระอาจจะเปลี่ยนสภาพได้เพราะหยดน้ำ กล่าวคือดินที่มีผิวหน้าร่วนซุยจะค่อยอัดตัวกันแน่นเมื่อถูกกับน้ำ ทำให้น้ำซึมผ่านได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพื่อป้องกันการอัดตัวของดิน เราจะต้องพยายามหาระบบการให้น้ำที่มีละอองน้ำที่เล็กที่สุดเพื่อให้เหมาะสมกับพืชและสถานที่ปลูก

วัตถุปกคลุมดิน เช่น อินทรียวัตถุชนิดต่างๆ ที่มีขนาดเล็กพอประมาณ จะทำให้น้ำซึมลงดินได้โดยดินจะไม่ถูกทำลายเร็วเท่าที่ควร และวัตถุคลุมดินยังสามารถเก็บความชื้นไว้ได้ดีอีกด้วย เราอาจใช้ฟางข้าว กระดาษที่เจาะเป็นรู หญ้าแห้ง ใบจาก และวัตถุอื่นๆ มาทำเป็นวัตถุคลุมดินได้

อุณหภูมิสูงมีแนวโน้มที่จะทำให้การซึมผ่านของน้ำลงสู่ดินดีกว่าอุณหภูมิต่ำ ทั้งนี้เป็นเพราะพืชคายน้ำได้ดีเมื่ออุณหภูมิสูง

น้ำซึมลงไปในดินได้ เนื่องจากแรงดึงดูดของโลก น้ำจะเคลื่อนตัวจากดินที่เปียกไปตามช่องว่างระหว่างเมล็ดดินสู่ดินที่แห้ง ดินแห้งจะดูดน้ำไว้เป็นบางส่วนด้วยแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า adhesive force แรงนี้ทำให้น้ำเกาะอยู่รอบๆ เม็ดดิน การที่น้ำไหลเป็นสายหรือเกาะกันเป็นกลุ่มได้ก็เนื่องจากแรงอีกชนิดหนึ่งที่เราเรียกว่า cohesive force แรงนี้เป็นแรงเกาะกันระหว่างโมเลกุล, เมื่อน้ำมีมากเกินแรงทั้งสองจะดึงไว้ก็เคลื่อนตัวลงสู่เบื้องล่างตามแรงดึงดูดของโลก

น้ำที่อยู่ในดินจะซึมผ่านลงใต้ดินอย่างช้าๆ ทั้งนี้เพราะน้ำกับเม็ดดินแต่ละเม็ดมีแรงเกาะกัน น้ำเกาะกับผิวของเม็ดดินด้วยแรง adhesive force และน้ำโมเลกุลต่อๆ มาเกาะกันเองด้วยแรง cohsive force แรงทั้งสองชนิดนี้มีขนาดตั้งแต่ 0.33 บรรยากาศถึง 10,000 บรรยากาศ

ฉะนั้นน้ำที่อยู่ในดินพืชจึงไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมด น้ำที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ซึ่งเรียกว่า available water จะมีแรงเกาะกันระหว่างผิวดินกับน้ำประมาณ 15 บรรยากาศลงมา นอกจากนั้นพืชจะไม่สามารถนำไปใช้ได้ซึ่งเรียกว่า unavailable water

ดินต่างชนิดจะรับน้ำได้ต่างกัน โดยทั่วไปดินจะรับน้ำได้ดีแต่มีดินบางชนิดเมื่อแห้งจะรับน้ำได้ยากมาก การแก้ปัญหานี้เราใช้สารหรืออินทรียวัตถุที่มีคุณสมบัติดูดน้ำได้ดีใส่ลงไปในดิน สารเหล่านั้นจะช่วยดินรับน้ำไว้ได้มากขึ้น การแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่งคือการระวังรักษาความชุ่มชื้นของดินให้คงที่อยู่เสมอและไม่ปล่อยให้ดินแห้ง

