ปุ๋ย และ วิธีการให้ปุ๋ย แก่พืชผักผลไม้

ปุ๋ย

เนื่องจากไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมที่มีอยู่ในดินถูกชะล้างได้ง่าย และพืชต้องการในปริมาณที่มากกว่าธาตุอื่นๆ ฉะนั้นดินมักขาดธาตุดังกล่าว จึงจำเป็นต้องเติมลงไปเมื่อทำการเพาะปลูกเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของพืช การเติมไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมนี้ทำได้โดยการใส่ปุ๋ยไปในดินปุ๋ยที่ใช้นี้แบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดด้วยกันคือ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกและปุ๋ยพืชสด

1. ปุ๋ยวิทยาศาสตร์

เป็นปุ๋ยที่เพิ่มอาหารให้แก่ดินแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้คุณสมบัติของดินดีขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ปุ๋ยสำเร็จรูปและปุ๋ยเดี่ยว

ปุ๋ยเดี่ยว เป็นปุ๋ยที่มีอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ

  • ปุ๋ยไนโตรเจน ให้ธาตุไนโตรเจน (N)
  • ปุ๋ยฟอสฟอรัส ให้ธาตุฟอสฟอรัสในรูปกรดฟอสฟอริก (P2O5)
  • ปุ๋ยโปแตส ให้ธาตุโปแตสในรูปโปแตสเซียมออกไซด์ (K2 O)

เกษตรกรสามารถซื้อปุ๋ยเดี่ยวมาทำการผสมเอาตามอัตราส่วนที่ทางกรมเกษตรได้ค้นพบว่าเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชนั้นๆ

ปุ๋ยสำเร็จรูป หรือ ปุ๋ยผสม (mixed fertilizer) เป็นปุ๋ยซึ่งประกอบขึ้นจากการเอาปุ๋ยที่มีอาหารธาตุพวกไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสมาผสมกันเข้าเพื่อให้เป็นปุ๋ยเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ปุ๋ยผสมที่ไม่สมบูรณ์ (incomplete fertilizer) กับปุ๋ยผสมซึ่งมีอาหารธาตุอยู่เพียง 2 ธาตุซึ่งอาจจะมี ไนโตรเจนกับฟอสฟอรัส ไนโตรเจนกับโปแตสหรือฟอสฟอรัสกับโปแตสเซียมก็ได้ ปุ๋ยผสมที่สมบูรณ์ (complete fertilizer) เป็นปุ๋ยที่ผสมอาหารธาตุได้ครบทั้ง 3 ธาตุ คือ มีไนโตรเจนฟอสฟอรัสและโปแตส อาหารธาตุที่มีในปุ๋ยผสมจะมีอยู่ในอัตราส่วนต่างๆ กัน ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชและระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน บริษัททที่ผลิตปุ๋ยขายจะบอกเป็นเกรด (grade หรือ fertilizer grade) ซึ่งหมายถึงปริมาณอาหารธาตุของพืชที่ต่ำที่สุดซึ่งมีอยู่ในปุ๋ยนั้นๆ มักจะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักของอาหารธาตุเช่น บอกว่าปุ๋ยผสม มีเกรด (grade หรือ fertilizer grade) 15-20-5 ก็หมายความว่าปุ๋ยนั้นมีธาตุไนโตรเจนอยู่ 15% มี P2O5 20% และ K2O 5% โดยน้ำหนัก หรือว่าในปุ๋ยผสม 100 กิโลกรัม มีธาตุไนโตรเจนอยู่ 15 กิโลกรัม P2O5 20 กิโลกรัม และ K2O 5 กิโลกรัม นอกจากนี้เป็น filter ซึ่งเป็นวัตถุที่ใส่ลงไปเพื่อให้ปุ๋ยผสมมีน้ำหนักครบตามต้องการสารที่ใช้เป็น filter ได้แก่ทราย เปลือกถั่ว ขี้เลื่อย ฯลฯ จากเกรด (grade หรือ fertilizer grade) จะคิดเป็น fertilizer ratio คือสัดส่วนโดยน้ำหนักของไนโตรเจนต่อฟอสฟอรัส (P2O5) ต่อโปแตส (K2O) ก็ได้ เช่น ปุ๋ยผสมมีเกรต 15-20-5 ก็มี fertilizer ratio เท่ากับ 3-4-1 เป็นต้น

