วิธีการเลือกเมล็ดพันธุ์ เพื่อใช้ในการเพาะปลูก

เมล็ดพันธุ์

เมล็ดพันธุ์ผักที่ใช้ปลูกกันนั้นมี 2 ประเภท คือ เมล็ดพันธุ์ลูกผสม (F1 Hybrid) และเมล็ดพันธุ์แท้ ทั้งนี้ จะใช้เมล็ดอะไรแล้วแต่ชนิดของผักที่จะปลูก ผักที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมนั้น เกษตรกรจะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่จะปลูก ไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์จากผักที่ปลูกไว้ใช้เอง เพราะจะให้ลูกหลานไม่เหมือนเดิม แต่ผักที่ใช้เมล็ดพันธุ์แท้ปลูกนั้น หากเกษตรกรมีความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์ ก็สามารถจะเก็บเมล็ดพันธุ์จากผักที่ปลูกนั้นไว้ใช้ในปีต่อไปได้ ลูกหลานจะได้ไม่กลายพันธุ์

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าเมล็ดพันธุ์ประเภทใดมีหลักการในการเลือกคุณภาพของเมล็ดที่ดีต่อไปนี้เหมือนกัน

1. มีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงและมีอัตราการงอกดี หมายถึง ทุกเมล็ดหรือเกือบทุกเมล็ดที่เพาะลงไปต้องงอก และงอกได้รวดเร็วหลังการเพาะ ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ได้ต้นผักที่สมบูรณ์แข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว และมีโอกาสเป็นโรคเน่าคอดินในระยะกล้าน้อยมาก และเมื่อเมล็ดมีคุณสมบัติเช่นนี้ จะทำให้การคำนวณการใช้เมล็ดในพื้นที่จะปลูกนั้นง่ายและแน่นอน ผักในแปลงจะมีระยะห่างและอัตราการเจริญเติบโตใกล้เคียงสม่ำเสมอกัน การที่เมล็ดจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงและอัตราการงอกดีนั้น จะได้จากเมล็ดพันธุ์ใหม่ เก็บไว้ไม่ค้างปี อย่างก็ดี ถ้ามีวิธีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ถูกต้องตามวิธีการแล้ว แม้ว่าเมล็ดนั้นจะมีอายุ 1-2 ปี ก็ยังมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงอยู่

โดยทั่วไปก่อนจะตัดสินใจใช้เมล็ดพันธุ์ปลูกเป็นการค้า ควรทดสอบทั้งเปอร์เซ็นต์ความงอกและอัตราการงอกเสียก่อน โดยทดลองเพาะในกระดาษชื้นๆ สัก 25-50 เมล็ด โดยกำหนดระยะเวลา 7 วัน แล้วตรวจดูว่าเมล็ดนั้นงอกกี่เมล็ด ก็จะทราบเปอร์เซ็นต์การงอกภายใน 7 วัน เมล็ดพันธุ์ที่ดีควรงอกหมดภายใน 7 วัน ไม่ควรจะทยอยกันงอกจนล่าช้าเกิน 15 วัน จะทำให้ต้นผักที่ได้โตไม่สม่ำเสมอ ยกเว้นเมล็ดพันธุ์ที่งอกช้าตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ก็สามารถมีวิธีเร่งให้งอกเร็วได้

2. มีความแน่นอนของพันธุ์ กล่าวคือ เมล็ดนั้นเมื่อปลูกแล้วจะให้ต้นผักที่มีลักษณะดีตามที่บอกไว้ตามข้างหีบ กล่อง ห่อที่บรรจุพันธุ์นั้นไว้ เนื่องจากผักนั้นถ้าปลูกหลายชนิดปนกัน แต่เป็นผักในตระกูลเดียวกัน ผักเหล่านั้นอาจผสมปะปน ทำให้เมล็ดที่ได้เมื่อนำไปปลูกจะได้ต้นใหม่ที่ไม่เหมือนต้นแม่ที่ให้เมล็ดนั้น พืชเช่นนี้มีหลายชนิด เช่น แตงกวา ฟักทอง กะหล่ำปลี ข้าวโพดหวาน ดังนั้น เกษตรกรผู้จะผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านี้ไว้ใช้เอง จึงควรมีความรู้ในการปลูกพันธุ์พืชเหล่านี้แยกกันในระยะไกลพอเพื่อมิให้เกิดการผสมข้ามเกิดขึ้น โดยทั่วไปข้าวโพดหวานไม่ควรผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง

3. เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากเชื้อโรคและแมลง หมายถึง เมล็ดจะต้องมาจากกรรมวิธีการผลิตที่ถูกต้อง รวมทั้งวิธีการเก็บรักษาบรรจุหีบที่ถูกวิธีด้วย หากเมล็ดที่ผลิตมาไม่ได้มาตรฐาน จะมีเชื้อโรคและแมลงที่เป็นศัตรูต่อผักนั้น ติดมากับเมล็ดในส่วนของเปลือกเมล็ด หรือภายในเมล็ดได้ ซึ่งจะไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคนั้นก่อนปลูกได้ ดังนั้น เมื่อนำเมล็ดนั้นไปปลูก เมื่อเมล็ดงอกเป็นต้นผัก ต้นผักนั้นก็จะเป็นโรคทันที ทำให้ผลิตผลเสียหายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น จึงควรเลือกเมล็ดพันธุ์ผักที่ผลิตจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐาน มีการรับรอง

4. เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากสิ่งต่างๆ เช่น เมล็ดวัชพืช เศษหญ้า กรวด ทราย แม้กระทั่งเมล็ดลีบ เมล็ดแตก เศษลำต้นผัก สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคในการทำสวนผักขั้นต่อไปและแม้แต่การคำนวณน้ำหลักเมล็ดเพื่อใช้ในพื้นที่การเพาะปลูก

ในกรณีที่เกษตรกรจะผลิตเมล็ดพันธุ์ผักใช้เอง หรือซื้อเมล็ดพันธุ์มาแล้วยังไม่ใช้ ต้องการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้โดยให้ความงอกยังอยู่ดี ควรปฏิบัติดังนี้ ทั้งนี้ ต้องคำนึงว่าเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่นั้น มีความแก่เต็มที่ดีแล้ว

  • เมล็ดต้องจะต้องแห้ง ทำได้โดยตากแดดให้ความชื้นในเมล็ดเหลืออยู่น้อยๆ ส่วนความชื้นจะเหลือมากน้อยเท่าใดขึ้นกับเมล็ดพันธุ์นั้น โดยทั่วๆ ไป มักเหลือ 4-8%
  • นำเมล็ดที่แห้งนั้นไปไว้ในที่ที่มีความชื้นต่ำและอุณหภูมิต่ำ โดยเฉลี่ยห้องที่เก็บเมลดพันธุ์ควรมีความชื้นสัมพัทธ์ประมาณ 30-45% และอุณหภูมิประมาณ 4-10 องศาเซลเซียส
  • ควรโรยยาฆ่าแมลงและยาฆ่าเชื้อราและคลุกกับเมล็ดพันธุ์นั้นไว้ขณะที่เก็บรักษา เพื่อป้องกันมิให้เมล็ดนั้นได้รับอันตรายจากศัตรูดังกล่าว

วิธีการดังกล่าวอาจทำได้ง่ายๆ โดยใส่ถุงเมล็ดพันธุ์ไว้ในโหลที่บรรจุแคลเซียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นสารดูดความชื้นและเก็บขวดโหลนี้ไว้ในที่เย็นและแห้ง