คุณภาพของน้ำที่ใช้ในการชลประทานเป็นสิ่งที่ควรคำนึงโดยเฉพาะน้ำที่ได้มาจากแหล่งใหม่ๆ การตรวจสอบคุณภาพของน้ำควรน้ำควรจะทำเป็นระยะๆ ตลอดปี เพราะเราจะได้มั่นใจว่าน้ำที่ใช้ในการชลประทานนั้นเป็นน้ำที่มีคุณภาพเหมาะสมกับพืชที่ปลูก ถ้าน้ำมีปริมาณแร่ธาตุสูงเราต้องให้น้ำแก่พืชบ่อยครั้งขึ้น การให้น้ำแก่พืชแต่ละครั้งจะต้องใช้น้ำในปริมาณมากกว่าปกติ เพื่อทำให้แร่ธาตุที่เกินมานั้นสูญไปกับน้ำที่ไหลซึมลงสู่ใต้ดิน

คุณภาพของน้ำจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล และสถานที่ที่เป็นแหล่งน้ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจสอบคุณภาพของน้ำจากแหล่งต่างๆ บางครั้งมีความจำเป็นที่ใช้น้ำจากแหล่งต่างๆ ผสมกัน เพื่อให้ได้น้ำที่มีคุณภาพเหมาะสมกับพืชที่ปลูก

พืชบางชนิดมีคุณค่าและราคาแพงมาก เพราะฉะนั้นน้ำที่ใช้รดจะต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพสูงพืชบางชนิดมีปริมาณแร่ธาตุสูง ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับพืชชนิดนั้น นอกจากนั้นน้ำบางชนิดมีความเป็นกรดสูง จำเป็นต้องเอาแร่ธาตุออกจากน้ำ และปรับความเป็นกรดให้หมดไปเสียก่อนที่จะนำไปใช้กับพืชที่มีราคาแพง

โดยทั่วไปน้ำที่มีคุณภาพดีเหมาะสำหรับที่จะให้กับพืชควรมีคุณภาพสมบัติดังนี้คือ มีแร่ธาตุอยู่น้อย ซึ่งได้แก่ น้ำจากแหล่งน้ำจืดทั่วไป, น้ำทะเล, น้ำบาดาล และน้ำที่มีแร่ธาตุอยู่มากควรปรับปรุงคุณภาพก่อนที่จะนำไปให้กับพืช น้ำที่จะให้กับพืชควรมี pH ปานกลาง และควรเป็นน้ำที่ปราศจากเชื้อโรค เชื้อโรคบางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำ เมื่อนำมาให้กับพืช ต้นพืชอาจได้รับอันตรายได้

ระบบการให้น้ำทั่วๆ ไป

ก่อนที่จะตั้งสถานที่ทำการเพาะปลูก เกษตรกรจะต้องคิดเสียก่อนว่าจะได้น้ำมาจากแหล่งใดเพื่อนำมาให้พืชที่จะปลูก จะต้องเลือกระบบการให้น้ำที่เหมาะสมกับสถานที่ที่ปลูกพืชและชนิดของพืช การเลือกระบบการให้น้ำและสถานที่ที่ดินระบบการให้น้ำที่เหมาะสมจะทำให้ทุ่นค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายของการปลูกพืช

ระบบการให้น้ำมีอยู่หลายประการ จะกล่าวถึงลักษณะและการใช้พลังงานของแต่ละประเภท โดยสังเขปดังนี้