2. ปุ๋ยหมัก

คือปุ๋ยที่เกิดจากการหมักเศษของพืช เช่น หญ้าแห้ง ฟางแห้ง ใบไม้ ลำต้น หรือตอชังของพืชในไร่นา หรือขยะของบ้านเรือนร่วมกับมูลสัตว์ หรือสิ่งที่ช่วยให้เศษพืชนั้นสลายตัวเร็วขึ้น โดยวางสลับชั้นระหว่างเศษของพืชกับมูลสัตว์ และคอยรดน้ำให้พอชุ่มตลอดเวลาที่หมักปุ๋ย และหมั่นกลับกองปุ๋ยเพื่อให้ซากพืชผุเปื่อยเร็วขึ้น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน กองปุ๋ยหมักก็พร้อมที่จะนำไปใช้ได้ ปุ๋ยชนิดนี้หาได้ง่ายและมีราคาถูกที่สุด โดยทั่วไป ปุ๋ยหมักจะมีธาตุอาหาร ดังนี้

  • ไนโตรเจนประมาณร้อยละ 1.5-3 หรือโดยเฉลี่ยร้อยละ 3 ของน้ำหนักแห้ง
  • ฟอสฟอรัสประมาณร้อยละ 0.5-1 ของน้ำหนักแห้ง
  • โปแตสเซียมประมาณร้อยละ 1-2 ของน้ำหนักแห้ง

ถึงแม้ว่าปุ๋ยหมักจะมีคุณค่าทางอาหารครบแต่ก็มีอย่างละน้อย ถ้าจะให้ได้ผลดีเต็มที่ควรจะใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด แต่อย่างไรก็ดีปุ๋ยหมักมีคุณสมบัติครบถ้วนในทางที่จะช่วยให้ดินร่วนซุยอยู่เสมอ ช่วยลดความเหนียวของดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ความเป็นกรดเป็นด่างของดินเหมาะสม ป้องกันการชะล้างอาหารธาตุ การใช้ปุ๋ยหมักอาจจะใส่เมื่อเตรียมดินก่อนปลูกพืชหรือจะใช้เป็นวัตถุคลุมดินก็ได้ประโยชน์ดี

3. ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยมูลสัตว์

ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยมูลสัตว์ (animal manures) เป็นปุ๋ยที่หาได้ง่าย มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น มูลวัว มูลควาย มูลค้างคาว ฯลฯ ปุ๋ยคอกแต่ละชนิดจะมีปริมาณธาตุอาหารแตกต่างกันไปทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ อายุของสัตว์ ชนิดของอาหารและวิธีการเลี้ยงสัตว์ เช่น ปุ๋ยคอกที่ได้จากสัตว์พวกไก่จะมีธาตุอาหารสูงมากกว่ามูลม้าและวัวเป็นต้น พวกอุจจาระที่มีในปุ๋ยคอกนั้นจะต้องรอให้พวกจุรินทรีย์เข้าย่อยทำลายเสียก่อน พืชจึงจะนำไปโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมในนั้นไปใช้ได้ ส่วนไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมที่มีในปัสสาวะนั้นพืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ในการเก็บปุ๋ยคอกมักจะใช้เศษหญ้า ขี้เลื่อย หรือเศษฟางใส่ลงไปผสมกับปุ๋ยคอก ในอัตราส่วนฟางต่อปุ๋ย = 1:4 เพื่อให้ฟาง เศษหญ้า หรือขี้เลื่อยคอยดูดซับป้องกันมิให้อาหารธาตุที่ละลายน้ำไหลออกและสูญหายไป นอกจากนี้ปุ๋ยคอกยังมีประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพของดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี มีความชื้นสูง และทำให้พืชที่ปลูกเจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งได้ดีและทำการถอนได้ง่าย

4. ปุ๋ยพืชสด

ปุ๋ยพืชสดคือปุ๋ยซึ่งเกิดจากการไถกลบพืชสดๆ ที่ปลูกขึ้นบนพื้นที่นั้นหรือตัดพืชสดจากที่อื่นแล้วนำมาไถกลบลงไปในดิน เพื่อเพิ่มสารอินทรีย์วัตถุหรือ humus และปริมาณธาตุอาหารให้แก่ดิน พืชที่ใช้เป็นปุ๋ยชนิดนี้อาจเป็นพืชพวกตระกูลถั่วหรือเป็นพืชชนิดอื่นก็ได้ แต่ส่วนมากนิยมใช้พืชพวกตระกูลถั่ว ทั้งนี้เนื่องจากว่าพืชพวกตระกูลถั่วสามารถเอาไนโตรเจนจากอากาศมาใช้เป็นประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อไถกลบและเน่าเปื่อยไป ไนโตรเจนที่อยู่ในพืชก็จะถูกปลดปล่อยออกมาอยู่ในดิน พืชอื่นๆ สามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์นั้นจะมีมากกว่าการให้พืชชนิดอื่นๆ กล่าวคือ พืชตระกูลถั่วจะเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้แก่ดินมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ เช่น หญ้าต่างๆ หรือฟาง พืชที่นิยมใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ปอเทือง ถั่วลาย และพวกโสนชนิดต่างๆ ฯลฯ

หลักในการให้ปุ๋ย

  1. เมื่อจะทำการใส่ปุ๋ยควรพิจารณาถึงลักษณะของดิน ชนิดของพืช และฝนฟ้าอากาศ (climate) ทั้งนี้เพราะว่าดินแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการที่จะยอมให้น้ำผ่านและความสามารถในการยึดหรือจับอาหารของพืชได้แตกต่างกัน ฝนฟ้าอากาศ (cilmate) เช่น ฝนและอุณหภูมิมีอิทธิพลทำให้พืชที่เจริญเติบโตเร็ว เช่น หัวผักกาดแดง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 วันก็โตเต็มที่ ใส่ปุ๋ยเพียงครั้งเดียวตลอดชีวิตของมันก็นับว่าเพียงพอ แต่ถ้าเป็นพืชที่มีอายุนานกว่านี้ เช่น พืชพวกหญ้าก็ควรจะใส่หลายๆ ครั้ง
  2. ปุ๋ยที่ใส่ต้องอยู่ในบริเวณที่รากพืชสามารถไปถึงได้อย่างรวดเร็ว และจะต้องมีความเข้มข้นพอเหมาะ คือไม่ทำอันตรายแก่ราก
  3. เลือกวิธีการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับลักษณะของพืชที่ปลูก เช่น ปลูกพืชเป็นแถวก็ใส่ปุ๋ยเป็นแถวขนานกับแถวพืชที่ปลูก ปลูกพืชโดยวิธีหว่านก็ใส่ปุ๋ยโดยการหว่านไปพร้อมกับหว่านเมล็ดหรือหว่านคลุมลงไปบนต้นพืชโดยตรง เป็นต้น
  4. เนื่องจากปุ๋ยเป็นอาหารของพืชทุกชนิด เพราะฉะนั้นในการเตรียมดินควรเก็บหญ้าออกให้หมดหลังจากการไถแล้ว ถ้าเก็บหญ้าไม่หมดมันจะแย่งปุ๋ยที่ใส่ลงไป ทำให้พืชที่จะปลูกไม่ได้รับปุ๋ยเต็มที่ และไม่งอกงามเท่าที่ควร
  5. ในการให้ปุ๋ยแก่พืชนี้ควรกะระยะที่ปุ๋ยนั้นจะเป็นประโยชน์แก่พืชมากที่สุด โดยให้ตรงกับระยะที่พืชต้องการและมีการเสียปุ๋ยไปโดยเล่าประโยชน์ เนื่องจากการชะล้าง (leaching) และเซาะกร่อนของดิน (erosion) น้อยที่สุด
  6. ในการใส่ปุ๋ยควรจะใส่ให้บ่อยครั้ง แต่ให้ครั้งละน้อยๆ ดีกว่าใส่น้อยครั้งแต่ครั้งละมากๆ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลที่ว่าถ้าเราให้ครั้งละมากๆ ปุ๋ยที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ก็มากตามขึ้นไปด้วย