การให้น้ำโดยใช้แรงคน

ระบบการให้น้ำแบบนี้เป็นวิธีการเบื้องต้นของการให้น้ำแก่พืช เหมาะสำหรับพืชที่เพาะปลูกทีมีขนาดเล็กๆ ข้อดีของระบบการให้น้ำแบบนี้ คือ ต้นไม้ทุกต้นได้รับน้ำตามความต้องการ เครื่องมือที่ใช้มีราคาถูก และไม่สลับซับซ้อน ถ้าพื้นที่ทำการเพาะปลูกมีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น สวนส้ม สวนทุเรียน หรือสวนผักที่มีขนาดใหญ่ๆ ระบบการให้น้ำแบบนี้ต้องใช้แรงคนมากขึ้น ดังนั้นจึงมีการดัดแปลงระบบ โดยใช้เครื่องจักรเข้าช่วย เช่น ใช้เรือขนาดเล็กติดตั้งเครื่องสูบน้ำหันท่อน้ำออกเข้าหาแปลงปลูกพืช แล้วใช้คนบังคับเรือให้แล่นไปตามร่องน้ำ แปลงพืชก็จะได้รับน้ำจากเครื่องสูบน้ำ ข้อดีของระบบการให้น้ำนี้มีหลายประการ เช่น ลดค่าแรงงานสามารถให้น้ำแก่พืชได้ตามความต้องการ สามารถลดความเสียหายของพืชเนื่องจากแรงของน้ำเพราะเกษตรกรสามารถปรับขนาดของละอองน้ำให้เหมาะสมกับขนาดของพืชที่ปลูกได้

การให้น้ำด้วยระบบร่อง (Furrow system)

ระบบการให้น้ำแบบนี้ประกอบด้วยท่อส่งน้ำหนัก อาจจะเป็นคลองเล็กๆ ท่อเหล็กหรือท่อพลาสติกก็ได้ น้ำถูกส่งจากท่อน้ำหลักให้ไหลไปตามร่องเล็กๆ ระหว่างแถวที่ปลูกพืช น้ำที่ไหลไปตามร่องระหว่างแถวนั้น ก็จะซึมลงสู่ดิน และพืชจะได้รับน้ำจากดินอีกต่อหนึ่ง

สิ่งที่ควรคำนึงสำหรับการให้น้ำแบบ furrow นี้คือ

(1) ความยาวของแถวที่ปลูกพืช ถ้าดินที่ใช้ปลูกพืชเป็นดินทรายแถวที่ใช้ปลูกพืชควรยาวไม่เกิน 100 เมตร เพราะน้ำจะซึมผ่านลงในดินทรายได้ดี เมื่อเราปล่อยน้ำลงตามร่องแล้วน้ำก็จะซึมลงดินตอนต้นๆ แถวมาก และจะเหลือถึงปลายแถวเป็นจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับดินที่น้ำสามารถซึมผ่านได้น้อย เช่น ดินเหนียว แถวที่ปลูกพืชอาจจะมีความยาวจาก 100 เมตร ถึง 150 เมตร แต่ไม่ควรเกิน 150 เมตร ที่ปล่อยร่องควรจะมีที่กั้นน้ำเพื่อไม่ให้น้ำไหลออกจากร่องระหว่างแถว หรือที่ปลายอาจจะมีท่อที่รับน้ำเพื่อเก็บน้ำที่ไหลเกินออกมา ท่อรับน้ำจะนำน้ำกลับเข้าท่าส่งน้ำหลัก ซึ่งอาจจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ต่อไป

(2) ลักษณะของร่องระหว่างแถวที่ปลูกพืช การทำรูปร่องสำหรับน้ำไหล ส่วนใหญ่จะทำแบบท้องแบน เพื่อให้น้ำมีที่ผ่านลงดินได้มากขึ้น ความกว้างของท้องร่องขึ้นอยู่กับขนาดของพืชที่ปลูกอาจจะกว้างตั้งแต่ 40 ถึง 150 เซนติเมตร ในการทำสวนหรือไร่ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เครื่องจักรพ่นยาปราบศัตรูพืช วัชพืช และให้ปุ๋ยแก่ต้นพืช เกษตรกรจะต้องเตรียมที่ระหว่างแถวสำหรับการทำงานของเครื่องจักร ในกรณีนี้นิยมให้เครื่องจักรเดินไปตรงกลางแถวที่ปลูกซึ่งใช้ที่กว้างประมาณ 1½ ถึง 2 เมตร ร่องสำหรับน้ำไหลจะทำเป็นสองร่องยาวตลอดแถวปลูกพืช ร่องทั้งสองนี้จะอยู่ติดกับทางที่เครื่องจักรทำงาน ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างแถวปลูกพืช

(3) ความลาดเอียงของพื้นที่ พื้นที่ทำการเพาะปลูกควรจะลาดเอียงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำไหลได้สะดวก ถ้าพื้นที่ลาดเอียงมากเกินไป (เกินกว่า 5 องศา) ควรจะทำที่กั้นน้ำเตี้ยๆ ในร่องที่น้ำไหล ทั้งนี้เพื่อมิให้น้ำไหลเร็วเกินไป พื้นที่ที่อยู่ตามไหล่เขา ไม่ควรให้น้ำแก่พืชแบบ furrow เพราะจะสูญเสียน้ำมาเกินความจำเป็น

(4) เวลาที่ใช้ในการปล่อยน้ำจากท่อหลักให้ไหลไปตามร่องระหว่างแถว ระยะเวลาที่เหมาะสมในการน้ำพิจารณาจากชนิดของดิน ความลาดเอียงของพื้นที่ ลักษณะของร่องที่น้ำไหล ชนิดของพืช และอายุของพืช การให้น้ำแก่พืชควรกระทำเมื่อพืชต้องการเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ระยะเวลาการให้น้ำที่เหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้จากการปลูกพืชชนิดนั้นๆ มาแล้ว

การให้น้ำแบบ furrow นี้เหมาะสมกับปลูกพืชที่มีเนื้อที่ในการปลูกขนาดใหญ่ๆ เช่น สวนส้ม สวนดอกไม้ ข้อดีของการให้น้ำแบบนี้อีกประการหนึ่งคือ ช่วยลดโรคระบาดที่มากับน้ำซึ่งจะเข้าทำลายพืชทางใบและลำต้น เพราะการให้น้ำแบบนี้ ใบและลำต้นจะไม่ถูกน้ำเลย แต่การให้น้ำแบบ furrow นี้ไม่สามารถใช้ได้ดีกับพืชที่มีอายุน้อยๆ เพราะระบบรากของพืชดังกล่าวยังไม่เจริญเติบโตพอที่จะดูดน้ำจากดินได้เท่าที่ควร

การให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ (Sprinkler System)

หลักการของการให้น้ำแก่พืชโดยวิธีมีดังนี้ คือ ปล่อยน้ำที่มีแรงอัดออกจากหัวฉีดน้ำที่ออกมาจากหัวฉีดจะมีลักษณะเป็นละออกฝอยเนื่องจากแรงอัด

(1) Fixed spray head sprinkler แต่เดิม sprinkler แบบนี้ประดิษฐ์ขึ้นใช้ในการรดน้ำสนามหญ้า แต่ในปัจจุบันนำมาใช้กับพืชทั่วๆ ไปที่ปลูกในกระถางเล็กๆ sprinkler แบบนี้มีหัวฉีดน้ำที่อยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหว เราสามารถปรับหัวฉีดให้ฉีดน้ำออกมาในรูปต่างๆ ได้ตามความต้องการ เช่น รูปสี่เหลี่ยม รูปวงกลม และครึ่งวงกลม เป็นต้น การติดตั้งหัวฉีดเป็นไปในแนวตั้งฉากกับพื้นดิน ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ sprinkler แบบนี้มีราคาถูกและหาง่าย เหมาะมสำหรับใช้ฉีดต้นไม้ในเรือนเพาะชำ

ประสิทธิภาพในการทำงานของ sprinkler แบบนี้อยู่ระหว่าง 50 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือ ถ้าละอองน้ำสามารถฉีดออกจากหัวไกล 10 ฟุต พืชที่อยู่ในระยะ 5 ถึง 7.5 ฟุต จากหัวฉีดจะได้รับน้ำตามปริมาณที่พอเหมาะ ส่วนพืชที่อยู่ไกลออกไปจะได้รับน้ำน้อยลง