วิธีการให้ปุ๋ย

  1. ให้ปุ๋ยโดยการหว่าน (broad-cast application) ก่อนหว่านควร แบ่งปุ๋ยที่จะหว่านแต่ละครั้งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ส่วนแรกให้หว่านบางๆ ตามแนวทิศเหนือ ทิศใต้ให้สม่ำเสมอกันทั่วพื้นที่ชั้นหนึ่งก่อน ส่วนที่สองให้หว่านบางๆ ตามแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตกให้สม่ำเสมอทั้งพื้นที่ทับอีกครั้งหนึ่ง โดยวิธีนี้จะให้หว่านปุ๋ยกระจายสม่ำเสมอ ทั้งพื้นที่และทำให้พืชโตเสมอกัน การหว่านจะหว่านพร้อมกับหว่านเมล็ด หรือหว่านคลุมไปบนต้นพืชโดยตรง หรือหว่านก่อนจะปลูกพืช เช่น หว่านก่อนไถหรือหว่านหลังไถก็ได้ ข้อควรระวังในการหว่านปุ๋ยก็คือ ไม่ควรหว่านปุ๋ยในขณะที่ฝนตกหรือพายุหรือลดพัดแรงมากๆ
  2. ให้ปุ๋ยโดยการโรยเป็นแถวขนานกับแถวของพืชที่ปลูก (row or banding application) วิธีนี้ใช้กับพืชที่ปลูกเป็นแถว โดยโรยปุ๋ยห่างจากแถวของพืชหรือแถวของเมล็ดประมาณ 2 นิ้ว
  3. ให้ปุ๋ยโดยการใส่ปุ๋ยลงไปในดินที่ขุดเป็นหลุมหรือทำปุ๋ยให้เป็นก้อน (pellet) แทนที่จะหว่านคลุกเคล้าเข้ากับดิน วิธีนี้จะลดพื้นที่สัมผัสระหว่างปุ๋ยกับดินลงเหลือน้อยที่สุด หลุมหรือรูที่ขุดจะลึกประมาณ 12-20 นิ้ว แล้วอัดปุ๋ยลงไป การใส่ปุ๋ยแบบนี้มักใช้กับพวกไม้ยืนต้น โดยขุดรูรอบๆ รัศมีร่มใบและใส่ในระยะต้นฤดูฝน
  4. ให้ปุ๋ยโดยการคลุมเมล็ดพืชกับปุ๋ยก่อนที่จะนำมาปลูกหรือหว่าน
  5. ให้ปุ๋ยโดยการพ่นหรือฉีดปุ๋ยลงไปยังต้นพืชที่ปลูกอยู่โดยตรง
  6. ให้ปุ๋ยโดยการใส่ปุ๋ยลงไปในดินตามร่องที่ไถ (plow-sole placement) ทำได้โดยการใช้เครื่องมือครูดไปตามผิวดินเป็นแถวขนานกัน แล้วโรยปุ๋ยไปตามร่องดินที่ถูกครูดนั้น
  7. ใช้ปุ๋ยแข็งละลายน้ำแล้วนำต้นกล้าของพืชที่จะย้ายไปปลูกมาแช่ (starter solution)
  8. ให้ปุ๋ยโดยการฉีดปุ๋ยเหลวเข้าไปในลำต้นพืช (injection)
  9. ให้ปุ๋ยโดยโรยปุ๋ยรอบต้นตามแนวพุ่มใบ (ring application)