(2) Rotating impact sprinkler ต่างกับแบบแรก คือ sprinkler แบบนี้มีหัวฉีดที่หมุนได้ 1-2 รอบต่อนาที การหมุนของหัวฉีดเกิดจากแรงอัดของน้ำ sprinkler แบบนี้เหมาะสำหรับพืชที่ปลูกในพื้นที่ใหญ่ๆ หัวฉีดสามารถจัดให้หมุนเป็นวงกลมหรือส่ายไปมาในรัศมีที่เราต้องการได้หัวฉีดสามารถเปลี่ยนแปลงขนาดได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องเปลี่ยนท่อส่งน้ำ หัวฉีดบางชนิด สามารถที่จะจัดละอองน้ำให้ตกใกล้หรือไกลได้ตาม ขนาดพื้นที่ที่ปลูกพืช (แต่อยู่ในวงจำกัด)

การเพิ่มขนาดหัวฉีดจะทำได้ต่อเมื่อเราเพิ่มแรงอัดของน้ำในท่อส่งน้ำ ทั้งนี้เพื่อให้น้ำที่ฉีดออกมาแตกเป็นละองฝอยอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเราใช้ขนาดของท่อส่งและขนาดของหัวฉีดขนาดเดียวกัน รัศมีการกระจายของละอองน้ำจะขึ้นอยู่กับแรงอัดของน้ำในท่อส่งน้ำ

(3) Whirling rotation sprinklers เป็น sprinkler ที่มีขนาดเล็กมาก เนื่องจาก sprinkler แบบนี้มีหัวฉีดที่หมุนได้เร็ว จึงทำให้รัศมีของละอองน้ำไปได้ในระยะทางที่สั้น ละอองน้ำจากหัวฉีดมีขนาดเล็กๆ จึงไม่ทำอันตรายแก่ต้นพืช และไม่ทำลายสภาพของดินที่ปลูกพืช sprinkler แบบนี้อาจจะมีหัวฉีดเดียวหรือมากกว่าก็ได้ มีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย เหมาะสำหรับที่จะใช้ greenhouse (เรือนกระจกที่สามารถปรับอุณหภูมิและความชื้นได้) หรือเรือนไม้ระแนง

(4) Nozzle lines หลักการของ sprinkler แบบนี้คือมีท่อส่งน้ำ และที่ท่อส่งน้ำติดตั้งหัวฉีดหลายอันเรียงรายเป็นระยะๆ ตลอดท่อ ตอนต้นของท่อส่งน้ำมีที่ปิดเปิดน้ำให้น้ำผ่านเข้าท่อส่งน้ำเมื่อต้องการ ท่อส่งน้ำอาจติดตั้งเหนือพื้นดิน หรือติดตั้งไว้บนดินก็ได้ ท่อน้ำที่อยู่เหนือดินต้องมีความแข็งแรงพอประมาณ เช่น ท่อเหล็ก การให้น้ำแบบนี้ส่วนใหญ่ใช้กับพืชที่ปลูกในไร่ ที่ต้องการน้ำมากและตรงเวลา แต่สามารถดัดแปลงใช้กับพืชที่ปลูกใน greenhouse และเรือนระแนง ทั้งนี้ จะต้องติดตั้งให้สูงพอประมาณ เพื่อมิให้กีขวางการทำงานของคน

ท่อส่งน้ำที่ติดตั้งบนพื้นดินจะใช้เป็นท่อชนิดใดก็ได้ การวางท่อน้ำแบบนี้น้ำจะไปได้ไกลประมาณ 1-2 เมตร จากหัวฉีดเหมาะสมสำหรับแปลงเพาะชำ เพราะละอองน้ำมีขนาดเล็กไม่เป็นอันตรายแก่ต้นพืชที่มีอายุน้อย

การให้น้ำแบบน้ำท่วม (Flooding)

หลักการของการให้น้ำแบบนี้มีดังนี้คือ จะต้องเตรียมที่ขังน้ำ เช่น ทำคันขึ้นล้อมรอบพื้นที่ที่ปลูกพืช หรือทำเป็นบ่อใกล้โคนต้นพืชก็ได้ แล้วนำน้ำเข้าที่ขังน้ำ ท่วมพืชที่ปลูก การนำน้ำเข้าที่ขังน้ำอาจทำได้โดยใช้ระหัดหรือเครื่องสูบน้ำซึ่งใช้กันอยู่ทั่วไปในที่ที่ปลูกข้าวในประเทศเรา การนำน้ำเข้าที่ขังน้ำ โดยเฉพาะพืชขนาดใหญ่ๆ ทำได้โดยการวางท่อส่งน้ำใต้ดิน และมีทางให้น้ำออกมาตรงกลางที่ขังน้ำ การนำน้ำเข้าโดยวิธียังไม่พบว่าใช้อยู่ในประเทศเรา แต่ใช้กันทั่วไปในต่างประเทศ เมื่อเราใช้การให้น้ำแก่พืชด้วยวิธีนี้

การให้น้ำแก่พืชโดยการปล่อยให้น้ำท่วมต้นพืชใช้ได้ดีต่อเมื่อพืชต้องการน้ำมาก หรือในพื้นที่ที่เป็นดินทราย ขอกล่าวตัวอย่างของการให้น้ำแก่ต้นส้มในมลรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา ความจริงแล้วต้นส้มไม่ต้องการน้ำมากเกินไปกว่าพืชทั่วไป แต่เกษตรกรในมลรัฐฟลอริด้าให้น้ำแก่ต้นส้มโดยวิธีปล่อยให้น้ำท่วมต้นส้มเป็นระยะๆ อาจจะมีนักศึกษาบางท่าน ถามว่าทำไมเขาจึงทำกันอย่างนั้น ต้นส้มมิตายหมดหรือ ? ที่เขาทำได้ก็เพราะว่าเขามีความจำเป็นต้องทำ ดินในบริเวณที่ปลูกส้มเป็นดินทรายล้วน ดินทรายไม่สามารถเก็บความชื้นไว้ได้เลย ดังนั้นวิธีการให้น้ำโดยวิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ดีและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่

การให้น้ำแก่พืชโดยธรรมชาติ

พืชบางชนิดต้องการน้ำในระยะเริ่มแรกของการเจริญเติบโต พืชดังกล่าวจึงสามารถเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องใช้น้ำจากการชลประทาน ถ้าเกษตรหาเวลาปลูกที่เหมาะสมเพื่อให้พืชเหล่านั้นได้รับน้ำฝน พืชดังกล่าวได้แก่ พืชไร่บางชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาเล่ ถ้าเกษตรลงเมล็ดปลูกพืชชนิดเหล่านี้ตอนต้นฤดูฝน พืชเหล่านั้นก็จะเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องใช้น้ำจากการชลประทาน ด้วยเหตุที่พืชเหล่านี้เจริญเติบโตด้วยน้ำฝน จึงมีระยะเวลาปลูกในเวลาจำกัด คือระยะที่มีฝนเท่านั้น ถ้าฝนแล้งการปลูกพืชชนิดนี้จะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

การทำฝนเทียม

ในปัจจุบันการเพาะปลูกพืชส่วนใหญ่ของประเทศไทย ยังคงใช้น้ำฝนธรรมชาติ บางครั้งอาจเกิดฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานๆ ประเทศไทยได้มีการพัฒนาการทำฝนเทียมขึ้นมาใช้ ซึ่งใช้หลักการอันเดียวกับการเกิดฝนธรรมชาติ คือ มีการสร้างหรือเร่งให้เมฆก่อตัวขึ้น ทำให้ก้อนเมฆที่เกิดขึ้นรวมตัวกันที่บริเวณเป้าหมายและทำให้เมฆเปลี่ยนเป็นฝนอย่างรวดเร็วในบริเวณเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่ละขั้นตอนที่มีการใช้สารเคมีชนิดต่างๆ เข้าบังคับให้ไอน้ำในบรรยากาศรวมตัวกันที่เป้าหมาย การทำฝนเทียมมีอุปสรรคที่สำคัญดังนี้คือ ในสภาพที่บรรยากาศมีความชื้นต่ำมากๆ ประกอบกับมีอุณหภูมิสูงมากๆ จะทำให้ไม่สามารถทำฝนเทียมได้, สภาพบรรยากาศที่มีลมเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ทำให้ก้อนเมฆไปรวมตัวกันห่างจากเป้าหมายที่กำหนดไว้และในการใช้สารเคมีฉีดพ่นในบรรยากาศจะต้องใช้ในอัตราที่เหมาะสม ถ้าใช้มากเกินขนาดการทำฝนเทียมก็จะไม่ได้ผล

การทำฝนเทียมนี้มีประโยชน์มากในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเพาะปลูกในที่ทุรกันดาร ฝนทิ้งช่วงบ่อยๆ ถ้าในฤดูเพาะปลูกหนึ่งได้มีการทำฝนเทียมกัน 1-2 ครั้ง ก็จะทำให้ความเดือดร้อนเกษตรกรและความเสียหายของผลผลิตลดลงได้อย่างมาก

การให้น้ำแบบหยด

ในปัจจุบันประเทศไทยมีระบบการให้น้ำแก่พืชอีกระบบหนึ่ง ให้น้ำแก่พืชอีกระบบ (drip irrigation) ซึ่งมีหลักการโดยทั่วไปดังนี้คือ น้ำจะถูกปล่อยไปตามท่อส่งน้ำ และที่ปลายท่อจะมีหัวปล่อยน้ำให้กับต้นพืชที่ปลูก น้ำที่พืชได้รับจะมีปริมาณน้อยแต่พืชจะได้รับเป็นเวลานานๆ

ระบบการให้น้ำแบบหยดจะประกอบด้วย ถังกรองน้ำ, ถังเก็บน้ำกรอง, ท่อส่งน้ำจากถังน้ำกรองไปยังแปลงที่ปลูกพืช, หัวปล่อยน้ำ (Emitter) ที่วางหัวปล่อยน้ำ และเครื่องปั้มน้ำอัตโนมัติ สามารถตั้งเวลาได้ตามความต้องการ ในปัจจุบันหัวปล่อยน้ำสำหรับการให้น้ำแก่พืชในระบบนี้มีหลายชนิด เช่น เป็นท่อยางสีดำขนาดเล็กๆ หัวปล่อยน้ำทำด้วยพลาสติกปรับปริมาณน้ำได้และหัวปล่อยน้ำทำด้วยแท่งดินเผา หัวปล่อยน้ำเหล่านี้มีใช้กันในประเทศไทยและเป็นสิ่งประดิษฐ์ของคนไทย ทำให้ราคาถูกลงมาก

ข้อดีสำหรับการให้น้ำแก่พืชแบบหยดคือใช้น้ำในปริมาณน้อยกว่าปกติมาก, เสียค่าแรงงานในการให้น้ำน้อยลง เมื่อพื้นที่เพาะปลูกติดตั้งระบบการให้น้ำแบบนี้แล้ว จะสามารถใช้งานได้นานประมาณ 10 ปี ระบบการให้น้ำแบบหยดใช้ได้ดีกับการปลูกพืชต้น เช่น สวนส้ม ส่วนแอปเปิ้ล และพืชยืนต้นอื่นๆ และทำให้พืชบางชนิดสามารถออกดอกออกผลได้เร็วกว่าปกติ เช่น ต้นมะขามจะออกดอกและติดฝักได้ในเวลาเพียง 1 ปี 4 เดือน (ตามปกติใช้เวลาถึง 4 ปี) และต้นน้อยหน่าหนังออกดอกออกผลได้ในเวลาเพียง 4 เดือน (ปกติใช้เวลา 2-3 ปี) นอกจากนั้น การให้น้ำแก่พืชโดยระบบน้ำหยดยังใช้ได้ดีกับการปลูกพืชกระถางในปริมาณมากๆ และพืชที่ปลูกในที่ที่จำกัด

ข้อเสียของการให้น้ำแบบหยดคือต้องใช้เงินลงทุนสร้างระบบการส่งน้ำในขั้นแรกค่อนข้างสูง และน้ำที่ใช้ต้องสะอาดถ้าใช้น้ำที่ไม่ได้กรอง จะทำให้หัวปล่อยและท่อส่งน้ำมีสิ่งอุดตันเร็ว